ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 5 บทที่ 142 มอนสเตอร์กลายพันธุ์สายว่องไว?

            ทว่าในจังหวะนั้นเอง

            กระแสลมพัดโหมอย่างรุนแรงพลันพุ่งเข้าใส่เขาจากทางด้านหลังอย่างกะทันหัน

            หวังเทียนอีตกใจจนหนังศีรษะชาเขาปลดปล่อยท่าไม้ตายใหญ่ออกมาทันทีตามสัญชาตญาณ

            “มหาเวทต้องห้ามระดับรอง: มิติบิดเบี้ยว”

            วืด

            วินาทีต่อมาท่ามกลางเสียงเสียดสีของมิติที่ชวนให้เสียวฟันปรากฏเงาร่างของลู่เซิ่งและออสการ์ที่ถูกแรงบิดเบี้ยวของมิติฉุดกระชากจนเสียหลักผิดทิศทางไปอย่างไม่ทันตั้งตัว 

            ฟุ่บ...

            ในขณะเดียวกันลู่เซิ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็ค่อยๆ เลือนหายไปในความว่างเปล่า

            ที่แท้นั่นเป็นเพียงภาพติดตาที่เร็วเสียจนมิติยังไม่อาจลบเลือนได้ทัน

            “อะไรกัน? ความเร็วระดับนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว”

            เมื่อได้เห็นภาพนี้หวังเทียนอีตกใจจนแทบจะฉี่ราดตรงนั้น

            ความเร็วของออสการ์นั้นเหนือล้ำกว่าจินตนาการไปมากเพียงแค่พละกำลังทางกายภาพกลับสามารถทิ้งภาพติดตาไว้ในห้วงมิติได้และยังไม่เป็นรอง ‘วอยด์แฟลช’ ของเขาเลยแม้แต่น้อย

            นี่มันไม่ใช่สุนัขสามหัวแห่งขุมนรกทั่วไปแล้วแต่มันคือระดับบอสชัดๆ

            “แย่แล้ว มอนสเตอร์กลายพันธุ์ตัวนี้รับมือยากเกินไปคงจัดการไม่ได้ในเวลาอันสั้นแน่”

            เมื่อเห็นลู่เซิ่งที่กลับมาตั้งหลักและเตรียมจะเปิดฉากโจมตีใส่เขาอีกครั้งหวังเทียนอีก็โกรธจนตัวสั่น

            เพราะก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มขึ้นเขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าพาลาดินอย่างลู่เซิ่งจะรับมือได้ยากเย็นขนาดนี้

            ตอนนี้เมื่อเห็นว่าการจะจัดการลู่เซิ่งในเวลาอันสั้นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้

            หวังเทียนอีจึงรีบชั่งน้ำหนักได้เสียในใจทันที

            “ไม่ได้การ จะเสียเวลากับมันอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้ไม่อย่างนั้นการสอบรอบนี้ อันดับท็อปสี่คงหลุดมือฉันไปอีกแน่”

            เมื่อคิดได้ดังนั้นหวังเทียนอีจึงตัดสินใจเด็ดขาด เขาแผดเสียงคำรามใส่ลู่เซิ่งด้วยความแค้นเคือง“ไอ้มดปลวก ครั้งนี้ถือว่าแกดวงดียอมให้แกมีชีวิตรอดไปอีกสักสองสามวันแล้วกัน”

            “แต่จำไว้เถอะอีกไม่นานฉันจะทำให้แกต้องชดใช้อย่างสาสมกับสิ่งที่ทำในวันนี้”

            สิ้นคำพูดเขาก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของลู่เซิ่งอีกต่อไป แล้วหมุนตัวจากไปทันทีโดยไม่ลังเล

            “วอยด์แฟลช”

            วิ้งวิ้ง วิ้ง...

            เขาร่ายสกิลประจำตัวอย่างต่อเนื่องปรากฏหลุมดำสีหมึกขึ้นในความว่างเปล่าครั้งแล้วครั้งเล่า

            ร่างของหวังเทียนอีพุ่งทะยานผ่านหลุมดำเหล่านั้นไปอย่างต่อเนื่องเพียงพริบตาเดียวเขาก็หนีห่างออกไปหลายร้อยเมตร และกำลังจะพ้นจากสายตาของลู่เซิ่ง

            ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเอง

            “โรคทรมาน: ลำไส้เน่าเฟะ”

            วิ้ง...

            ทันใดนั้นสัญลักษณ์ประหลาดพลันปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของหวังเทียนอีอย่างไร้ที่มา

            “เอ๊ะ? อะไรน่ะ?”

            หวังเทียนอียังไม่ทันตอบโต้ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาก็รู้สึกปวดมวนในช่องท้องอย่างรุนแรงจนรู้สึกเหมือนจะท้องเสียตรงนั้น

            แต่ในเวลานี้เขาไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องอื่นแล้ว

            เพื่อเลี่ยงไม่ให้ลู่เซิ่งตามมาพัวพันอีกหวังเทียนอีได้แต่กัดฟันกรอด ไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ร่ายสกิล‘วอยด์แฟลช’ ต่อเนื่องอีกสองครั้งจนในที่สุดก็หนีพ้นระยะโจมตีของลู่เซิ่งได้สำเร็จ และหายลับเข้าไปในป่าเขาที่รกชัฏ

            ในขณะเดียวกันณ แนวป่าที่อยู่ไม่ไกล

            “นายท่าน มันกำลังจะหนีไปแล้ว จะให้ข้าตามไปไหม?”

            ออสการ์เอ่ยถามเสียงเข้มพลางจ้องมองแผ่นหลังของหวังเทียนอีที่จากไป

            “ไม่ต้อง”

            แต่สิ่งที่ผิดคาดคือลู่เซิ่งกลับส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด

            “ไอ้เดรัจฉานนั่นจัดการยาก ต่อให้เป็นฉัน ถ้าไม่ใช้ไม้ตายก้นหีบอย่างอื่นการจะล้มมันในเวลาสั้นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

            ลู่เซิ่งรู้สึกจนปัญญา

            แม้ในเวลานี้เขาจะเกลียดหน้าหมาอย่างหวังเทียนอีเข้ากระดูกดำแล้วก็ตาม

            แต่จากการปะทะเมื่อครู่เขาก็ตระหนักได้ว่าหวังเทียนอีนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เคี้ยวง่าย

            แม้พฤติกรรมของหมอนี่จะน่ารังเกียจเพียงใด

            แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในฐานะผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดเขามีความสามารถที่เหนือชั้นจริงๆ

            ประกอบกับในตอนนี้เขายังอยู่ในสนามสอบระดับชาติสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การคิดบัญชีกับไอ้หน้าหมานั่นแต่เป็นการรับมือกับการทดสอบที่กำลังดำเนินอยู่

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งจึงรีบเอ่ยกับออสการ์ที่ตนเองขี่อยู่ว่า “เวลาสอบครั้งนี้มีจำกัดเราควรรีบไปเก็บคะแนนดีกว่า ไว้มีเวลาค่อยกลับมาจัดการไอ้คนขายชาตินั่นก็ยังไม่สาย”

            “ได้ขอรับ ข้าพร้อมทำตามที่นายท่านสั่งทุกประการ”

            ออสการ์พยักหน้ารับแล้วถามต่อ“นายท่าน แล้วเราจะไปที่ไหนกันต่อดีจะไปล่ามอนสเตอร์ระดับบอสทั้งสี่ตัวนั่นไหม?”

            “มอนสเตอร์ระดับบอสมีแค่สี่ตัว นอกจากจะจัดการยากแล้วยังต้องไปแย่งชิงจากปากของพวกสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอีก”

            ลู่เซิ่งส่ายหน้าอีกครั้งพร้อมวิเคราะห์อย่างใจเย็น“แทนที่จะเอาเวลาและพลังงานไปเสียกับการชิงชัยกับพวกสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดเราไปฆ่ามอนสเตอร์ระดับอื่นให้มากขึ้นจะดีกว่ายังไงการสอบครั้งนี้วัดกันที่คะแนนสุดท้าย ต่อให้เราไม่ฆ่ามอนสเตอร์ระดับบอสแต่ถ้าคะแนนเราสูงพอ เราก็ยังคว้าอันดับหนึ่งได้อยู่ดี”

            “นั่นก็จริง”

            ออสการ์ได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง

            “ไป เราเข้าไปดูข้างในกันก่อน”

            เมื่อวางแผนขั้นต่อไปได้ชัดเจนลู่เซิ่งก็ไม่รอช้าอยู่ที่เดิมอีกต่อไป เขาสะบัดมือให้สัญญาณทันที

            ...

            ในขณะเดียวกันบนท้องฟ้าที่สูงขึ้นไปนับหมื่นจั้ง

            “มอนสเตอร์กลายพันธุ์ตัวนี้... มันน่ากลัวขนาดนี้เชียวรึ? แม้แต่หวังเทียนอียังทำอะไรมันไม่ได้?”

            เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์อันน่าตกตะลึงบนหน้าจอโปร่งแสง

            ในยามนี้แม้แต่หลินรั่วเยวียน คณบดีของสถาบันจิงหลงก็ไม่อาจรักษาความสงบเยือกเย็นไว้ได้อีกต่อไป

            “หวังเทียนอีเชี่ยวชาญเรื่องความเร็วที่สุดแต่เจ้ามอนสเตอร์กลายพันธุ์ตัวนี้ กลับมีความเร็วเหนือกว่าเขาเสียอีก”

            อู่เหมิงเอินที่อยู่ข้างๆก็ขมวดคิ้วมุ่นพลางถามออกไปเช่นกัน “ท่านคณบดีท่านคิดว่าสุนัขสามหัวแห่งขุมนรกตัวนี้จะเป็นมอนสเตอร์กลายพันธุ์สายว่องไวหรือเปล่าครับ?”

            “มีความเป็นไปได้สูงมาก”

            หลินรั่วเยวียนพยักหน้าอย่างหนักแน่นก่อนจะเสริมว่า“มีแต่มอนสเตอร์กลายพันธุ์สายว่องไวเท่านั้นถึงจะระเบิดความเร็วที่น่าเหลือเชื่อขนาดนี้ออกมาได้”

            “มิน่าล่ะไอ้พาลาดินขยะนั่นถึงได้สร้างเรื่องน่าตกใจอย่างการคว้าอันดับหนึ่งในรอบแรกมาได้ที่แท้ก็มีมอนสเตอร์กลายพันธุ์สายว่องไวคอยช่วยอยู่นี่เอง”

            อู่เหมิงเอินเข้าใจในทันทีพร้อมกับพูดอย่างเจ็บใจว่า “แต่จะว่าไปไอ้หมอนี่มันดวงดีจริงๆที่สามารถทำพันธสัญญากับมอนสเตอร์กลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้แถมยังเป็นพันธสัญญานายบ่าวที่เผด็จการที่สุดอีก”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมอีกว่า “แต่ยังไงซะพาลาดินก็ไม่ใช่‘ผู้ฝึกสัตว์’ ไม่มีแม้แต่สกิลที่จะช่วยบัฟให้สัตว์อัญเชิญต่อให้สัตว์พาหนะจะเก่งกาจแค่ไหน มันก็คงแสดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาไม่ได้”

            พูดจบอู่เหมิงเอินก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้งพร้อมกล่าวอย่างไม่ยอมรับว่า“ในสายตาของผม การที่มอนสเตอร์กลายพันธุ์ตัวนี้ไปอยู่กับมันเป็นการปล่อยให้ของล้ำค่าเสียเปล่าจริงๆ”

            “ก็น่าเสียดายอยู่ถ้าคนที่ครอบครองมอนสเตอร์กลายพันธุ์ตัวนี้เป็นผู้ฝึกสัตว์บางทีอาจจะพอมีค่าให้บ่มเพาะต่อ แต่กับพาลาดิน...”

            หลินรั่วเยวียนเองก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจและกล่าวด้วยเสียงทุ้ม“ยังดีที่การสอบรอบที่สองนี้เน้นไปที่พลังการต่อสู้เป็นหลักไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับความเร็วมากนักถึงแม้ลู่เซิ่งจะมีมอนสเตอร์กลายพันธุ์คอยช่วยเขาก็ไม่มีทางจะพลิกล็อกเอาชนะมาได้อีกแน่นอน”

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน