เมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์!

    เล่มที่ 3 บทที่ 86 เด็กคนนี้ ไม่มีประกายในแววตาแล้ว!

            บนเวทีประลอง

            อาจารย์จ้าวแห่งคณะประจัญยุทธ์มองหวังเฉินด้วยสายตาที่สั่นสะท้านสุดขีด

            ผู้ฝึกสัตว์อสูรยักษ์เลเวล45ที่ไม่ใช้สัตว์อสูร สามารถเอาชนะนักดาบน้ำแข็งเลเวล 60 ได้อย่างราบคาบ!

            แม้แต่อาจารย์จ้าวเองที่แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนอาชีพขั้นหกและสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเหยียนหลงมาหลายปีก็เพิ่งเคยเห็นนักศึกษาที่เก่งกาจขนาดนี้เป็นครั้งแรก

            “ไอ้หนูคนนี้สงสัยคงจะติดอันดับในรายชื่อผู้มีพรสวรรค์ของมหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่ปีหนึ่งเลยทีเดียว!”

            ในชั่วขณะนั้นอาจารย์จ้าวก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องที่ทำให้เขาตกตะลึง

            ส่วนหวังเฉินที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

            เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์จ้าวเขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าสงสัย

            ให้โจวอู่พูดให้จบ?

            หมายความว่าอย่างไร?

            เขาลูบจมูกอย่างงงงวยสายตามองข้ามอาจารย์จ้าวไปจับจ้องที่โจวอู่ที่นอนคว่ำอยู่บนพื้น

            ในตอนนี้มือข้างหนึ่งของโจวอู่ก็ค่อยๆ ยื่นออกไปอย่างสั่นเทา

            “ฉัน... ขอยอมแพ้!”

            สิ้นเสียงของเขาพละกำลังทั้งหมดก็ดูเหมือนจะถูกสูบออกจากร่างของเขาไปในทันทีร่างทั้งร่างก็ทรุดลงนอนหมดเรี่ยวแรงบนพื้น

            นี่...

            เมื่อเห็นฉากนี้หวังเฉินก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก

            โจวอู่...

            “เขาอยากจะยอมแพ้ตั้งนานแล้ว น่าเสียดายที่นายไม่ให้โอกาสเขา!”

            ขณะที่หวังเฉินรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอาจารย์จ้าวก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ

            ก่อนหน้านี้เขาสังเกตเห็นจากข้างเวทีว่าโจวอู่หมดสิ้นแล้วซึ่งความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้และพยายามที่จะยอมแพ้หลายครั้งแล้ว

            แต่...

            หวังเฉินเข้าใจผิดไป

            เขาไม่ให้โอกาสโจวอู่ได้เอ่ยปากเลยแม้แต่น้อย

            “นายเตรียมตัวให้พร้อม รอผู้ท้าชิงคนต่อไปขึ้นมา”

            อาจารย์จ้าวเตือนหวังเฉินจากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปช่วยประคองโจวอู่ที่นอนอยู่บนพื้นขึ้นมา

            เมื่อเห็นโจวอู่ที่เบิกตากว้างอย่างเหม่อลอยเขาก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย

            เด็กคนนี้...ไม่มีประกายในแววตาแล้ว!

            คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าการต่อสู้ในวันนี้จะกลายเป็นเงามืดที่ตามหลอกหลอนเขาไปชั่วชีวิต

            ในใจคิดเช่นนั้นอาจารย์จ้าวก็ส่งโจวอู่ให้กับทีมแพทย์ที่รออยู่ใต้เวที

            เมื่อทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยเขาก็หันไปมองเหล่านักศึกษาใหม่ที่อยู่ด้านล่าง

            “โจวอู่ท้าทายหวังเฉินล้มเหลว ตอนนี้ใครอยากท้าทายต่อไป เชิญขึ้นเวทีประลอง”

            สิ้นเสียงคำพูดนักศึกษาใหม่ใต้เวทีก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วพากันถอยหลังไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว เพื่อรักษาระยะห่างจากเวที

            ล้อเล่นหรือไง!

            โจวอู่ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่นักศึกษาใหม่ยังถูกซ้อมจนหมดสภาพ

            ส่วนพวกเขาก็แค่มีพละกำลังเท่ากับโจวอู่หรืออาจจะอ่อนแอกว่าด้วยซ้ำไป

            จะให้ขึ้นเวทีประลองท้าทายหวังเฉินน่ะเหรอ?

            นั่นมันไม่ใช่การหาเรื่องใส่ตัวหรือไงกัน!

            ในชั่วขณะนั้นนักศึกษาใหม่ต่างก็เงียบกริบ ไม่มีใครกล้าก้าวออกมายืนเลยแม้แต่คนเดียวแถมไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองหวังเฉินด้วยซ้ำไป

            เมื่อเห็นฉากนี้อาจารย์จ้าวบนเวทีก็ถอนหายใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น

            หากเป็นเมื่อก่อนเขาอาจจะตำหนินักศึกษาใหม่เหล่านี้ที่ไม่มีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้

            แต่ตอนนี้เมื่อนึกถึงพละกำลังอันน่าเกรงขามที่หวังเฉินแสดงออกมาเขาก็หมดอารมณ์ที่จะสั่งสอนแล้ว

            โทษนักศึกษาใหม่ที่ขี้ขลาดไม่ได้ต้องโทษหวังเฉินที่เก่งกาจเกินไป!

            “ในเมื่อไม่มีใครท้าทายดังนั้นอันดับหนึ่งของนักศึกษาใหม่ก็ตกเป็นของหวังเฉินไป”

            “ต่อไป พวกคุณสามารถเริ่มแย่งชิงอันดับอื่นๆ กันได้เลย”

            อาจารย์จ้าวประกาศด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก

            พูดจบเขาก็มองหวังเฉินด้วยสายตาเร่าร้อน

            “หวังเฉิน ตอนนี้การประลองจัดอันดับนักศึกษาใหม่สำหรับนายสิ้นสุดลงแล้วต่อไปลองพิจารณาการเข้าคณะดูไหม?”

            “ฉันเห็นแนวทางการต่อสู้ของนายเมื่อกี้แล้วมันช่างเหมาะกับคณะประจัญยุทธ์ของเราจริงๆ”

            “อาจารย์จ้าว...”

            ได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็ลูบจมูก ไม่ได้ตอบรับอาจารย์จ้าว แต่กลับถามด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย

            “ผมสามารถแย่งชิงอันดับให้คนอื่นได้ไหม?”

            “อะไรนะ?”

            เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเฉินอาจารย์จ้าวก็สงสัยเล็กน้อย แต่เขาก็นึกอะไรบางอย่างออกอย่างรวดเร็วสีหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มขบขัน

            สายตาของเขากวาดมองร่างหนึ่งในกลุ่มนักศึกษาใหม่อย่างเงียบๆก่อนจะตบไหล่หวังเฉินแล้วกล่าวว่า

            “ไอ้หนู”

            “ในการประลองจัดอันดับ ไม่มีกฎระเบียบเกี่ยวกับเรื่องนี้”

            “แต่ทำได้แค่ครั้งเดียวนะ นายอย่าทำอะไรเกินเหตุไปเล่า”

            “ขอบคุณครับอาจารย์จ้าว!”

            หวังเฉินยิ้มอย่างเขินอายเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

            “น่าอิจฉาพวกคนหนุ่มสาวจริงๆแต่จำไว้ว่าตอนนี้พวกคุณยังควรเน้นเรื่องพละกำลังให้มาก”

            อาจารย์จ้าวส่ายหน้าและมองหวังเฉินอย่างมีความหมายจากนั้นก็ก้าวลงจากเวทีประลองไป

            หลังจากที่เขาจากไปหวังเฉินก็หันกลับมาโบกมือเรียกซือถูอวี้

            “มีอะไรเหรอ?”

            ซือถูอวี้เดินไปที่ขอบเวทีประลองด้วยสีหน้าตื่นตกใจและท่าทางขัดเขินเล็กน้อย

            เจ้าบ้านี่มีเลือดนักเลงซ่อนอยู่ในตัวหรือเปล่าเนี่ย?

            ต่อไปฉันจะไม่ปลอดภัยแล้วสินะ?

            การโจมตีอันดุดันของหวังเฉินบนเวทีประลองเมื่อครู่ทำให้แม้แต่ซือถูอวี้ผู้ห้าวหาญยังรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย

            “ไม่มีอะไรก่อนหน้านี้ฉันเคยบอกเธอว่าจะมีรางวัลให้สำหรับการดูแลเจ้าตัวเล็กสองตัวใช่ไหมตอนนี้ฉันจะให้รางวัลแล้วนะ”

            ขณะพูดสายตาของหวังเฉินก็กวาดมองร่างกำยำในหมู่นักศึกษาใหม่

            “จ้าวลี่ ฉันขอท้าทายนายในนามของซือถูอวี้!”

            เขากล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

            เมื่อได้ยินคำพูดของเขาซือถูอวี้ที่ยังไม่ทันได้ตอบโต้ก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ

            ส่วนจ้าวลี่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทั้งร่างก็ราวกับถูกฟ้าผ่า ใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวในทันที

            บ้าเอ๊ย!

            เล่นแบบนี้เหรอเนี่ย?

            เขามองหวังเฉินด้วยสายตาที่สั่นเทา

            ในตอนนี้เขามีคำด่าหยาบคายมากมายที่อยากจะพ่นออกมาแต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดดีไหม!

            อยากจะพุ่งเข้าไปอัดหวังเฉินสักทีจริงๆ

            แต่เมื่อนึกถึงสภาพอันน่าสังเวชของโจวอู่จ้าวลี่ก็ข่มใจดับความคิดอันเป็นไปไม่ได้ของตน

            หากเขาขึ้นไปจริงๆละก็ คนที่จะถูกซ้อมจนสภาพไม่เหลือซากก็คงเป็นเขาเอง

            นี่ฉันไปยั่วโมโหใครเข้ากัน?

            อันดับสามก็อันดับสามเถอะอย่างน้อยก็ดีกว่าโดนซ้อมจนน่วม

            ในใจคิดอย่างขุ่นเคืองจ้าวลี่มองหวังเฉินที่ยืนอยู่บนเวทีด้วยรอยยิ้มอบอุ่นแล้วก็ก้มหน้าลงอย่างอึดอัดใจ

            “ฉันขอยอมแพ้!”

            วูบ!

            เมื่อสิ้นเสียงคำพูดของจ้าวลี่อันดับของซือถูอวี้บนกระดานจัดอันดับที่ลอยอยู่บนฟ้าก็พุ่งพรวดจากอันดับสิบขึ้นไปอยู่ในอันดับที่สองในทันที

            หวังเฉินยืนอยู่บนเวทีประลองและกวาดมองไปรอบๆเมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านผลลัพธ์นี้ เขาก็กระโดดลงจากเวทีประลองทันทีเพื่อปล่อยให้เวทีเป็นของคนอื่นๆ

            “หวังเฉิน นายทำแบบนี้มันไม่โหดร้ายเกินไปหน่อยเหรอ?”

            “ฉัน... จริงๆ อยู่อันดับสิบก็ดีอยู่แล้วนะ”

            เมื่อถูกลากไปข้างๆซือถูอวี้ก็หน้าแดงก่ำ และพูดติดๆ ขัดๆ

            “โหดร้ายงั้นเหรอ?”

            ได้ยินดังนั้นหวังเฉินก็เหลือบมองเธออย่างไม่พอใจ

            “เธอโง่หรือเปล่า?”

            “อันดับสิบได้หน่วยกิตแค่ 5,000 แต้มแต่อันดับสองได้ถึง 9,000 แต้ม แถมยังมีวัสดุเวทมนตร์ระดับ Aอีกหนึ่งชิ้น!”

            เขาจ้องมองซือถูอวี้ด้วยสายตาที่เจ็บแค้นใจ

            “ฮิฮิ”

            “อืม ฉันรู้แล้ว”

            ซือถูอวี้หัวเราะอย่างเขินอาย

            ตาบ้านี่ก็ยังห่วงฉันเหมือนเดิมสินะ

            เธอนึกในใจด้วยความรู้สึกหวานชื่นราวกับได้กินน้ำผึ้ง

            แต่ในเสี้ยววินาทีต่อมา...

            “ใช่แล้ว พอได้รางวัลจัดอันดับแล้ว เธออย่าลืมโอนหน่วยกิตที่เกินมา 4,000แต้ม และวัสดุเวทมนตร์ระดับ A ให้ฉันด้วยนะ”

            หวังเฉินมองเด็กสาวที่หน้าแดงก่ำแล้วแสร้งทำสีหน้าจริงจัง

            “หา?”

            ได้ยินดังนั้นซือถูอวี้ก็ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ สีหน้าของเธอดูเหมือนจะคลุ้มคลั่ง

            ไอ้สารเลว!

            เอาความซาบซึ้งของฉันคืนมาเดี๋ยวนี้!

             

    คล้ายกับเรื่องเมื่อทุกคนเปลี่ยนอาชีพ: สัตว์อัญเชิญของข้าล้วนเป็นขนาดยักษ์! ที่คุณอ่าน