ผู้เฒ่าเคอมิอาจละทิ้งหน้าตา ทำได้เพียงแย้มยิ้มรับปากว่าหลังจากจบเรื่องแล้วจะแบ่งเงินสองตำลึงให้ปู่รองเป็นการขอบคุณ
ปู่รองขมวดคิ้ว เอ่ยในใจว่า : ช่างเป็นครอบครัวที่ตระหนี่เสียจริง ข้าอุตส่าห์ลำบากเดินทางมาแต่กลับให้เงินเพียงเท่านี้มิน่าถึงได้ยากจนเช่นนี้มาทั้งชีวิต
ทว่าบนใบหน้ากลับไม่เผยสีหน้าใด ทำเพียงปัดเสื้อผ้าของตนพลางหยัดกายขึ้นเอ่ยว่า“เช่นนั้นพี่รองจะรอฟังข่าวดีจากเถี่ยเกินก็แล้วกัน”
หลังสิ้นคำพลันหยิบถ้วยชาขึ้นมาถือไว้ก่อนจะสาวเท้าเดินออกจากประตูไปอย่างรวดเร็ว
แม่เฒ่าเคอรู้สึกราวกับตับไตไส้พุงบีบรัด ถ้วยของนาง ใบชาของนาง ฮือๆๆ...
ครั้นฟ้าสว่าง ผู้เฒ่าเคอก็เดินทางไปยังหมู่บ้านสกุลหลิน เมื่อพบหน้าหลินโส่วเสียนพลันเริ่มร้องทุกข์ทั้งน้ำตา
“โส่วเสียนเอ๋ย สกุลเคอผิดต่อเจ้าแล้วจริงๆต้ายาหลานสาวอกตัญญูผู้นั้นไม่รักษาจรรยาหญิง ปีนขึ้นเตียงต้วนเหลยถิงเสียแล้วพวกเราเองก็ไร้หนทางอื่นใด ทำได้แค่ยอมให้นางออกเรือนไปด้วยความกล้ำกลืนการหมั้นหมายของพวกเจ้าขอให้สิ้นสุดกันแต่เพียงเท่านี้เถิด!”
หลินโส่วเสียนดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงถึงขีดสุด พลันเอ่ยสิ่งใดไม่ออกไปชั่วขณะ
ครั้นผู้เฒ่าเคอเห็นว่าได้ผลจึงเอ่ยต่อไปว่า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดหลังจากออกเรือนได้หนึ่งวันต้ายาก็โวยวายจะแยกเรือนกับพวกเราให้จงได้ ยามนี้กระทั่งนามของนางก็ยังเปลี่ยนใหม่ เป็นนามว่าอันใดสักอย่างอ้อ เคอโยวหราน เจ้าว่านางเป็นเด็กอกตัญญูหรือไม่ ตาเฒ่าเลี้ยงดูแม่นางน้อยผู้นี้มาเสียเปล่าแล้ว!ฮือๆๆๆ...”
หลังกล่าวจบ ผู้เฒ่าเคอก็ปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงแม้แต่นิด
หลินโส่วเสียนโมโหยิ่งนัก เพราะร่างกายของเขาไม่แข็งแรงจึงกลายเป็นคู่หมั้นผู้ถูกว่าที่ภรรยาทอดทิ้งเช่นนั้นหรือ? มิอาจยินยอมได้จริงๆ...
เขาลอบกำหมัด เค้นเสียงลอดไรฟันเอ่ยออกมาหนึ่งประโยค“นางออกเรือนกับคนเช่นใดหรือขอรับ?”
ผู้เฒ่าเคอเอ่ยด้วยความขุ่นเคือง “จะเป็นคนดีได้อย่างไร คนผู้นั้นก็แค่พรานป่าที่จำต้องเสี่ยงชีวิตอยู่ตลอดเวลาผู้หนึ่งเป็นนักล่าสัตว์มือฉมัง หาเงินทองได้ไม่น้อยเลยทีเดียว”
ครั้นหลินโส่วเสียนได้ยินว่าสกุลต้วนหาเงินได้ไม่น้อย หัวคิ้วก็ถึงกับกระตุกโดยมิอาจสังเกตเห็นเขาประสานมือคารวะพลางเอ่ยว่า
“โส่วเสียนขอบพระคุณผู้เฒ่าเคอที่มาแจ้งเรื่องนี้ขอรับ มิอาจโทษสกุลเคอเรื่องเคอโยวหรานออกเรือนกับผู้อื่นล้วนเป็นเพราะสกุลต้วนกีดขวางและล่อลวงน้องหญิงโยวหรานทั้งสิ้น
หลายวันมานี้ข้าสุขภาพไม่สู้ดี รอจนกระทั่งหายดีเมื่อไร ข้าย่อมไปหาเรื่องถึงเรือนสกุลต้วนอย่างแน่นอนจะต้องถามหาคำอธิบายจากเจ้าคนถ่อยแซ่ต้วนให้จงได้ขอรับ”
ผู้เฒ่าเคอเอ่ยอย่างเห็นดีเห็นงาม “ควรจะเป็นเช่นนั้น เจ้าดูเอาเถิด ตาเฒ่าอายุปูนนี้แล้วเดินทางข้ามสองหมู่บ้านเพื่อมาบอกเรื่องเหล่านี้แก่เจ้า หากได้เงินชดเชยมา ก็ควร...”
หลินโส่วเสียนเป็นบัณฑิตที่มิได้เรียนหนังสือมาเสียเปล่า ผู้เฒ่าเคอต้องการสิ่งใดมีหรือเขาจะไม่รู้ กระทั่งการแต่งงานของหลานสาวตนเองก็ยังใช้แผนการ ย่อมไม่นับว่าเป็นคนดีอันใดเช่นกัน
เขายังต้องไปขอคำอธิบายจากสกุลต้วน ดังนั้นจึงมิอาจสร้างความหมางใจให้ตาเฒ่าผู้นี้ได้หลิวโส่วเสียนทำได้เพียงเอ่ยด้วยสีหน้าฉายแววจริงใจ
“ผู้เฒ่าเคอโปรดวางใจขอรับ ท่านลำบากเดินทางมาบอกข่าวแก่ข้าหากข้าทวงความยุติธรรมกลับมาได้ จะต้องตอบแทนท่านอย่างงามแน่นอนขอรับ”
ผู้เฒ่าเคอพยักหน้าเอ่ย “โส่วเสียน เจ้าอย่าได้ไปหาเรื่องถึงเรือนสกุลต้วนโดยเด็ดขาดร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ของเจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของบุรุษแซ่ต้วนแม้แต่น้อย
อีกทั้งอย่าไปหาเรื่องในหมู่บ้านเถาหยวนด้วยเช่นกัน ต้วนเหลยถิงมีสกุลเฉินคอยคุ้มครองต่อให้เจ้าไปก็ต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ข้าจะหาเวลาว่างช่วยจับตาดูให้เจ้าหากนังเด็กเคอโยวหรานผู้นั้นเข้าตัวเมืองเมื่อไร ข้าจะรีบมาบอกเจ้าทันที
เจ้าไปขวางทางนางที่อำเภอ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนในเมือง บุรุษแซ่ต้วนจะต้องไม่กล้าลงมืออย่างแน่นอนเจ้าเป็นฝ่ายมีเหตุผล ย่อมต้องชนะเป็นแน่”
“ได้ขอรับ ล้วนแต่ฟังท่านผู้เฒ่า”เพราะเดิมทีหลินโส่วเสียนก็ไม่คิดจะไปหาเรื่องถึงเรือนสกุลต้วนอยู่แล้ว
ต้วนเหลยถิงเป็นถึงนายพรานล่าสัตว์ผู้ที่สามารถขึ้นไปล่าสัตว์บนเขาต้าชิงยังจะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?
ตนเป็นบัณฑิตอ่อนแอไม่มีแม้กระทั่งแรงมัดไก่ มีหรือจะเป็นคู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย?
หลินโส่วเสียนเป็นคนเก็บงำแผนการไว้ในใจ ผู้เฒ่าเคอรั้งอยู่ต่อไปก็ไม่มีความหมายจึงหยัดกายลุกขึ้นบอกลา
......
หลังผู้เฒ่าเคอกลับไปก็ได้ทำตามที่รับปากกับหลิวโส่วเสียนไว้จริงๆ ชายชราคอยจับตาดูสถานการณ์ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำทุกวี่วัน
ทว่าน่าเสียดายที่หมอเทวะกับเซียนพิษดูแลเข้มงวด เคอโยวหรานไม่มีแม้กระทั่งโอกาสจะก้าวเท้าออกจากเรือน
แต่ละวันนอกจากทำอาหารให้ท่านปรมาจารย์ทั้งสองแล้ว นางยังต้องเข้ารับการเคี่ยวกรำและทดสอบจัดแจงตารางเวลาอย่างแน่นขนัดทีเดียว
เมื่อเห็นท่าทางทุกข์ทรมานของเคอโยวหรานยามนางเพิ่งเริ่มแช่น้ำฝึกร่างกาย ต้วนเหลยถิงรู้สึกปวดใจยิ่งนักแต่เขามิอาจขัดขวางการฝึกได้ ผู้เฒ่าทั้งสองเองต่างก็รู้ประมาณ ทั้งยังเพิ่มระดับความยากขึ้นตามความแข็งแกร่งทางกายที่เคอโยวหรานสามารถรับไหวอีกด้วย
แต่น่าเสียดายที่เส้นประสาทการเคลื่อนไหวของเคอโยวหรานไม่พัฒนาหลังฝึกไปได้เจ็ดถึงแปดวัน วรยุทธ์ของนางไม่ก้าวหน้ามากนัก ทว่ากลับมีร่างกายปราดเปรียวสามารถฝึกวิชาตัวเบาและทักษะการเอาตัวรอดจนสำเร็จ
แน่นอนว่าการท่องตำราของนางก็ยอดเยี่ยมเช่นกันเรียนความรู้พื้นฐานของวิชาแพทย์พิษจนครบถ้วนสมบูรณ์
ปรมาจารย์ทั้งสองมีลูกศิษย์เช่นนี้ต่างพากันยินดีจนหาทิศเหนือไม่พบหวนนึกถึงวันวานในอดีตพวกเขาสองคนใช้เวลาเรียนวิชาพื้นฐานของสำนักแพทย์พิษถึงหกเจ็ดปีแต่เคอโยวหรานเรียนรู้จนสำเร็จภายในเจ็ดแปดวัน เช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?
ฮ่าๆๆ ตาเฒ่าทั้งสองสามารถเงยหน้าหัวเราะขึ้นฟ้าดังๆ ได้หรือไม่?
ทางด้านต้วนเหลยถิง ชายหนุ่มแอบฝึกฝนไปพร้อมกับเคอโยวหรานในทุกๆ วัน ระดับความยากที่เขาเพิ่มให้ตนเองมากกว่านางถึงเท่าตัว
ครั้นเวลาล่วงเลยไป คล้ายว่าผู้เฒ่าทั้งสองจะพบสมบัติล้ำค่าอีกหนึ่งชิ้นความสนใจถูกหันเหมายังต้วนเหลยถิง เมื่อเอาต้วนเหลยถิงมาฝึกฝนไปพร้อมกับเคอโยวหรานก็รู้สึกน่าสนุกยิ่งกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้ผู้เฒ่าทั้งสองมักจะขึ้นภูเขาไปหาอันใดบางอย่าง ทว่ายามนี้กลับมิได้ไปอีกแล้ว
ยามเพิ่งเริ่มฝึกได้สองวัน ผู้เฒ่าทั้งสองยังลอบหยั่งเชิงเคอโยวหรานเรื่องน้ำในสระบัว
ทว่าภายหลังราวกับลืมเลือนเรื่องนี้ไปจนสิ้น ไม่เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว
นอกจากนี้เมื่อต้วนเหลยถิงมีคนคอยชี้แนะ กล่าวได้ว่าวรยุทธ์ของเขาก้าวหน้ารวดเร็วยิ่งกว่าเดิมมากนัก
คัมภีร์เคล็ดวิชาวิทยายุทธ์ชุดแรกที่เคอโยวหรานมอบให้เขาฝึกสำเร็จสองในสามส่วนของเนื้อหาทั้งหมดแล้ว
เคล็ดวิชามีทั้งหมดเก้าชุด แต่ละชุดล้วนแต่เป็นสุดยอดเคล็ดวิชาในสุดยอดเคล็ดวิชาโดยเฉพาะเคล็ดวิชาขั้นต้นของชุดที่หนึ่งซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่ยากที่สุด
มีคนจำนวนไม่น้อยต้องใช้เวลาแปดถึงเก้าปีในการตรากตรำฝึกฝนเคล็ดวิชาชุดที่หนึ่งทว่าต้วนเหลยถิงกลับใช้เวลาเพียงเจ็ดแปดวันเท่านั้น
หลังปรมาจารย์แพทย์พิษทั้งสองค้นพบระดับความเร็วในการฝึกวรยุทธ์ของเขา ล้วนพากันตื่นเต้นเสียจนหัวใจแทบกระโจนออกมา
ทางด้านต้วนเหลยถิงกลับนึกชิงชังที่ตนทึ่มทื่อ ไร้ความเข้าใจและมีความก้าวหน้าเชื่องช้าจึงถูกผู้เฒ่าทั้งสองชี้หน้าตำหนิโดยไม่ยั้งมือ
หมอเทวะกล่าววาจาหยอกล้อว่า “อย่างเจ้ายังจะเรียกว่าช้าได้หรือ นี่ก็ผ่านมายี่สิบปีแล้วตาเฒ่าพิษยังมิอาจเข้าใจแม้กระทั่งพลังภายในของเคล็ดวิชาชุดนี้เลยด้วยซ้ำ แต่เจ้ากลับฝึกเคล็ดวิชาชุดที่หนึ่งจนเกือบจะสำเร็จแล้วเช่นนั้นก็จงดีใจเสียเถิด!”
เพลิงโทสะของเซียนพิษพลันลุกโชน “นี่ ตาหมอเฒ่า ข้าไปสร้างเรื่องหมางใจอันใดให้เจ้ากันเหตุใดถึงได้เปิดโปงจุดอ่อนของข้าเช่นนี้? ซานหลางข้าจะบอกเจ้าเอาไว้ จำต้องฝึกเคล็ดวิชาพื้นฐานเหล่านี้ให้เชี่ยวชาญ มิเช่นนั้นจะเป็นเหมือนตาหมอเฒ่าผู้นั้นใช้เวลาตั้งสิบกว่าปีก็ยังเดินหน้าฝึกเคล็ดวิชาชุดที่สองไม่สำเร็จ”
ใบหน้าของหมอเทวะแดงเถือก เขาชี้ไปทางเซียนพิษพลางเอ่ยด้วยความแค้นเคือง “ช่างประเสริฐนักตาเฒ่าสารพัดพิษ ดูเถิดว่าข้าจะถลกหนังของเจ้าออกมาได้หรือไม่นึกไม่ถึงว่าจะกล้าเยาะเย้ยข้า!”
ครั้นสิ้นเสียงพลันฟาดหนึ่งฝ่ามือไปทางเซียนพิษ เซียนพิษรีบส่งมือออกไปสกัดกั้นอย่างว่องไวคนทั้งสองผลัดกันออกกระบวนท่าจู่โจมจนในที่สุดก็พากันขึ้นไปบนภูเขา
เคอโยวหรานกุมขมับ มิใช่เรื่องง่ายกว่าพวกเขาจะสามัคคีร่วมใจกันทำการฝึกฝนนางได้เป็นเวลาเจ็ดแปดวันยามนี้กลับมาทะเลาะกันจนได้
ช่างเถิด ไม่สนพวกเขาแล้ว วันนี้ถั่วงอกชุดแรกงอกได้ดียิ่งนักนางกับต้วนเหลยถิงขอลาหยุดกับผู้เฒ่าทั้งสองแล้วเตรียมจะเดินทางไปขายถั่วงอกในตัวเมือง ทั้งคิดจะใช้โอกาสนี้ซื้อถั่วและเสบียงอาหารกลับมาด้วยเช่นกัน
ฉวยโอกาสขณะท้องฟ้ายังไม่ทันมืด ต้วนเหลยถิงนำต้นอ่อนและถั่วงอกใส่ในรถเข็นก่อนจะมัดด้วยเชือกให้มั่นคง
ทั้งยังวางเบาะนุ่มไว้ตรงด้านหน้ารถเข็นอีกด้วย เคอโยวหรานที่ถือตะกร้าลูกหมาป่าออกมารู้สึกงุนงงนางกำลังจะถามเขาว่าเอาเบาะมารองไว้ด้วยเหตุใด?