“พวกเ้าสองคนไม่กลับรึ?” อันจื่อเทาหันไปถามสองหนอที่ตีเนียนกินมื้อเย็นอิ่มแล้วยังไม่คิดกลับบ้านกลับช่องยังเดินตามกลับมาถึงเรือนอีก
“ส่งท่านกลับเรือนก็กลับแล้ว” คุณชายปากแดงที่อันจื่อเทาพึ่งรู้ว่าชื่อ ม่อหวังฟัน ตอบ จากที่สังเกตและได้พูดคุยกันมาได้สักพักม่อหวังฟันกับสหายอีกคนนาม จ้าวหย่าหวัง พอจะจับทางได้บ้างแล้ว อี้หย่งเพ่ยซานเปลี่ยนไปอย่างที่เลี่ยงชิงบอกจริงๆ แต่ไม่ได้เลวร้ายอะไร เพียงคำพูดคำจามักจะห้วนและตรงไปตรงมามากไปหน่อยเท่านั้น อย่างน้อยก็ดีกว่าอวดดีไม่เห็นหัวใครเป็ไหนๆ
“ถึงแล้วกลับไปสิ” หลังจากรู้จักชื่อเสียงเรียงนามอันจื่อเทาเกิดความรู้สึกไม่สนิทใจจะเข้าใกล้บุรุษคู่นี้เท่าไหร่นัก จากประสบการณ์พี่น้องชั่วช้าแล้วคาดว่าสองคนนี้ไม่ถึงขั้นไม่น่าไว้ใจ ทว่าหากอยู่ใกล้อาจมีเื่ปวดหัวไม่เว้นแต่ละวันก็เป็ได้เซ้นต์เขาบอกแบบนั้น
และก็เป็อย่างนั้นจริงๆเมื่อวันต่อมาเ้าสำนักหยางจิ่วพร้อมด้วยฮูหยินและบริวารต่างหอบของเยี่ยมมาเต็มไม้เต็มมือกันทุกคน เหตุเพราะสหายสองหน่อม่อหวังฟัน จ้าวหย่าหวังกลับไปเล่าเื่ของคุณชายรองอี้หย่งให้ท่านเ้าสำนักฟัง ชนิดที่ว่าละเอียดยิบไม่ตกหล่นแม้แต่เหตุการณ์เดียว
เป็ที่ทราบกันดีว่าอี้หย่งหยางเฉิน เ้าสำนักคุ้มภัยหยางจิ่ว (ดวงตะวันส่องแสงยาวนาน) รักและตามใจบุตรชายคนเล็กมาก อยากได้สิ่งใดล้วนหาให้ไม่ขาด ยกเว้นเื่แต่งงานไว้หนึ่งเพราะไม่อาจตามใจได้จริงๆ ฮูหยินจ้าวจินสั่วแม้จะเป็แม่เลี้ยงแต่ก็รักใคร่ลูกเลี้ยงผู้นี้ไม่ต่างจากลูกในอกของตนเอง
อี้หย่งเพ่ยซานเสียมารดาไปั้แ่วัยเยาว์ ส่วนสาเหตุนั้นลือกันว่าอดีตฮูหยินเอกเพ่ยเพ่ยมารดาของเพ่ยซานตรอมใจเพราะสามีแต่งภรรยาใหม่เข้าจวนซ้ำยังมีพยานรักเป็เด็กชายวัย7หนาวตามติดมาด้วย บุตรชายนางวัยเพียง4หนาวแสดงให้เห็นว่าสามีนางแอบอยู่กินกับจ้าวจินสั่วมานานแล้ว ด้วยความหน้าบางรับเื่เช่นนี้ไม่ไหวนานวันเข้าจึงตรอมใจและจากไปในที่สุด ทิ้งไว้เพียงบุตรชายวัย5หนาวที่ซึมซับเื่ราวจากมารดาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนสะสมความเกลียดชังกลั่นออกมาเป็อี้หย่งเพ่ยซานผู้หยิ่งยโสเช่นปัจจุบัน
“เพ่ยเอ๋อร์ เป็อย่างไรบ้าง จับไข้อยู่หลายวันไยไม่ส่งข่าวให้พ่อบ้าง"เ้าสำนักหยางเฉินเอ่ยถาม สายตาไล่สำรวจร่างบุตรชายแล้วปวดใจยิ่งนัก เพ่ยเอ๋อร์ของข้าไฉนผอมลงไปเยอะเช่นนี้เล่า
หากเป็อี้หย่งเพ่ยซานคนก่อนคงจะตอกหน้ากลับไปด้วยวาจาร้ายกาจไปแล้ว แต่ในร่างนั้นเป็อันจื่อเทาผู้เฉยเมยต่อทุกสิ่งจึงตอบไปแค่ว่า “ข้าสบายดี”
ความเงียบเกิดขึ้นอีกรอบเ้าสำนักหยางจิ่วหันไปมองสองศิษย์ในสำนักที่ยืนทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ไม่ไกล พอถูกมองม่อหวังฟันพลันยิ้มแฉ่งทำหน้าประมาณว่า เห็นมั้ยข้าบอกแล้ว
“อะเอ่อ เพ่ยเอ๋อร์จ้ะ เ้าพึ่งหายป่วย น้าให้คนเตรียมของบำรุงมาให้ เ้าหิวรึยังจ้ะ” จ้าวจินสั่วทำใจกล้าเอ่ยขึ้นมา ในใจก็ได้แต่หวังว่าลูกเลี้ยงผู้นี้จะลดความเกลียดชังในตัวนางและบุตรชายลงบ้าง
อันจื่อเทายังไม่ตอบในทันที สายตาจับจ้องสตรีผู้ได้ชื่อว่าเป็แม่เลี้ยงอย่างพิจารณา จากที่ฟังเลี่ยงชิงเล่ามาเพ่ยซานเกลียดแม่เลี้ยงกับพี่ชายต่างมารดาเอามากๆ พอๆกับสามีเลยกระมัง คนที่ถูกเกลียดชังปานนั้นจะรักผู้ที่เกลียดตัวเองได้จริงๆน่ะหรอ? เขายังไม่ปักใจเชื่อแต่ก็ไม่คิดจะปิดกั้น พยักหน้าเอ่ยตอบไป “รบกวนด้วย”
“ดีเหลือเกิน” จ้าวจินสั่วรอฟังคำตอบจนตัวเกร็งยิ้มออกมา หันไปสั่งบ่าวรับใช้ให้รีบไปจัดสำรับอาหารมาให้ลูกเลี้ยงของนางด้วยความกระตือรือร้น ไม่นานอาหารมากมายก็เต็มโต๊ะ นางมองด้วยความพอใจหันกลับมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้
“มาเถิดเพ่ยเอ๋อร์สำรับพร้อมแล้ว”
อันจื่อเทาเดินตามนางไปยังโต๊ะทานข้าวที่อยู่ไม่ไกลนัก ดวงตาดอกท้อไล่มองอาหารมากมาย ที่ออกจะมากไปเสียหน่อยสำหรับทานไม่กี่คน หัวโต๊ะถูกจับจองด้วยเ้าสำนักหยางเฉินข้างกันนั้นเป็ฮูหยินจ้าว คุณชายรองอี้หย่งนั่งขนาบข้างบิดาอีกฝั่ง
“พวกท่านมิทานหรือ?” อาหารเต็มโต๊ะแต่ชามข้าวมีเพียงชามเดียวตรงหน้า ฮูหยินจ้าวชะงักมองหน้าผู้เป็สามี คิ้วเรียวดั่งกิ่งหลิวขมวดย่นหันมองบ่าวคนสนิทแล้วร้องอ๋อขึ้นมาในใจ ใช่อยู่ว่าเ้าของร่างเดิมเกลียดแม่เลี้ยงมาก แต่ถึงขนาดไม่ยอมร่วมโต๊ะด้วยมันก็ออกจะเกินไปหน่อย ที่ผ่านมาใช้ชีวิตยังไงใต้ชายคาเดียวกันนะ
โลกก่อนเขาไม่ถูกกับพ่อก็จริงแต่อย่างน้อยก็ยังร่วมโต๊ะเดียวกันได้ออกจะบ่อย นิสัยเสียจริงๆคนใช้ชีวิตตามหลังลำบากไปด้วยเลย
“ข้าทานได้ด้วยหรือ?” จ้าวจินสั่วเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ ยามที่นางร่วมโต๊ะด้วยบุตรของสามีผู้นี้จะอาระวาดทุกครั้ง นางไม่อยากให้สามีลำบากใจจึงตัดปัญหาด้วยการปลีกตัวออกมารับสำรับในครัวแทน บุตรชายนางก็ตามมานั่งทานกับนางทุกครั้ง ประมุขของบ้านไม่รู้จะทำยังไงครั้นจะว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่อยากทำเพราะยังรู้สึกผิดกับบุตรชายไม่อยากทำร้ายจิตใจ แค่เสียมารดาไปก็มากพอแล้ว ความอึดอัดเกิดขึ้นในบ้านในที่สุดเพ่ยซานก็ทนไม่ไหวไม่ออกมารับสำรับด้านนอกอีกเลย
“หากหิวก็ทานเถิด” กล่าวพลางยกชามข้าวไปวางไว้ตรงหน้าบิดา เลี่ยงชิงรู้ใจนายรีบไปตักข้าวมาเพิ่มอีกสองชามวางไว้ตรงหน้าเ้านายและฮูหยินจ้าวคนละชามแล้วมายืนยิ้มแฉ่งข้างกายเ้านายดั่งเดิม
จ้าวจินสั่วกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ล่วงเผาะลงชามข้าว ในที่สุดเพ่ยเอ๋อร์ก็ยอมเปิดใจให้นางเสียที “เพ่ยเอ๋อร์ ฮึก…..”
อันจื่อเทาทำเป็ไม่เห็นคีบกับข้าวเข้าปากไม่สนใจใครอีก ครั้นเงยหน้าขึ้นมาเห็นม่อหวังฟันกำลังยืนน้ำลายหยดแหมะๆอยู่ไม่ไกลจึงคีบกับข้าวเข้าปากอีกคำทำเป็มองไม่เห็นอีกรอบ
อี้หย่งหยางเฉินหลุดยิ้มออกมาก่อนจะยื่นมือไปคีบเนื้อวางลงชามข้าวของบุตรชายจากนั้นก็คีบไปให้ผู้เป็ภรรยาและคีบเข้าปากตนเองตามด้วยข้าวอีกคำก่อนหันไปกวักมือเรียกศิษย์แสนซนทั้งสองให้มาร่วมโต๊ะด้วย
ม่อหวังฟันไวปานลมกรดพริบตาเดียวก็มานั่งข้างอันจื่อเทาแล้ว จ้าวหย่าหวังตามไปนั่งข้างกัน เลี่ยงชิงรู้งานรีบตักข้าวให้คนทั้งสองทันที
กินไปได้สามคำคุณชายอี้หย่งก็วางตะเกียบ น้ำตาบนหน้าฮูหยินจ้าวยังไม่ทันแห้งดีหยดต่อไปก็พลั่งพลูออกมาด้วยเข้าใจไปว่าคงเป็เช่นเดิม ลูกเลี้ยงของนางไม่ยินดีร่วมโต๊ะกับนางใช่ไหม ความกังวลปกคลุมโต๊ะอาหารกระทั่งเ้าสำนักยังหุบยิ้มแล้ววางตะเกียบรอรับมือกับความเอาแต่ใจของบุตรชายเช่นที่ผ่านมา
“เลี่ยงชิง”ผู้เป็ต้นเหตุเมินเฉยต่อบรรยากาศอันไม่น่าพิศมัยหันไปถามบ่าวน้อยคิ้วเรียวงามขมวดเล็กน้อย
“ขอรับ”เลี่ยงขานรับอย่างหวั่นใจรอลุ้นว่าเ้านายจะกล่าวสิ่งใด คงไม่ใช่ให้ล้มโต๊ะเช่นทุกครั้งกระมัง
“ฮูหยินเฉินกับลูกๆได้ทานข้าวทานยารึยัง?”
“ห้ะ?!” ไม่ใช่แค่เพียงเลี่ยงชิงที่ใ ทุกคนในที่นี้ต่างก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน ใครจะคิดว่าคุณชายอี้หย่งที่เกลียดแสนเกลียดสามีลามไปจนถึงมารดาและพี่น้องจะเอ่ยถามสารทุกสุขดิบออกมาด้วยสีหน้าติดกังวล
“มีอันใดกันรึ?” คิ้วเรียวขมวดหมุนหันมองรอบกาย สายตาตะลึงตะลานนั่นมันอะไรกันน่ะ เขามีจิตสำนึกเหมือนคนอื่นมันไม่ดีรึไง?
“อะเอ่อ บ่าวยังมิได้ไปเรือนนู้นเลยขอรับ” เลี่ยงชิงอึกอักตอบไม่เต็มเสียง เมื่อคืนฮูหยินกำชับให้ตนไปดูอาการแม่สามีและน้องชาย ช่วยเหลืองานเล็กๆน้อยๆหลัวผู่เยว่ ไม่ต้องรอเขาตื่นเพราะหากตื่นจะไปหาที่นั้นเอง ทว่าเมื่อเช้ามืดทางสำนักหยางจิ่วส่งคนมาแจ้งว่าท่านเ้าสำนักและฮูหยินจะมาเยี่ยมคุณชายรองตนจึงเตรียมเรือนต้อนรับลืมคำสั่งเ้านายเสียสนิท
“เช่นนั้นก็ไปตอนนี้เลย เอาเ้าสองคนนั้นไปช่วยงานด้วยเลย”นิ้วเรียวชี้ไปยังสองหน่อที่กำลังคีบข้าวเข้าปาก ผู้ถูกกล่าวถึงชะงักบนหน้าประดับเครื่องหมายคำถามอยู่กลางหน้าผาก
“รีบไปสิ”เมื่อเ้าสำนักเอ่ยปากทำเอาสองสหายแทบหลั่งน้ำตา พวกเขาพึ่งกินได้ไม่กี่คำเองนะ ครั้นจะอิดออดก็ไม่ได้อีกจึงจำใจลุกยืน คำนับลาเ้าสำนักแล้วเดินตามเลี่ยงชิงไป
อันจื่อเทามองตามหลังมุมปากกระตุกเล็กน้อยหันกลับมากินข้าวต่อเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทุกสีหน้าแววตาตกอยู่ในสายตาบิดาเ้าของร่างแม้จะไม่เข้าใจทว่าก็พอรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง ในใจเ้าสำนักรู้สึกปวดแปล๊บขึ้นมาหากแต่ไม่ทราบว่าเพราะสาเหตุใด เห็นลูกชายสุขสบายดีคนเป็พ่อจึงปัดทุกสิ่งทิ้งไปทานข้าวต่อด้วยความสุขใจ
นานเท่าไหร่แล้วหนอที่ไม่ได้ร่วมทานข้าวด้วยกัน…
หลายวันผ่านไปอันจื่อเทายังแวะเวียนไปเรือนเล็กอยู่บ่อยครั้ง ส่วนมากจะปูผ้านอนเล่นใต้ต้นมู่หลันจิบชาทานของว่างถึงเวลาอาหารหลัวผู่เยว่ก็ยกมาให้ นับว่าสบายไม่น้อยทีเดียว ส่วนคนเจ็บเกือบหายสนิทแล้ว หลัวเจี้ยนฮ่าวที่ต้องนอนคว่ำหน้าแทบตลอดเวลาสามารถลุกมายืดเส้นยืดสายได้แล้ว เฉินซือเยว่อาการไข้หายแล้วแผลที่หลังก็เริ่มตกสะเก็ดใกล้หายดีเต็มที
“เ้าจะจ้องมองข้าให้ได้อะไรขึ้นมา?” อันจื่อเทาเอ่ยขึ้นเมื่อน้องสามีจ้องมองตนไม่วางตาั้แ่เดินเข้ามาในเรือน ปากมีไม่ยอมพูดเอาแต่จ้องอยู่ได้มันเสียมารยาทไม่รู้รึไง
“คิดจะทำสิ่งใดกันแน่” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจอยู่สามไม่เชื่ออยู่เจ็ด ที่ผ่านมาเขาจำได้ดีว่าคุณชายอี้หย่งผู้นี้ทำสิ่งใดกับครอบครัวตนไว้บ้าง สารพัดคำดูถูกดูแคลนยังพอทน เขากับคนในเรือนเจอมาั้แ่จำความได้ แต่การไล่พวกเขาออกจากเรือนจนต้องระเห็จมานอนเรือนคนใช้นี่มันเกินจะรับได้จริงๆ มาถึงตอนนี้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือใครจะไปเชื่อกันล่ะ?!
คนถูกถามถอนใจ รู้สึกแย่กับเ้าของร่างเดิมขึ้นไปอีกที่สร้างเื่ไว้ให้ตามแก้ไม่หยุด ดวงตาคู่งามมองสบเด็กหนุ่มตรงหน้าความเฉยชายังคงอยู่ทว่าความรำคาญก็มีมากเช่นกัน “เื่ของข้า”
อยากมองยังไงก็มองไปเขาไม่มีเหตุผลต้องชี้แจงใคร ยิ่งคนมีอคติพูดอะไรไปก็เท่านั้น ไม่รู้หรอกว่าเ้าของร่างเดิมทำอะไรกับครอบครัวนี้ไว้บ้างแต่ที่แน่ๆคงเลวร้ายพอดู
“เ้า!” นิ้วเรียวยกขึ้นชี้หน้าสายตาเต็มไปด้วยความฉุนเฉียว
อันจื่อเทาปัดมันออกทันที“ไม่มีใครเคยสอนเ้าหรือให้รู้จักเคารพผู้าุโกว่า”
“แล้วอย่างไร ทำตัวไม่น่าเคารพ ข้าไม่โยนเ้าออกจากเรือนก็นับว่าดีเท่าไหร่แล้ว”
“จะไปไหนก็ไปอย่ามากวนข้าอีก”อันจื่อเทาไม่คิดสนใจเด็กหนุ่มอีก หันไปรินชาให้ตัวเองจิบพลางกินขนมพลางดวงตาคู่งามมองตรงไปเบื้องหน้า สายลมพัดผ่านใบหญ้าพริ้วไหวดอกไม้ร่ายรำช่างชวนให้คนสบายใจเหลือเกิน
“เ้า!!”ทว่าเด็กหนุ่มกลับต่างออกไป ยิ่งเห็นอีกคนตั้งใจเมินตนโทสะคราแรกเพิ่มพูลไม่จบสิ้น หลัวเจี้ยนฮ่าวฉุนกึกปัดข้าวของบนโต๊ะเล็กตกกระจายบนพื้น ชาที่ยังคงมีไอร้อนกระเซ็นราดต้นขาของอันจื่อเทา ฉับพลันถ้วยชาในมือแตกคามือดวงตาคู่งามประกายเ็าเหลือบมองเด็กหนุ่มด้วยหางตา ทว่าก็เพียงพอให้ผู้ถูกมองหนาวสะท้านไปทั้งร่าง
“ว๊ายย!อาฮ่าว คุณชายอี้หย่งเกิดอันใดขึ้นเ้าคะ?!”หลัวผู้เยว่ได้ยินเสียงดังจึงรีบร้อนออกมาดู ครั้นเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนางใจนมือสั่น ไม่รู้ก่อนหน้าเกิดอะไรขึ้นบ้างแค่เห็นอาภรณ์คุณชายอี้หย่งเปียกทั้งยังมีเืหยดจากมือนางก็หวั่นใจจนทำสิ่งใดไม่ถูกแล้ว น้องชายของนางปากเสียคงไม่พ้นไปล่วงเกินคุณชายอี้หย่งเป็แน่ หญิงสาวใจเสียขึ้นมาทันทีกลัวเหลือเกินกลัวใจคุณชายอี้หย่งจะกลับมาร้ายกับครอบครัวนางเช่นเก่าก่อน
“รบกวนเก็บให้ด้วย”เศษกระเบื้องในมือถูกปล่อยลงพื้นอย่างไม่ใยดีก่อนเ้าตัวจะลุกขึ้นปัดอาภรณ์ที่ยับย่นเล็กน้อยจากนั้นสวมรองเท้าแล้วเดินจากไปไม่เอ่ยสิ่งใดอีก กว่าสองพี่น้องจะหาเสียงตัวเองเจอคนก็เดินไปไกลแล้ว
สองคนหันกลับมามองหน้ากัน หลัวผู่เยว่ดวงตาชื้นไปด้วยหยาดน้ำมองน้องชายด้วยความผิดหวัง
“อาฮ่าว คุณชายอี้หย่งมีพระคุณต่อเรา ไม่เห็นแก่หน้าข้าก็เห็นแก่หน้าท่านแม่บ้าง หากมิได้คุณชายอี้หย่งยื่นมือเข้าช่วยพวกเราจะจบเพียงเจ็บตัวเล็กน้อยหรือ"ดวงตาคู่งามสั่นระริกไม่อยากคิดเลยหากวันนั้นคุณชายอี้หย่งไม่ยื่นมือเข้าช่วยนางกับครอบครัวจะเป็เช่นไร ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้คนเรือนอื่นไม่ตามมาราวีไม่ใช่เพราะคุณชายอี้หย่งอยู่ที่นี้หรอกหรือ
“ข้า…”คำพูดมาถึงปากทว่าเด็กหนุ่มกลับพูดไม่ออก ย้อนคิดกลับไปก็เป็จริงดั่งพี่สาวว่า พลันรู้สึกละอายใจขึ้นมาใบหน้าอ่อนเยาว์หม่นหมองลงทันตา
“ให้จดจำบุญคุณอย่าได้จำแค่ความแค้น เ้าลืมที่ท่านแม่สอนเราไปแล้วหรือ”หลัวผู่เยว่ยกแขนเสื้อขึ้นมาซับน้ำตา สีหน้ากังวลคิดวนไปมา"พวกเราจะทำยังไงต่อไปดี หากคุณชายอี้หย่งโกรธเราขึ้นมากลับไปเป็เหมือนเดิมอีก
หลัวเจี้ยนฮ่าวเม้มปากเขาก็ไม่รู้เหมือนกันต้องทำยังไง“ข้า…จะไปขอโทษเขาเอง”
****************************
เทพจันทรา:ทำเด็กร้องไห้ขี้มูกโป่งรู้สึกอะไรบ้างไหมเ้าน่ะ//เหล่ตามอง
อันจื่อเทา: รู้สึกแสบมือหน่อยๆ//เป่าแผลที่ฝ่ามือฟู่ๆ