แม่นางหวังที่เพิ่งส่งลูกสาวตัวน้อยของนางเข้านอนเสร็จเมื่อนางเห็นสามีกลับมาก็รีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยถอดเสื้อคลุมด้านนอกและเสื้อนวมสองชั้นออกนางยิ้มแล้วพูดว่า “บนถนนยังคึกคักกันอยู่เลย หากไม่เป็นเพราะว่ามีฝูเอ๋อร์ล่ะก็ข้าเองก็คงไปร่วมสนุกสักหน่อยแล้ว เมื่อก่อนอยู่ที่ราบลุ่มระหว่างภูเขาไหนเลยจะสะดวกและใกล้เหมือนตอนนี้?”
พี่รองสกุลติงล้างมือนั่งลงที่โต๊ะแล้วเปิดจานที่ครอบอาหารอยู่เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่ามีปลาและเนื้อสัตว์อยู่เต็มไปหมด
“เจ้าได้ไปส่งอาหารให้ท่านพ่อท่านแม่หรือยัง?”
แม่นางหวังได้ฟังก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเห็นได้ชัดว่านางรู้สึกผิดแต่นางก็ยังคงยิ้มและพูดว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อนท่านแม่บอกข้าว่าไม่จำเป็นต้องส่งอาหารไป!”
พี่รองสกุลติงที่กำลังจะคีบอาหารเมื่อได้ยินเช่นนี้เขาก็ยกมือขึ้นและโยนตะเกียบทิ้งไป “ท่านแม่บอกว่าไม่ต้อง เจ้าก็เลยไม่ไปส่งอย่างนั้นหรือ?แล้วเหตุใดไม่กี่วันก่อนเจ้าถึงได้ส่งเงินไปที่บ้านแม่เจ้าสองตำลึงอย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้ากำลังคิดอะไรในใจอยู่? หากเจ้ากล้าละเลยท่านพ่อท่านแม่อีกครั้งเดี๋ยวมาดูกันว่าข้าจะจัดการกับเจ้ายังไง!”
แม่นางหวังตกใจกลัวจนหัวหดจากนั้นนางก็เริ่มร้องไห้ด้วยความน้อยใจว่า “เหตุใดท่านต้องมาโมโหใส่ข้าด้วยล่ะ?ข้าเป็นลูกสาวของสกุลหวัง เมื่อก่อนเราใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากแต่มาตอนนี้ครอบครัวเรามีร้านและก็มีเงินแล้วบ้านแม่ข้ามีเรื่องฉุกเฉินข้าก็เลยเอาเงินไปช่วยแค่ไม่กี่ตำลึงจะเป็นอะไรไป?อีกอย่างวันๆ ท่านก็เอาแต่ไปนู่นไปนี่ให้น้องสาว เมื่อไรจะคิดวางแผนให้น้องชายไม่กี่คนในครอบครัวข้าบ้างสักนิด!”
พี่รองสกุลติงโกรธมากเมื่อได้ยินอย่างนั้นเขาตบลงไปที่โต๊ะอย่างแรงจนจานกระเด้งขึ้นมา แล้วพูดว่า “เจ้ายังมีหน้ามาพูดอย่างนี้อีกหรือน้องชายบ้านเจ้ามีคนไหนดีสักคนบ้าง ทั้งกินเหล้า เล่นโสเภณีและติดพนันหากเอาเงินไปให้พวกเขาก็คงถูกใช้จนหมดเกลี้ยงไปแล้ว ตอนนั้นที่ครอบครัวเรายากจน พวกเขามีใครที่กล้าสบตากับข้าตรงๆบ้าง?ทุกวันนี้เห็นข้าเปิดร้านเครื่องใช้ไม้ก็พากันมารายล้อมเต็มไปหมดเจ้าหวังว่าข้าจะเอาพวกเขาเป็นลูกชายแล้วคอยเลี้ยงดูอย่างนั้นหรือ? เจ้าว่าข้ารักน้องสาว แล้วเพราะเหตุใดข้าถึงรักนางเจ้าไม่รู้อย่างนั้นหรือ?ที่ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นเพราะใครกันล่ะ? ร้านนี้ใครเป็นคนช่วยเปิดขึ้นมาล่ะ? เครื่องใช้ไม้รูปแบบใหม่ๆเหล่านั้นใครเป็นคนออกแบบให้ล่ะ? ล้วนเป็นน้องสาวของข้าไม่ใช่น้องชายของเจ้า!”
ฝูเอ๋อร์ที่หลับไปแล้วก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจจากการทะเลาะกันระหว่างพ่อกับแม่ของนางนางขยี้ตาและลุกขึ้นมา จากนั้นก็กอดตุ๊กตาผ้าไว้ในอ้อมแขนปากเล็กของนางเบะขึ้นและกำลังจะร้องไห้
แม่นางหวังเห็นแล้วก็รีบเข้าไปอุ้มลูกสาวขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนและปลอบประโลมแต่ในที่สุดแม่นางหวังก็อดไม่ได้ที่จะเถียงกลับไปว่า “ท่านชอบบอกว่าน้องสาวดียังไงหากไม่มีน้องสาวครอบครัวเราก็คงไม่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างวันนี้แต่ท่านลองดูน้องสาวของท่านเปิดร้านมีเงินไหลเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ ตุ๊กตาตัวหนึ่งข้าได้ยินว่าราคาตั้งสิบสองตำลึงนี่มันคือการขโมยเงินชัดๆ หากมีกิจการดีๆ แบบนี้ ทำไมนางไม่บอกให้พวกเราทำล่ะไม่ใช่เพราะว่านางจะเก็บไว้ให้ตนเองร่ำรวยหรอกหรือ…”
“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!” พี่รองสกุลติงโมโหเป็นอย่างมาก หากไม่ใช่เพราะคำยุยงของฮูหยินของเขาในวันนั้นเขาคงไม่ตกลงที่จะแบ่งครอบครัวกัน ตอนนี้เขาเหลือพ่อแม่ที่แก่ชราและน้องสาวที่ให้กำเนิดลูกนอกสมรสทุกครั้งที่เขาคิดเรื่องนี้ขึ้นมาก็จะกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่เสมอ
“ในฐานะพี่ชาย ข้าไม่ได้ดูแลครอบครัวให้ดี ทำให้น้องสาวต้องทนทุกข์ทรมานทั้งยังมีลูกก่อนแต่งงาน เดิมทีนางเองก็ละอายใจในการมีชีวิตอยู่ แต่ปรากฏว่าเหว่ยเอ๋อร์ไม่เพียงแต่ไม่โทษคนในครอบครัวทั้งยังทุ่มเทหาวิธีเพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นและวันนี้นางก็เปิดร้านของนางเพื่อตนเองและลูก เจ้าก็ยังอิจฉาริษยาอยู่อีกเจ้าอยากจะให้นางไปเป็นขอทานข้างถนน แล้วเอาเงินทั้งหมดให้เจ้าเจ้าถึงจะพอใจใช่ไหม?”
พี่รองสกุลติงยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหเขายกมือขึ้นและโยนถ้วยข้าวไปทางแม่นางหวังและนี่ก็เป็นครั้งแรกที่แม่นางหวังเห็นเขาโมโหร้ายขนาดนี้ นางตกใจจนเข้าไปกอดลูกสาวไว้ด้วยตัวสั่นเทาปากของนางก็พูดอ้อนวอนไม่หยุดว่า “สามี ข้าผิดไปแล้วต่อไปข้าไม่กล้าอีกแล้ว!”
พี่รองสกุลติงทุบจานแตกไปสองสามใบเขาพยายามอดกลั้นอารมณ์โกรธไว้และในที่สุดเขาเกรงว่าลูกสาวจะตกใจ เขาถึงได้สูดลมหายใจเข้าลึกๆและตำหนิออกมาว่า “วันนี้ข้าจะบอกเจ้าให้ชัดเจนเงินทั้งหมดของข้าพี่รองสกุลติงจะมีแค่น้องสาวข้าที่ใช้ได้และไม่มีส่วนของน้องชายเจ้าแม้แต่หนึ่งเฟินหรือหนึ่งเหมาหากว่าเจ้ายังกล้าหยิบออกไปสักเฟินลับหลังข้าอีกระวังข้าจะหย่ากับเจ้าและส่งเจ้ากลับไปสกุลหวัง ยังไงตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านสือหลี่ปาต่างก็รู้กันหมดแล้วว่าสกุลติงร่ำรวยข้าค่อยแต่งงานใหม่กับสาวแรกรุ่นที่ยังไม่แต่งงานก็ยังได้”
“ไม่เอา สามี ข้ารู้ตัวว่าผิดไปแล้วจริงๆ ข้าไม่กล้าอีกแล้ว”
แม่นางหวังกลัวมากจริงๆนางต้องอดทนกับช่วงเวลาที่ยากลำบากมาด้วยกัน แต่ยามนี้สุขสบายแล้วกลับจะถูกไล่ออกจากบ้านไปอย่างไม่ไยดีผู้ชายของนาง ลูกสาวของนาง เงินของนางล้วนจะกลายเป็นของคนอื่นจะให้นางยอมรับได้อย่างไร
“ดี ถ้าเจ้าพูดแบบนั้น ข้าก็จะเชื่อเจ้าสักครั้งก็ได้”พี่รองสกุลติงก้าวไปข้างหน้าและอุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมแขนของเขา แล้วนั่งลงอีกครั้งเขาส่งตีนไก่ให้ลูกสาวของเขาเคี้ยว พร้อมพูดว่า “พรุ่งนี้ข้าจะให้เจ้ากลับไปที่ราบลุ่มระหว่างภูเขาเป็นเวลาหนึ่งเดือนและคอยปรนนิบัติรับใช้ท่านพ่อกับท่านแม่หากว่าข้าได้ยินจากท่านพ่อและท่านแม่ว่าเจ้าละเลยแม้แต่นิดเดียวข้าจะส่งเจ้ากลับสกุลหวังไปทันที”
“สามี จะทำอย่างนี้ได้ยังไง แล้วในร้าน…”แม่นางหวังไม่อยากปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆ ในฐานะของภรรยาเถ้าแก่หายไปนางกลับไปบ้านก็ต้องซักผ้าล้างจานนางกำลังจะหาข้อแก้ตัวอีกแต่ก็ถูกพี่รองสกุลติงพูดตัดบทขึ้นมา “ไม่เต็มใจก็ช่างเถอะงั้นเจ้ากลับสกุลหวังไปเสียเถอะ”
“ไม่ ข้าจะกลับบ้าน ข้าจะกลับบ้านวันพรุ่งนี้เลย”
ในที่สุดแม่นางหวังก็เริ่มอยู่กับร่องกับรอยแม้ว่าในใจนางจะไม่เต็มใจแต่ก็ยังยิ้มต่อไป นางรีบไปยกถ้วยข้าวและตะเกียบออกมาใหม่
พี่รองสกุลติงดื่มเหล้าไปพลางและถามลูกสาวในอ้อมแขนที่กำลังเล่นตุ๊กตาอยู่ว่า“ฝูเอ๋อร์ ใครให้ตุ๊กตาตัวนี้แก่เจ้ากัน?”
“ท่านอา”
“ท่านอาเป็นคนดีหรือเปล่า?”
“ดี ท่านอายังเอาขนมกับลูกอมให้ฝูเอ๋อร์ด้วย ฝูเอ๋อร์ชอบกิน”
“อืม งั้นก็จงจำความดีของท่านอาเอาไว้ พอโตขึ้นแล้วเจ้าจะต้องตอบแทนบุญคุณท่านอาด้วยนะเข้าใจหรือเปล่า?”
“เข้าใจแล้ว”
หลังจากได้ยินสิ่งที่สองพ่อลูกคุยกันแม่นางหวังก็รู้สึกเสียใจอย่างถึงที่สุด แต่นางก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาเพราะเกรงว่าจะถูกส่งกลับสกุลหวังจริงๆ เมื่อนึกถึงพ่อที่ติดเหล้าของนาง น้องชายที่วันๆไม่ทำอะไร รวมถึงแม่ที่แสนจะขี้เหนียว นางอดไม่ได้ที่จะกลัวจนตัวสั่นขึ้นมาจึงรีบเก็บความคิดนั้นไปและตั้งใจเอาอกเอาใจผู้ชายของนางอย่างเต็มที่…
……
เมื่อติงเหว่ยเห็นสมุดบัญชีที่เฉิงต้าโหยวส่งมาให้ในวันที่สองนางถึงได้รู้ว่ากิจการที่ร้านรุ่งเรืองแค่ไหนและนางก็รู้สึกมีความสุขมากไปโดยปริยาย
“อาจเป็นเพราะช่วงเทศกาลด้วย กิจการถึงได้ไปได้ดีเช่นนี้”
เนื่องจากเฉิงต้าโหยวนั่งอยู่ในห้องของภรรยาและลูกๆเขารู้สึกว่าเขาได้มีส่วนช่วยเล็กๆ น้อยๆสีหน้าของเขาจึงไม่ได้สงวนท่าทีเหมือนปกติ เขายิ้มอย่างหาได้ยากและพูดว่า “แม่นางอาจยังไม่รู้ว่าไม่เพียงแต่ของในร้านจะขายหมดเกลี้ยง ยังมีลูกค้าสั่งทำอีกหลายรายการอยู่ข้าน้อยจดเอาไว้หมดแล้ว ครั้งนี้ที่กลับมาก็เพื่อขอร้องแม่นางให้รีบจัดหากำลังคน”
ติงเหว่ยปิดสมุดบัญชีส่ายหัวแล้วพูดว่า “เฟิงจิ่วคนเดียวไม่สามารถจัดการกับปริศนา ตัวต่อและสิ่งของอื่นๆ ได้ ดังนั้นเหตุใดไม่เอาภาพวาดเหล่านั้นส่งให้พี่รองของข้าที่นั่นล่ะช่างไม้ในร้านของเขามีสัญญาจ้างงานทำให้ข่าวไม่รั่วไหลออกไปแน่นอน ส่วนตุ๊กตาแต่ละชนิดจะขายแค่เดือนละสามชุดเท่านั้นแต่หากใครมาสอบถามก็อย่าลืมระบุราคาและยี่ห้อให้ชัดเจนด้วยต่อให้ข้างนอกจะมีของปลอมก็ไม่ต้องตื่นตระหนกไป และยิ่งไม่ต้องลดราคาด้วยร้านเถาเป่าของพวกเราจุดขายอยู่ที่ความแปลกใหม่และราคาแพง เข้าใจใช่ไหม?”
เฉิงต้าโหยวฟังเข้าใจแต่ก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจแต่เขายังคงมีสติที่จะทำอะไรก็ตามที่นายหญิงบอก ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าน้อยจะทำตามคำสั่งของนายหญิง”
ติงเหว่ยเองก็รู้สึกพอใจมากนางคิดไปคิดมาแล้วก็พูดว่า “ในเมื่อคนงานในร้านต่างก็ทำงานหนักทำไมไม่แบ่งรายได้หนึ่งในสามของเมื่อวานไปให้พวกเขาล่ะแบบนี้วันหน้าพวกเขาจะได้ทำงานอย่างสบายใจมากขึ้นส่วนจะแจกจ่ายยังไงเจ้าในฐานะเถ้าแก่ลองจัดการดูก็แล้วกัน”
“ขอรับ แม่นาง” รอยยิ้มบนใบหน้าของเฉิงต้าโหยวกว้างมากขึ้นไปอีกพวกคนงานได้รับเงินแล้วและทำงานหนักเป็นเรื่องธรรมดาเขาในฐานะเถ้าแก่ก็จะสะดวกไปด้วย
ติงเหว่ยยิ่งพอใจมากขึ้นเมื่อนางเห็นว่าไม่มีร่องรอยของความอิจฉาหรือความไม่พอใจบนใบหน้าของเขาแล้วนางก็พูดว่า “นอกจากนี้ ข้าจะให้อีกหนึ่งส่วนของกำไรเป็นเงินปันผลให้เจ้า และจะเป็นเช่นนี้ทุกๆเดือนนับจากนี้เป็นต้นไป”
“แม่...แม่นาง!” เฉิงต้าโหยวรู้สึกทั้งประหลาดใจทั้งดีใจเมื่อได้ยินเช่นนี้เดิมทีเขาเป็นแค่ทาสในบ้านที่ถูกซื้อชีวิตและความตายทำงานให้นายหญิงต่อให้เหนื่อยจนตายก็ถือเป็นเรื่องสมควรแล้วนึกไม่ถึงว่าจะมีเงินเดือนให้และยังมีเงินปันผลมากมายให้อีกสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาตื้นตันจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธไป เจ้าสมควรได้รับสิ่งนี้ ตราบใดที่เจ้าตั้งใจทำงานรอให้ต้าหวากับเอ้อร์หวาโตสักหน่อยและข้าจะปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระไม่ว่าจะเป็นการเรียน หรือการค้า เจ้าในฐานะพ่อยังไงก็จะต้องเก็บเงินไว้เพื่อลูกชายของเจ้า”
“ฮือ! ขอบคุณแม่นางจริงๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ไม่เพียงแต่เฉิงต้าโหยวเท่านั้น เฉิงเหนียงจื่อที่อยู่ข้างๆก็กอดลูกทั้งสองและคุกเข่าลงกับพื้นเช่นกันครอบครัวทั้งสี่คนคำนับไปด้วยและหลั่งน้ำตาไปด้วย
ความจริงแล้วติงเหว่ยรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยเมื่อทำเช่นนี้ไม่ว่าคำพูดจะฟังดูดีสักแค่ไหนก็มีความข่มขู่ถึงสามส่วน แต่อย่างไรก็ไม่มีวิธีอื่นพวกเขาเป็นเด็กกำพร้าพ่อและแม่ อีกทั้งต่อไปต้องใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวอย่างไรก็ต้องมีทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์จนวันตายเอาไว้บ้างการซื้อใจคนก็เป็นวิธีที่จำเป็นเหมือนกัน…
……
วันรุ่งขึ้นติงเหว่ยให้เงินกับหลินลิ่วเพื่อฝากให้เขาช่วยซื้อวัตถุดิบและเหล้าดีๆนางจะเข้าครัวลงมือทำอาหารด้วยตนเอง รอจนถึงตอนเย็น ที่เรือนด้านนอกมีสองโต๊ะเรือนหลักมีหนึ่งโต๊ะ และนางก็ยังไม่ลืมให้เฟิงจิ่วเอาอาหารอร่อยๆไปให้กับองครักษ์เงาอีกด้วย
คนในจวนสกุลอวิ๋นทั้งหมดได้ยินว่าร้านของติงเหว่ยไปได้ดีและเชิญพวกเขาไปงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองทุกคนต่างก็มีความสุขและหัวเราะกันไม่หยุด
ท่านป้าหลี่และเสี่ยวชิงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ช่วยเย็บตุ๊กตาสองชุดในงานเลี้ยงพวกนางก็คุยอวดกับกลุ่มสาวใช้ที่คุ้นเคยว่า “แม่นางติงฉลาดเฉลียวจริงๆไม่เช่นนั้นนางก็คงไม่ได้รับเลือกให้เป็นลูกศิษย์ของท่านย่าเทวาภูเขาวันนั้นข้ายังพูดอยู่เลยว่าตุ๊กตาตัวนี้น่าจะขายไม่ได้แต่เจ้าดูกิจการร้านค้าทุกวันนี้สิ ขายดีและมีชื่อเสียงห่างออกไปอีกแปดถนน!”
คนรับใช้ที่คุ้นเคยพูดติดตลกว่า“ป้าหลี่โกหกอีกแล้ว เจ้ายังไม่เคยไปในเมืองเลยด้วยซ้ำ จะรู้ได้ยังไงว่าร้านของแม่นางติงกิจการดีขนาดไหน?”
“ฮึ่ม!” ป้าหลี่จ้องและแสร้งทำเป็นเขินอาย “ข้าไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองแต่ข้าก็ยังได้ยินได้นี่นา คงไม่ต้องพูดว่าเถ้าแก่เฉิงงานยุ่งตลอดทั้งวัน ผู้ดูแลหลินก็เคยพูดอีกด้วยเจ้าคิดว่าข้าเป็นแม่หูหนวกอย่างนั้นหรือ”
ทุกคนต่างหัวเราะกันใหญ่และในตอนนั้นเองติงเหว่ยก็สวมชุดกระโปรงแล้วทับด้วยเสื้อคลุมเดินเข้ามาทุกคนรีบยืนขึ้นและแสดงความยินดีกับนาง
ติงเหว่ยเทเหล้าครึ่งชามนางโค้งคำนับก่อนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ทุกคนต่างก็กินข้าวของสกุลอวิ๋นและเราทุกคนก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน ทุกคนรู้ที่มาของพวกเราสองแม่ลูกชาวบ้านในหมู่บ้านแทบจะอยากทิ่มแทงฆ่าข้าให้ตาย แต่ทุกคนที่นี่กลับไม่เคยดูถูกข้าทั้งยังช่วยดูแลเป็นอย่างดี พวกเราสองแม่ลูกขอบคุณทุกคนจากใจจริงๆ บังเอิญที่ร้านค้าของเราวันนี้กิจการไปได้ดีข้าเลยเข้าครัวแล้วทำอาหารด้วยตนเองมาสี่ห้าอย่าง แล้วยังมีเหล้าชั้นดีเพื่อมาดื่มฉลองกับทุกคนขอเชิญทุกคนดื่มกินได้ตามสบาย มา ถ้วยใบนี้ข้าจะดื่มให้หมดเพื่อแสดงความเคารพ!”
หลังจากพูดจบนางก็เงยหน้าขึ้นและดื่มเหล้าในถ้วยเข้าไปจนหมด
“เยี่ยมแม่นางติงคอแข็งไม่เบา!”
“แม่นางติงเกรงใจเกินไปแล้ว”
“นั่นสิพวกเราต่างหากที่มักจะเป็นฝ่ายเอาเปรียบเจ้า”
ทุกคนตอบตกลงและสุดท้ายก็ดื่มเหล้าในถ้วยจนหมด ติงเหว่ยพูดคุยกับพวกเขาอีกสองสามคำจากนั้นมอบหมายโต๊ะเหล้านี้ให้ป้าหลี่ดูแลต่อ จากนั้นนางจึงหันกลับไปที่เรือนหลัก