ด้วยความวางใจในความเป็คนซื่อตรง กอปรกับความรู้สึกมีใจให้ขุนฟองจึงคลายความกังวลแต่ยังคงระวังตัวด้วยความอายอยู่บ้าง
ฟ้ามืดสนิทขุนฟองจึงคอยเฝ้าระวังอยู่ห่างๆ เธอหันหลังให้ชายหนุ่มค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าแล้วจึงก้าวลงลำธารอย่างช้าๆ ท่ามกลางความมืดในป่าแต่ยังคงมีแสงรำไรจากจันทร์ครึ่งเสี้ยวบนท้องฟ้า สะท้อนเพียงเงาเรือนร่างของหมวดสาว เอวคอดสะโพกผายได้สัดส่วนกันขาเรียวงาม
ขุนฟองตะลึงในความงามในเรือนร่างของหมวดสาวจึงจ้องตาไม่กะพริบ แอบจินตนาการความงามภายใต้แสงรำไร ชวนให้เกิดความรัญจวนใจ สัญชาตญาณความเป็ชายทำให้ใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้สติจึงพยายามหักห้ามใจตนละสายตาจากความงามนั้น
เมื่อทั้งสองชำระกายจึงรู้สึกผ่อนคลายนั่งหน้ากองไฟที่ร้อนระอุ
“แม่นางล้าก่ ต่อสู้กับโจรเก่งกล้าขนาดคนพึงใจของแม่นางเก่งกล้าเทียบเท่าเ้าฤาบ่ แม่นางอื่นในยุคของข้าเ้าบ่มีนางใด เก่งกล้าเยี่ยงนี้”
หมวดอิงอิ้งฉายแววตารู้ทันขุนฟองที่พยายามเลียบเคียงถามว่าสเปคชายในฝันเธอเป็อย่างไรจึงหัวเราะออกมาเบาๆ “อิ้งชอบคนที่กล้าหาญมุ่งมั่น อบอุ่นแบบคุณพ่อ แต่ที่ผ่านมาอิ้งยังไม่เจอใครเป็แบบคุณพ่อนะคะ แต่ตอนนี้....”หยุดพูดเล็กน้อยสบตาขุนฟองด้วยตาเป็ประกายไม่ได้พูดต่อ ขุนฟองทำหน้าแปลกใจ ในใจร้อนรนจนเกือบคาดคั้นเพื่อขอคำตอบแต่ไม่กล้าจึงก้มหน้านิ่ง
เมื่อเห็นชายหนุ่มก้มหน้านิ่ง จึงถือโอกาสเลียบเคียงถามความในใจเช่นกัน
“ท่านขุนฟองจากมาอยู่ที่นี่คนทางนู้น...อิ้งหมายถึงแม่หญิงของขุนฟองคงคิดถึงท่านมากนะคะ” แม้น้ำเสียงเป็การพูดเปรยๆดูเหมือนไม่้าคำตอบ แต่ในใจของหมวดสาวกลับร้อนรนอยากทราบท่าทีและคำตอบจากชายหนุ่ม
“ข้าเป็บุตรเ้าผู้ครองนคร พ่อท่านพญาจักฮื้อข้าเ้าสร้างบ้านแปงเมืองแฮ๋มเพื่อขยายเขตเมือง ข้าบ่ฮู้วันใดจักมีคนกึ้ดแข็งเมืองปลงชีพข้าได้ อ้ายนุ่นที่โตมาโตยกันยังกึ้ดจักฆ่าข้าเ้า ไผซิจักมาตกยากกับข้าเ้า นางใดเข้มแข็งหากข้ากรำศึกจนตายไป ข้าอดห่วงคนที่ข้าฮักบ่ได้”
สาวสวยอิงอิ้งได้แต่มองบุรุษหนุ่มนิ่งพยักหน้าตามอย่างช้าๆ ภายในใจของขุนฟองอยากจะสื่อความในใจออกมาให้หญิงสาวที่ตนมีใจ จึงนิ่งคิดใคร่ครวญเพื่อเรียบเรียงคำพูดออกมา
“หากเป็แม่นางได้อยู่ครองเคียงข้างข้าเ้า ข้าเ้าจักบ่ห่วง แลมีความสุขนัก” ตาชายหนุ่มเป็ประกายสื่อถึงความรักที่ตนมีต่อหญิงสาวอย่างชัดเจน
ความรู้สึกของอิงอิ้งท่วมท้นใจเต้นรัว สายตาหวานสบตาขุนฟองนิ่งราวกับจะคาดคั้นเพื่อยืนยันคำตอบ ในใจคิดด้วยอารมณ์เบิกบาน ดีใจจนอยากะโออกมาดังๆ
“แหมพ่อคู้น....อ้อมไปอ้อมมาไม่บอกมาตรงๆงี้จะให้ชั้นบอกชอบเธอก่อนหรือไงยะ อิอิ” “ท่านขุนฟอง หมายความว่าไงคะ”เธอแกล้งปั้นสีหน้าคร่ำเคร่งเพื่อเบี่ยงเบนความรู้สึกภายในพยายามซ่อนความอยากรู้ เธอจงใจถามเพื่อขอคำยืนยัน
ขุนฟองยิ้มตอบ“ข้าเ้าอยากฮื้อแม่นางกลับไปครองเรือนกะข้า ที่บ้านเมืองของข้า...อึ่มๆ ...เอ่อ...ข้าเ้าพึงใจแม่นางนัก”
อิงอิ้งยิ้มกว้างออกมาแต่พยายามซ่อนมิให้เห็นถึงความสุขใจที่พุ่งขึ้น ก้มหน้านิ่งเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดชายหนุ่มยิ้มหวานั์ตาฉ่ำเยิ้มเมื่อเห็นท่าทีเขินอายของหญิงสาวที่ตนรัก ขุนฟองจึงร่ายกลอนกระซิบรักที่ตนได้ยินจากวัดภูมินทร์อีกครั้งตั้งใจบอกรักอิงอิ้งอีกครั้ง
“คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว
จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม
จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป
ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้
ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเหว่ว้า …”
“คำฮักของข้าเ้าที่เอื้อนเอ่ย...ฮื้อดวงดาว พระจันทร์ กลางฟ้าเป็พยาน..ข้าจักดูแลดวงใจ บ่กึ้ดแปรผัน”
อิงอิ้งนิ่งเงียบไปสักพักด้วยทักษะทางภาษา เธอใช้เวลาเพียงครู่เดียวแต่งแบบด้นสด ว่า
"คำฮักน้องมาจากใจ๋ อ้ายแต๊ก๋า ใจ๋ฮื้อมาฮื้อทั้งดวง จักบ่หนาว
ตี้จักวางฮื้อสาวใดไว้กลางหาว เมฆดวงดาว บ่บดบังต้าใจแต๊
แม้จักเอาไปใว้ใส่ในเวียง ใจน้องมั่นบ่เฉวียงบ่เปลี่ยนแปร
อ้ายจักเก็บไว้ในอกใจ้คำแต๊ อ้ายฤาแลมีหญิงอื่นอยู่ในใจ
ร้องอะฮิอะฮี้เพียงบ่เมิน น้องเก้อเขินช้ำใจหลับบ่ลง"
ขุนฟองยิ้มอย่างสดชื่นพลางบอกนางในดวงใจของตนว่า“ข้าเ้าอู้เมื่อครู่ว่ากาลปู๊น บ่มีไผซิอยากตกยากกับข้าเ้าบ่มีไผเก่งกาจ เข้มแข็งเทียมเ้า แลข้าๆ พึงใจเ้า ที่แต๊ข้าเ้าจักอู้ว่าฮักเ้าแต่บ่เหมาะ ฤาแม่นางบ่พึงใจข้าเ้า ข้าเ้าจักเสียใจ เฮาป๊ะกันบ่เมินแม่นางจักกึ้ดว่าข้าเ้าเป็คนฮักง่ายขนาดบ่ฮักแต๊ แม่นางพึงใจข้าเ้าก่ อู้ฮื้อข้ารู้ได้ก่”
พูดจบแสดงความรู้สึกประหม่าออกมาอย่างชัด ขัดกับความกล้าหาญยามต่อสู้กับศัตรู หมวดสาวอมยิ้มด้วยความสุขใจหัวใจพองโตอิ่มเอมด้วยความรัก แสดงท่าทีความเอียงอายแต่ไม่ตอบคำใดๆ
แม้ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน แต่จากภาษาท่าทางเขาััได้ว่าสาวเ้าไม่ได้รังเกียจ จึงโน้มศีรษะของหญิงสาวอิงที่บ่าอันแข็งแกร่งของตนอย่างถนุถนอม โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้แสดงอาการขัดขืนใดๆ ชายหนุ่มจึงโอบไหล่กลมกลึงของสาวงามด้วยแขนที่แข็งแรงในยามสู้ศึก แต่ยามนี้นุ่มนวลเปี่ยมด้วยความอบอุ่น พลางใช้มืออีกข้างของตนกุมมือนางในดวงใจไว้แนบอกพร้อมบีบอย่างเบาๆ
ความอบอุ่นจากการแนบชิดต่างแผ่ซ่านไปทั่วร่างของทั้งสอง จนอุณหภูมิรักเพิ่มสูงขึ้นสู่เปลวไฟแห่งความปรารถนา ขุนฟองจึงโน้มร่างของอิงอิ้งมาที่ด้านหน้าของตน ใช้มือข้างหนึ่งกอดเอวของเธอไว้ ส่วนตนเอนกายไปด้านหลังเล็กน้อยพิงโขดหิน แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งโน้มศีรษะของเธอเข้าชิดหน้าของตน
ด้วยอาการนุ่มนวลกอปรกับความไว้ใจทำให้อิงอิ้งไม่ขืนตัว ชายหนุ่มประกบปากอย่างนุ่มนวลเข้ากับปากที่สวยอวบอิ่มน่าจุมพิต เธอใด้วยคาดไม่ถึงจึงลืมตาโพลงไม่ตอบสนองชายหนุ่ม
สักครู่เมื่อคนที่โดนจู่โจมรู้ตัว กับอารมณ์ที่ร้อนดุจไฟที่ถูกจุดขึ้นจึงจูบตอบอย่างดูดดื่มและเชื่องช้าราวกับจะให้ััอันละเอียดอ่อนนี้ตราตรึงลึกลงในใจของตนและชายหนุ่มภาพความสัมพันธ์ที่ประทับใจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ต่างผุดขึ้นในความทรงจำ ตอกย้ำอารมณ์รักความผูกพันของทั้งสอง
ชายหนุ่มจูบที่หน้าผาก สลับไปที่แก้มทั้งสองของหญิงสาวแสดงความทนุถนอมเขาสบตากับเธอนิ่งสะท้อนอารมณ์รักจากส่วนลึกของหัวใจของชายหนุ่ม แววตาคู่งามหวานฉ่ำตอบรับด้วยความรู้สึกเดียวกันขุนฟองเอ่ยกระซิบข้างหูของเธอ
“แม่สะอิ้งของข้า” อิงอิ้งยิ้มพลางพยักหน้าช้าๆเป็การยอมรับชื่อใหม่ และรับรู้ถึงอารมณ์รักที่ชายหนุ่มสื่อผ่านชื่อเรียกนั้น ััที่อบอุ่นเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนกลายเป็ไฟรักที่ลุกโชนของทั้งสอง ชายหนุ่มจึงจูบหญิงสาวด้วยความเร่าร้อนเนิ่นนานอาการของหญิงสาวก็ไม่ต่างกัน ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมจากความรักลึกซึ้งต่อเขา
ในจังหวะนั้นมีเสียงนกฮูกร้องฮือๆๆๆ!!! เสียงนี้เตือนให้ทั้งสองเกิดสติ อิงอิ้งจึงเบือนหน้าออกจากขุนฟอง
“หยุดก่อนนะคะ อิ้งไม่อยากให้เลยเถิดไปไกลมากกว่านี้มันคงไม่งามนะคะ”
ชายหนุ่มมีสีหน้าสำนึกผิด“ขอสุมาเต๊อ ข้าเ้ายะลงไปเพราะข้าเ้าฮักแม่สะอิ้งนัก บ่ได้มาจากความมักได้มักใคร่หยาบหยาม ข้าเ้าบ่กึ้ดหยามเกียรติเ้า”
สาวสวยจึงยิ้มเจื่อนๆ ไม่กล้าสู้ตาชายหนุ่ม ได้แต่ตอบสั้นๆ“ไม่เป็ไรค่ะ อิ้งเข้าใจ” คำสุดท้ายเป้นการบอกเป็นัยยะว่าเธอทราบว่าการกระทำทั้งหมดของทั้งสองต่างมาจากความรักไม่ใช่ความมักง่าย ค่ำคืนอันแสนหวานจึงผ่านไปด้วยต่างหลับไหลในอ้อมกอดของกันและกัน