“ทำไมเหรอ?”
“อืม… ไม่หรอกค่ะ แค่วันนี้พี่ดูแตกต่างไปหน่อยค่ะ”
“ฉันเหรอ?”
เอสเตลล่าสะดุ้งเล็กน้อยราวกับถูกจี้ใจดำ แต่ก็รีบเก็บซ่อนอารมณ์ได้อย่างแเีเหมือนที่ยุนซออีเคยทำ ความโกรธที่เดือดพล่านของเอสเตลล่าถูกความเ็าเด็ดขาดของยุนซออีกดดับลงทันที
“ก็แค่… ดูสุขุมขึ้นล่ะมั้งคะ?”
“อา… คงเพราะเหมือนจะเป็หวัดนิดหน่อยเลยไม่มีแรงน่ะ”
“จริงเหรอคะ? ทำยังไงดี! งั้นเลื่อนการเดินเล่นออกไปก่อนดีไหมคะ? เดี๋ยวหนูไปบอกคุณพ่อให้ตามหมอมาค่ะ! ระหว่างนี้พี่ก็ดื่มชารอก่อนนะคะ!”
คาทรีนรีบวิ่งออกจากห้องไป ก้าวเท้าเบาราวกับไม่ได้วิ่ง แต่เหมือนผีเสื้อกำลังกระพือปีกบินไป การเคลื่อนไหวของเธอดูคล้ายการร่ายรำแสนเบาสบาย ร่างเล็กๆ ของคาทรีนดูราวกับแทบไม่มีน้ำหนัก
“ทำยังไงดีนะ… ดูเหมือนพี่จะป่วยจริงๆ ต้องรีบไปบอกคุณพ่อให้ตามอาจารย์อเล็กซิสมาด่วนแล้วล่ะ”
“คุณคาทรีนก็เพราะคุณเอสเตลลา้าอะไรก็ทำให้หมดนั่นแหละค่ะ เลยถูกตามใจจนกลายเป็แบบนี้ จะทำยังไงได้ล่ะ”
“เดี๋ยวงานเลี้ยงก็ได้ใส่ชุดเดรสนั่นแน่ใช่ไหม?”
“โอ้ย ฉันไม่กล้ามองแน่เลย ทำไงดี ฉันยังรู้สึกอายแทนเลย”
“ชู่! เบา ๆ หน่อย ทุกคนกำลังพักอยู่ ทำเป็ไม่เห็นคุณคาทรีนจะดีกว่านะ”
เอสเตลลายืนพิงประตูแนบหูฟังเสียงสนทนาที่เล็ดลอดออกมา พวกเขาพูดเสียงดังขนาดนั้น ไม่มีทางคิดหรอกว่าเธอจะไม่ได้ยิน
ถ้าเป็เอสเตลลาสมัยก่อนที่ยังอ่อนต่อโลกและขี้อาย ก็คงทำเป็ไม่ได้ยินแล้วกล้ำกลืนไว้ แต่เหล่าสาวใช้ที่คึกคักในคฤหาสน์นั้น ต่อให้เผลอพูดอะไรตรง ๆ ต่อหน้าเธอ ก็ไม่มีใครห้ามปราม แถมยังยิ่งได้ใจมากขึ้น
“ฉันไม่อยากใส่เดรสนั่นเลย…”
เอสเตลลาพึมพำ พลันความทรงจำเก่า ๆ
ก็หวนกลับมา
เพราะว่าเธอไม่อยากทำให้ความพยายามของคาทรีนที่หาชุดมาให้นั้นสูญเปล่า
จึงกัดฟันสวมมันลงไป แต่เดรสนั้นกลับคับแน่นจนลูกไม้ตึงรั้ง แถมยังรัดแน่นจนเผยให้เห็นรูปร่างเธออย่างเด่นชัดยิ่งกว่าเดิม ถึงไม่ใส่ก็ดูอึดอัดพอแล้ว แต่พอสวมชุดนั้นกลับยิ่งถูกเน้นให้เห็นร่างกายที่เธอไม่อยากเผย