ตอนที่ 5 ประตู
หลังจากผมทำหน้าที่ปรนเปรอเป็ทาสทางอารมณ์ให้ไอ้บ้านี่ จนมันพอใจมันก็ปล่อยให้ผมนอนพักได้จริงๆ สักทีผมนอนหอบหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่บนเตียงแขนขาสั่นไปหมด
ไอ้นี่มันโรคจิตนอกจากท่าพิสดารบ้าบอของมันที่ผมเข้าใจว่ามันคงเลียนแบบมาจากหนังโป๊มันยังมีอารมณ์ได้เกือบตลอดเวลาั้แ่มันกลับมาถึงห้องจนตอนนี้สามทุ่มกว่าผมเพิ่งได้หยุดพัก
เสียงท้องผมร้องดังจนทะลุผ้าห่มซึ่งผมเอามาคลุมตัวเอาไว้ไม่อยากให้มันมองผมตรงๆกลัวมันบ้ามีอารมณ์ขึ้นมาอีก ไอ้น้ำแข็งขั้วโลกเหลียวหน้ามามองผมแล้วยิ้มมุมปาก
“ขำส้นตีนอะไรล่ะก็คนมันหิวนี่หว่า”ผมจำได้ว่าเมื่อตอนบ่ายผมเอาบราวนี่แช่เก็บไว้ในตู้เย็นยังไม่ได้กินผมพลิกตัวแล้วลุกขึ้นจากเตียง ะโวิ่งออกไปนอกห้องเพื่อไปหยิบบราวนี่ของผมทันที
ติ๊งเสียงเหมือนออดหน้าประตูดังขึ้น ผมเดินออกมาจากในครัวชะโงกหน้าออกมาดูเห็นผู้ชายสองคนที่เคยเอาข้าวมาส่งให้ผมเมื่อตอนกลางวันเปิดประตูเดินเข้ามาพร้อมกับในมือถือของพะรุงพะรัง พวกมันสองคนหันมามองหน้าผมยิ้มๆแล้วเดินเอาของในมือไปวางทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์หินอ่อนในห้องครัวโดยมันสองคนไม่พูดกับผมสักคำ
“ครบทุกอย่างตามที่สั่งครับท่าน”
ผมหันไปมองหน้าไอ้บ้าที่มันเดินตามผมออกมาจากห้องทันทีท่านพ่อ ท่านแม่มึงสิ โรคจิตขนาดนี้ อยากจะรู้จริงๆ ว่ามึงเป็ท่านอะไรมึงเป็ใครกันแน่วะ?
จนตอนนี้ที่ผมกับมันนอนเอากันมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็ใคร ชื่ออะไร ทำงานอะไร รู้แค่ที่นี่เป็คอนโดของมันผมรู้แค่นั้น
“ไปได้แล้ว” ไอ้ท่านส้นตีนนี่ออกคำสั่งไล่ลูกน้องมันออกไป
ผมแอบมองว่าไอ้สองคนนั้นมันเปิดประตูออกไปยังไงมันก็แค่เปิดออกไปธรรมดาๆ นี่หว่า แล้วทำไมผมเปิดไม่ได้วะ ผมหันกลับมาเห็นไอ้คุณท่านห่านี่พยักหน้าไปทางข้าวของซึ่งวางกองอยู่บนเคาน์เตอร์ ผมเดินไปเปิดรื้อดูด้วยความสนใจ
ส่วนใหญ่ในนั้นเป็ของกินมีข้าวกล่องเป็กะเพรากุ้งตัวโตๆ หนึ่งกล่อง กับอีกกล่องเป็สเต๊กบ้าบอคงจะของมันล่ะมั้งอีกถุงหนึ่งเป็ขนมปังไส้ต่างๆ แบบที่ผมชอบทั้งนั้นเลย
ผมหันหน้าไปมองหน้าไอ้บ้านั่นนิดหนึ่งนี่มันบังเอิญซื้อมาแบบที่ผมชอบใช่มั้ย เมื่อตอนกลางวันก็ครั้งหนึ่งแล้วมันคงไม่สืบกระทั่งรู้ว่าผมชอบกินอะไรหรอกนะ ของพวกนี้มันจะสืบกันยังไงวะผมไม่ได้เขียนใบสมัครงานที่ไหนแล้วกรอกว่าผมชอบกินอะไรลงไปสักหน่อย
ผมคว้าเอาถุงซึ่งมันใส่ข้าวกล่องออกไปก่อนเป็อันดับแรกเพราะตอนนี้หิวจนตาลายแล้วผมเดินเข้าไปในครัว หยิบจาน หยิบช้อนส้อมออกมาแล้วเทเอาสเต๊กบ้านั่นใส่จานไปวางตรงหน้าให้มันส่วนผมก็เหมือนเดิม ผมเปิดกล่องข้าวกะเพรากุ้งของผมแล้วก็กินมันทั้งอย่างนั้นแหละผมจ้วงข้าวใส่ปากแบบไม่มีพิธีรีตองอะไรไม่เหมือนไอ้คุณท่านโรคจิตที่นั่งตัวตั้งหลังตรงคอแข็งมองผมอยู่ตาไม่กะพริบ
แค่ห้านาทีข้าวกะเพรากุ้งทั้งกล่องก็ลงไปนอนอยู่ในท้องของผมจนเกลี้ยงผมยื่นมือไปรื้อหาของกินในถุงพวกนั้นต่อแล้วหยิบเอาน้ำอัดลมแบบกระป๋องมาเปิดออกดื่มกระป๋องหนึ่ง
“เอามั้ย” ผมหันไปถามไอ้คุณท่านเ้าของห้องถามมันหน่อยเดี๋ยวจะหาว่าผมไม่มีน้ำใจ
“ฉันไม่ดื่มน้ำอัดลม” มันตอบกลับมา
“ดี ไม่เปลือง” ผมตอบมันกลับไปแล้วกระดกน้ำอัดลมในมือทีเดียวหมดกระป๋อง
ผมเดินเอาน้ำอัดลมที่เหลือในถุงพวกนั้นไปแช่ตู้เย็นแล้วหยิบเอาเบียร์ของมันมาเปิดออกกระป๋องหนึ่ง โดยไม่ได้ขออนุญาตก่อนผมยกมันกระดกเข้าปากแล้วจึงเดินไปหยิบเอาถุงขนมพวกนั้นเปิดออกดู จัดการเอากล่องข้าวของผมไปทิ้งถังขยะแล้วล้างช้อนที่ตัวเองใช้งานเมื่อครู่เก็บเข้าที่เสร็จแล้วก็เดินหนีมันไปนอนดูทีวีที่โซฟาโดยถือเบียร์ติดมือไปด้วยอีกหนึ่งกระป๋อง
ผมไม่ได้หันไปสนใจว่าไอ้คุณท่านนั่นว่ามันทำอะไรแต่ได้ยินเหมือนเสียงมันล้างจาน เพราะได้ยินเสียงก๊อกน้ำเปิดๆ ปิดๆสักพักมันก็เดินมานั่งลงข้างผม พร้อมกับเบียร์สามกระป๋องวางอยู่ตรงหน้าผม
ผมขยับตัวถอยห่างจากมันนิดหน่อยไม่อยากโดนตัวมันกลัวมันอุตริคิดอุบาทว์กับผมอีก ผมสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องนอนทันทีเมื่อหูของผมแว่วได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ผมวิ่งมาทันรับสายจากฝ้ายแฟนของผมทันก่อนที่มันจะตัดไป
ฝ้าย : อินทร์ทำอะไรอยู่
ผม: ทำอะไรเหรอก็...คิดถึงฝ้ายอยู่ไง
ฝ้าย : โกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่ ปากบอกว่าคิดถึงแต่ไม่เห็นโทรหาไหนบอกว่าจะโทรมาไง
ผม : ก็อินทร์หลับอ่ะโทษทีนะแล้วนี่ฝ้ายกินข้าวหรือยัง
ฝ้าย : ไม่เอาไม่กินหรอก เดี๋ยวอ้วนแล้วใส่ชุดเ้าสาวไม่สวย
ผม : ไม่สวยก็ไม่เป็ไร ไม่สวยอินทร์ก็รักเหมือนเดิม
ฝ้าย : ให้มันจริงเถอะ กลัวว่าถ้าฝ้ายอ้วนอินทร์จะไม่รักเหมือนเดิมสิ
ผม : รักสิ ยังไงอินทร์ก็รักฝ้ายนะ
ฝ้าย : แล้วอินทร์กินข้าวหรือยัง กินข้าวกับอะไร
ผม : กินแล้วเมื่อกี้ กินกะเพรากุ้งอร่อยมาก
ฝ้าย : ดีแล้วอินทร์ต้องกินข้าวเยอะๆ นะรู้มั้ยจริงสิอินทร์ วันเสาร์ อาทิตย์นี้เราไปเที่ยวกันมั้ย อินทร์ยังไม่ได้ทำงานนี่พาฝ้ายไปเที่ยวหน่อยสิฝ้ายอยากไป
ผม : อืม ไปสิ // ผมเห็นไอ้บ้านั่นเปิดประตูเข้าห้องมาพอดี
ฝ้าย : ถ้าอย่างนั้นวันพรุ่งนี้อินทร์มานอนที่หอฝ้ายนะหรือว่าจะให้ฝ้ายไปหาอินทร์ที่หอดีล่ะ
ผม : เอ่อ เดี๋ยวอินทร์ไปหาฝ้ายเองดีกว่า ตอนเย็นเลิกงานเดี๋ยวอินทร์ไปรับฝ้ายที่ทำงานนะ // ไอ้บ้านั่นเดินมายืนจ้องหน้าผมเหมือนอยากจะกินเืกินเนื้อผมเสียอย่างนั้นแต่ผมทำเป็ไม่สนใจมัน
ฝ้าย: ได้ ถ้าอย่างนั้นฝ้ายนอนล่ะนะอินทร์ก็อย่ามัวแต่เล่นเกมจนดึกล่ะ ฝ้ายรักอินทร์นะ
ผม : ครับผม อินทร์ก็รักฝ้ายนะ หลับฝันดีนะ // ผมบอกรักฝ้ายในขณะที่ตาจ้องไปยังไอ้โรคจิตซึ่งมันถลึงตาใส่ผมไม่ต้องเดาหรอกผมรู้ว่ามันกำลังโกรธ แต่มันจะโกรธผมได้ยังไงในเมื่อผมบอกรักแฟนตัวเอง
ผมกดวางสายจากฝ้ายแล้วลุกขึ้นจากโซฟาตัวนั้นเพื่อ้าเดินไปให้พ้นๆไอ้บ้านี่เพราะไม่รู้มันจะบ้าขึ้นมาอีกตอนไหน ผมยังเดินไปไม่ถึงสองก้าวโลกของผมก็หมุนคว้างขึ้นมาเพราะไอ้โรคจิตนั่นคว้าแขนแล้วเหวี่ยงผมลงไปกองบนโซฟาตัวเดิมที่ผมเพิ่งลุกจากมา
“โอ๊ย” ผมร้องด้วยความเจ็บเพราะตัวผมกระแทกลงไปอย่างแรงโทรศัพท์มือถือในมือหลุดกระเด็นตกไปอยู่ที่พื้น ไอ้คนจิตวิปลาสโถมตัวเข้าใส่ผมแต่ครั้งนี้ผมไม่ได้ยอมมันเหมือนเคย
ผมรู้สึกรังเกียจรู้สึกขยะแขยง ผมดิ้นรน ผมขัดขืน ต่อสู้กับมันอย่างสุดกำลัง ทั้งเตะ ทั้งถีบ แต่ยิ่งผมดิ้นมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งทำกับผมรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ผมถูกมันจับฉีกเสื้อผ้าที่ใส่อยู่จนขาดวิ่นแล้วจับผมกดลงกับโซฟา คืนนี้สำหรับผม มันคือการตกนรกทั้งเป็อีกครั้งความป่าเถื่อนของมัน ทำเอาผมสะบักสะบอมนอนซมอยู่กับโซฟานั้นจนแทบขยับตัวไม่ได้ ไอ้บ้าโรคจิตมันผละลุกเดินทิ้งผมไปตอนที่มันพ่นน้ำกามอุบาทว์นั่นใส่ผมเป็ครั้งที่สองผมนอนซุกหน้าลงกับโซฟาร้องไห้ออกมาเหมือนผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่ง
“อ๊ากกกกกก” ผมะโร้องอัดลงไปกับโซฟาที่ตัวเองนอนซุกตัวขดอยู่เพราะความเ็ปของร่างกายและความบอบช้ำในใจ เท่าไหร่ถึงจะพอ เท่าไหร่กันผมจะต้องถูกมันกระทำเหมือนผมเป็สัตว์แบบนี้อีกนานแค่ไหน อีกกี่ครั้ง อีกกี่หนมันถึงจะพอใจ แล้วยินดีปล่อยผมไป
ผมไม่รู้ว่าไอ้บ้านั่นเดินหายไปไหนแต่มันไม่กลับเข้ามาอีกจนเช้าของอีกวัน ผมลุกขึ้นจากโซฟาในสภาพไม่ต่างจากคืนแรกที่ผมมานอนในห้องนี้สภาพยับเยินไปทั้งตัว รอยกัด รอยดูด รอยเขียวช้ำเต็มตัวไปหมด ริมฝีปากแตกเจ่อเห็นร่องรอยที่มันกัดจูบผมเมื่อคืน
ผมยืนมองสภาพทุเรศของตัวเองในกระจกเงาด้วยความรู้สึกสมเพชเหลือจะเอ่ยผมจะไปหาฝ้ายในสภาพนี้จริงๆ เหรอ ผมทรุดตัวนั่งลงกับพื้นห้องน้ำกอดเข่าร้องไห้จนตัวโยนรู้สึกสมเพชตัวเอง นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่กันแน่นะ
ผมนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่อย่างนั้นนานแค่ไหนไม่รู้เสียงน้ำจากฝักบัวที่ไหนลงมาดังสะท้อนก้องอยู่ในหู กลบเสียงร้องไห้เหมือนคนพ่ายแพ้เนื้อตัวตอนนี้ของผมหนาวสั่นไปหมด มือและเท้านั้นซีดเซียวเหี่ยวย่นคงเพราะผมนั่งแช่อยู่อย่างนี้นานแล้วผมนั่งเอาหลังพิงผนังห้องน้ำ หลับตานิ่ง ผมอยากพัก ผมอยากลืมผมอยากหนีออกไปจากวังวนของไอ้คนบ้าโรคจิตนี่เต็มที
ผมนอนซุกตัวลงไปกับผ้าห่มผืนหนารู้สึกหนาวขึ้นมาเสียเฉยๆ รู้สึกปวดหัวมึนตื้อไปหมด หรือว่าผมจะเป็ไข้ ผมกะพริบตาตื่นขึ้นมา ผมไม่ได้นั่งอยู่ในห้องน้ำแล้วแต่ผมกลับมานอนบนเตียงแบบใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยผมลุกขึ้นนั่งหันไปมองรอบตัวอย่างช้าๆ ว่างเปล่า....มีแค่ความว่างเปล่า ไม่มีใครในห้องนี้
เมื่อผมมองดูนาฬิกาดิจิตอลตรงหัวเตียงตอนนี้มันบอกเวลาบ่ายสามโมงแล้ว ผมต้องไปรับฝ้ายที่ทำงานเพราะฝ้ายเลิกงานห้าโมงเย็น วันนี้เป็วันศุกร์รถน่าจะติดถ้าผมไปช้าฝ้ายอาจจะงอนผมอีกก็ได้
ผมลุกจากเตียงขึ้นแล้วรีบไปเปิดตู้เสื้อผ้าทันทีแต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีเรี่ยวแรง ในใจมันหวิวๆ ผมพยายามแต่งตัวจนเสร็จเรียบร้อยแล้วกลับมากวาดตามองหาโทรศัพท์มือถือแต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ผมจำได้ว่าเมื่อคืนนี้มันตกลงไปบนพื้นห้องตอนที่ผมทะเลาะกับ ไอ้บ้านั่นแต่ทำไมตอนนี้มันไม่มี ผมไม่ได้สนใจโทรศัพท์อีก หาไม่เจอก็ช่างมันเอาตัวเองไปหาฝ้ายให้ได้ก็พอ
ผมเปิดประตูห้องนอนออกมาข้างนอกเจอกับไอ้ผู้ชายคนหนึ่ง ใส่สูทดำนั่งอยู่ตรงโซฟา มันเงยหน้าขึ้นมามองผมแล้วรีบลุกขึ้นยืนทันที
“คุณท่านบอกว่า ถ้าคุณตื่นแล้วให้คุณรีบทานข้าว ทานยาแล้วนอนพักห้ามออกไปไหน” ไอ้ผู้ชายในชุดสูทบอกกับผมทันที
“ทำไมกูต้องฟังมัน” ผมเดินไปยังประตูคอนโดด้านหน้าแล้วพยายามเปิดมันออกแต่เปิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ได้
“คุณเปิดมันไม่ได้หรอกครับ” ไอ้คนข้างหลังบอกกับผม
“เปิดประตูให้กู กูบอกว่าเปิดให้กู” ผมอาละวาด ทุบก้านลูกบิดประตูบ้าบอนั่นเสียงดังโครมๆไอ้คนชุดดำด้านหลัง ตรงเข้ามาฉุดกระชากผมให้ออกมาผมดิ้นสะบัดเพื่อให้ตัวเองหลุดออกจากมัน แล้วรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาเสียเฉยๆไอ้คนใส่สูทสีดำนั่นจึงประคอง จับผมมานั่งลงตรงโซฟา
“คุณไข้สูง อย่าเพิ่งอาละวาดเลยครับ กินข้าวกินยาเถอะ” ไอ้บ้าชุดดำมองผมเหมือนผู้ใหญ่กำลังมองเด็กสายตาแบบนั้นเ็าพอๆ กับไอ้คุณท่านห่าหอกนั่นมันเดินหายไปในครัวสักพักแล้วกลับมาพร้อมชามข้าวต้มร้อนๆ
“ปล่อยผมไปได้มั้ย ผมขอร้อง ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” ผมเงยหน้าขึ้นไปถามคนที่ยกข้าวต้มมาวางลงตรงหน้าพยายามพูดกับมันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุด
“ทานข้าวต้มเถอะครับ จะได้ทานยา”
“ไม่เอา ไม่กินปล่อยผม ผมไม่อยากอยู่ที่นี่” ผมยังคงพยายามอ้อนวอนผู้ชายใส่สูทตรงหน้า
“คุณอินทร์ครับ เชื่อผมเถอะนะครับ ทานข้าวแล้วทานยาเถอะครับอีกสักครู่คุณท่านก็คงจะกลับมาแล้ว”
“ไม่เอา ไม่กิน”
“อย่าดื้อเลยครับ ทานเถอะ”
“ปล่อยผม” ผมทิ้งตัวเอาหลังพิงกับพนักโซฟารู้สึกหนาว แล้วเริ่มปวดในกระดูกอาการของพิษไข้กำลังเล่นงานผมอย่างหนัก
“คุณไม่มีทางหนีไปจากคุณท่านได้หรอกครับ”
“อ๊ากกก” ผมร้องะโสุดเสียง ปัดชามข้าวต้มนั้นทิ้งจนมันตกแตกกระจายเต็มพื้นห้องแล้วพุ่งตัววิ่งตรงไปทุบประตูหน้าห้อง พยายามเปิดมันออก แต่ทุบอยู่นานก็เปิดไม่ได้เสียที
กริ๊กเสียงปลดล็อกประตูดังขึ้นพร้อมกับประตูหน้าห้องดีดตัวเปิดออกผมดึงประตูนั้นเปิดออกแล้วพุ่งตัววิ่งออกไปทันที ด้านนอกนั่นผู้ชายใส่สูทผูกไทเกือบสิบคน ยืนเรียงหน้ากระดานกันอยู่พวกมันทุกคนหันมามองผมเป็ตาเดียวผมชะงักมองพวกมันด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจและไม่ปลอดภัย
ผมค่อยๆเดินผ่านหน้ามันไปทีละคน ทีละคน จนถึงหน้าลิฟต์แก้วตัวใหญ่ ซึ่งใช้สำหรับโดยสารขึ้นลงคอนโดหรูแห่งนี้ผมกดลิฟต์ให้เปิดออก แต่สายตาของผมยังหันกลับไปด้านหลัง โดยมีสายตาเกือบสิบคู่ของคนพวกนั้นจ้องมายังผมเป็ตาเดียว
ไอ้ผู้ชายในชุดสูทแบบเดียวกันในห้องเดินออกมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าห้องผมเห็นตรงพื้นทางเดินหน้าห้องนั่น คราบรอยแดงๆ เป็ทางตามจังหวะก้าวเท้า ผมมองตามรอยนั้นจนมาหยุดอยู่ที่เท้าตัวเองผมเดินออกมาจากห้องนั้นด้วยเท้าเปล่าซึ่งแดงเป็คราบรอยนั่นเป็รอยเืจากเท้าของผมเอง ซึ่งคงเผลอเหยียบเศษแก้วจากชามข้าวต้มเมื่อครู่แต่ผมไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไร ผมแค่อยากไปจากที่นี่ ผม้าแค่นั้น
ติ๊งเสียงลิฟต์แก้วเปิดออก ผมหันกลับหลังทิ้งสายตาของไอ้พวกชุดดำไว้เื้ัแล้วหันกลับมาทางประตูลิฟต์ภาพสุดท้ายที่ผมเห็นคือไอ้ผู้ชายที่ผมเกลียดมันนักหนายืนอยู่ด้านใน แล้วข้างๆเหมือนมีใครยืนประกบอยู่ ผมเห็นแค่นั้นแล้วทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าก็วูบหายไป