เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 146 สารภาพ

            เมื่อมี “ความช่วยเหลือ”จากสองสามีภรรยาตระกูลหลิงสองวันหลังจากนั้นทะเบียนบ้านของซูอินก็ถูกย้ายกลับมาที่ตระกูลซูอย่างราบรื่น

            วันนั้นเป็นวันเกิดอายุครบสี่สิบปีของเมิ่งเถียนเฟินพอดีก่อนหน้านี้หล่อนไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ แต่ตอนที่ได้รับเล่มทะเบียนบ้านกลับมาซูอินถึงได้รู้ เวลาค่อนข้างกระชั้นชิด แต่โชคดีที่เวลานี้พวกเธออยู่ในเมืองทำให้ค่อนข้างสะดวกในหลายๆ ด้าน

            ในห้องพักผู้ป่วยอันหรูหรา มีเค้กสองชั้นและอาหารมากมายเต็มโต๊ะ

            สองสามีภรรยาตระกูลซูไปจัดการเรื่องย้ายทะเบียนบ้านที่สถานีตำรวจเสร็จแล้วก็รีบนำสมุดทะเบียนบ้านเล่มใหม่กลับมาเมื่อเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยก็พบภาพบรรยากาศนี้

            เมิ่งเถียนเฟิน “วันเกิดอินอินหรือ ไม่ใช่สิ เพิ่งจะผ่านวันเกิดของอินอินมาเมื่อไม่นานนี้วันเกิดของอันอันก็อยู่ช่วงฤดูหนาว…”

            เป็นซูเจี้ยนจวินที่มีปฏิกิริยาตอบสนองก่อนที่เขาจะขยับตัวเล็กน้อย

            “สุขสันต์วันเกิด!”

            ประตูห้องพักผู้ป่วยด้านข้างเปิดออกสองพี่น้องสวมมงกุฎกระดาษสีทองที่ร้านแถมให้พร้อมกับคำว่าสุขสันต์วันเกิดใบหน้าของทั้งสองคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เดินตรงเข้ามาตรงหน้าเมิ่งเถียนเฟิน

            “นี่…”

            เมิ่งเถียนเฟินเพิ่งจะเข้าใจและเริ่มรู้สึกตัว ใบหน้าค่อยๆเผยความรู้สึกประทับใจ แต่สิ่งที่เอ่ยออกมากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจ “ฉันอายุมากขนาดนี้แล้วจะมาฉลองวันเกิดอะไรกัน เสียเงินเปล่าๆ …”

            “เอาละ นี่เป็นความจริงใจจากลูกๆ นะ”

            ซูเจี้ยนจวินหยุดไม่ให้เธอบ่น สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกปลง

            ซูอินลากเด็กชายตัวน้อยเข้ามาสมทบ “ใช่แล้ว วันนี้ไม่ได้เป็นแค่วันเกิดของแม่แต่ยังเป็นวันที่ครอบครัวของเราได้กลับมารวมกันจริงๆ สักทีเรื่องมงคลคู่เลย...ไม่ใช่สิ…”

            เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ซูอินชะงักเล็กน้อย ภายใต้แววตาฉงนของคนในครอบครัวทั้งสามคนเธอหมุนตัวเดินไปที่โซฟาซึ่งมีกระเป๋าถือที่หลิวชิ่งกั๋วนำมาให้เมื่อวานนี้วางอยู่

            “พ่อคะ แม่คะ มาดูนี่สิ”

            เมิ่งเถียนเฟินรับมันไว้ จากนั้นหยิบสมุดสีแดงเล่มหนึ่งออกมา

            “หนังสือรับรองการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ นี่มันอะไรกัน”

            ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเนื้อหาข้างในชัดเจนแล้วก็ชะงักไปทันที

            “นี่…”

            เธอตัวแข็งทื่อส่งหนังสือรับรองการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ให้ซูเจี้ยนจวินหลังจากที่เขาดูอย่างชัดเจนแล้วก็แสดงปฏิกิริยาเดียวกัน

            ความรู้สึกสับสนมากมายในตอนแรกหายไป เหลือไว้เพียงความตกตะลึง

            ผ่านไปครู่ใหญ่ ซูเจี้ยนจวินถึงได้มีปฏิกิริยาเขาหันไปมองซูอินด้วยความสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

            “นี่…ของลูกหรือ”

            ซูอินพยักหน้าโดยไม่คิดปิดบัง

            “ก่อนหน้านี้เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือคะว่าหนูเคยช่วยเด็กคนหนึ่ง…”

            ในที่สุดเมิ่งเถียนเฟินก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง “เด็กคนนั้นคือเด็กที่ทำให้ตระกูลหลิงพยายามทุกวิถีทางเพื่อรั้งตัวลูกไว้ใช่ไหม”

            “ใช่ค่ะ บ้านของเด็กคนนั้นมีฐานะ เพื่อแสดงความขอบคุณพวกเขาไม่เพียงช่วยจัดเตรียมที่พักให้หนูได้เตรียมอ่านหนังสือสอบอย่างสบายใจยังมอบเงินให้ห้าพันหยวน ก่อนหน้านี้ไม่นานมีแข่งฟุตบอลโลกมีการขายลอตเตอรี่ฟุตบอล หนูก็เลยลองซื้อสักหน่อย แต่กลับถูกรางวัล”

            สองสามีภรรยาตระกูลหลิงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องลอตเตอรี่สวัสดิการลอตเตอรี่กีฬา รวมถึงลอตเตอรี่แบบขูดไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินรางวัลแบ่งเป็นระดับต่างๆ ในความเข้าใจของพวกเขาหากถูกลอตเตอรี่ก็จะได้เงินรางวัลทั้งหมดห้าล้านหยวน

            “ถูกลอตเตอรี่ห้าล้านหยวนหรือ”

            “ไม่มากขนาดนั้นค่ะ ประมาณเจ็ดถึงแปดแสนหยวน”

            เสียงสูดหายใจของทั้งคู่ประสานกัน ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อนในประเทศจีนหากครัวเรือนใดมีเงินเท่านี้ก็ถือว่ามั่งคั่งแล้วในสายตาของสองสามีภรรยาตระกูลซูตอนนี้ แค่เงินมากกว่าหนึ่งแสนหยวนก็เยอะมากแล้ว

            เจ็ดถึงแปดแสนหยวน…นี่มันเป็นเงินก้อนโตมาก

            มีเพียงเด็กชายตัวน้อยที่ไม่สนใจเรื่องเงิน ใบหน้าน่ารักเงยหน้าดวงตากลมโตราวกับผลองุ่นมองไปทางซูอิน

            “พี่ครับ เงินมากขนาดนี้สามารถซื้อต้าต้าเจวี่ยน[1]ได้เยอะเลยใช่ไหม”

            ซูอินลูบศีรษะน้องชาย “ใช่ ต่อจากนี้ไปเงินที่ซื้อต้าต้าเจวี่ยนของอันอันพี่จะเป็นคนรับผิดชอบเอง”

            แววตาของเด็กชายตัวน้อยเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “พี่สาวดีที่สุดเลย”

            ซูอินยิ้มเช่นกัน “พ่อคะ แม่คะ นี่ถือเป็นเรื่องดี อย่าคิดมากเลยจุดเทียนและร้องเพลงกันดีกว่า เดี๋ยวอาหารจะเย็นเสียก่อน”

            เมิ่งเถียนเฟินพยักหน้าด้วยท่าทีแข็งทื่อ “ใช่ นี่เป็นเรื่องดี…เรื่องดี…”

            เธอเอ่ยซ้ำๆ หลายครั้ง ความรู้สึกในใจค่อยๆ สงบลงแต่ในตอนที่มองอาหารเต็มโต๊ะ เธอก็บ่นอีกครั้งอย่างอดไม่ได้

            “มีเงิน…แต่จะสิ้นเปลืองแบบนี้ไม่ได้…”

            ซูเจี้ยนจวินพยักหน้าเช่นกัน เขาเห็นด้วยกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง

            แม้ในใจของเขาจะยังคงตกใจ แต่สติกลับรับรู้อย่างชัดเจนอย่าบอกว่าพวกเขาไม่เคยเลี้ยงดูอินอินหลายปีที่ผ่านมาเลยต่อให้เลี้ยงตั้งแต่เล็กจนโต เงินของลูกอย่างไรก็เป็นเงินของลูก

            ลูกมีความสามารถ พวกเขาเป็นพ่อแม่ย่อมภาคภูมิใจ ในเวลาเดียวกันกลับหันมามองตนเองว่าเหตุใดไร้ความสามารถในการทำให้ลูกได้ใช้ชีวิตสุขสบาย

            ซูอินไม่รู้เลยว่าซูเจี้ยนจวินคิดเช่นนี้แต่คำพูดแค่ประโยคเดียวกลับทำให้เธอหมดความกังวลสุดท้ายนี้ลงได้

            เธอได้สารภาพเรื่องทรัพย์สินของตนเองเมื่อเผชิญหน้าเงินจำนวนมากขนาดนี้ บิดามารดาแท้ๆกลับไม่แสดงท่าทีโลภในทรัพย์สินเหล่านี้ ยังคงเหมือนเมื่อก่อนไม่เปลี่ยนแปลง

            “ที่แม่พูดมาก็ไม่ผิดค่ะ ต่อให้มีเงิน แต่สิ่งใดที่ควรประหยัดก็ต้องประหยัดแต่วันนี้สถานการณ์ต่างออกไป วันเกิดของแม่ หนูได้ทะเบียนบ้านคืนโฉนดครอบครองที่ดินก็ได้มา เรื่องมงคลตั้งสามอย่างมารออยู่ ก็ควรฉลองสักหน่อย”

            “เฮ้อ~”

            เมิ่งเถียนเฟินถอนหายใจยาว แต่สีหน้าปกปิดความสุขไว้ไม่มิด

            จุดเทียน ร้องเพลงวันเกิด อธิษฐาน…พวกเขาสี่คนนั่งล้อมโต๊ะกลางโซฟา ฉลองวันเกิดด้วยกันด้วยความรื่นเริง

            หลังจากร่วมฉลองวันเกิดอย่างมีความสุขซูอินยังคงพักฟื้นต่ออยู่ที่โรงพยาบาล

            อาการ “ป่วย”ของเธอดีขึ้นนานแล้ว แต่ยังเหลือผลข้างเคียงที่ห้วงมิติทิ้งไว้ ทางโรงพยาบาลได้ตรวจสอบในส่วนต่างๆและพบว่ายังไม่พ้นขีดอันตรายหยางอวี้หลานซึ่งเป็นหมอเจ้าของไข้จึงเสนอให้เธออยู่ที่โรงพยาบาลต่อเพื่อตรวจดูอาการ

            “อินอิน สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสมองล้วนเป็นเรื่องใหญ่ ต่อให้ประหยัดแต่ก็ไม่ควรใช้กับเรื่องรักษาพยาบาล ฉันรู้ว่าเธอยังมีความรู้สึกต่อตระกูลหลิงแต่ข้อแรก การรักษาเป็นเรื่องสำคัญ ข้อสอง พวกเขาไม่ใช่ไม่มีเงิน…”

            ซูอิน : …

            ทำไมทุกคนต่างคิดว่าเธอยังรู้สึกผูกพันกับตระกูลหลิงให้สวรรค์เป็นพยาน ในใจของเธอคาดหวังอย่างยิ่งว่าตระกูลหลิงจะได้พบความโชคร้าย

            แต่การที่เธออยู่ที่นี่ต่อก็สามารถขุดหลุมฝังหลิงเมิ่ง

            ถ้าเช่นนั้นก็อยู่ต่อไป!

            เธอตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ซูอินพักอยู่ที่ห้องหรูต่อไปและช่วยดูแลน้องชายตัวน้อยของเธอ

            เพราะถ้าเทียบกันแล้ว เขาต่างหากที่ได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้เขาอายุสี่ขวบครึ่งอีกทั้งตั้งแต่คลอดออกมาสุขภาพก็ไม่ดีนักก่อนหน้านี้เมื่อเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ช็อก เรียกว่าอาการรุนแรงได้เช่นกัน

            ระหว่างนี้ยังอยู่ในช่วงวุ่นวายกับการทำนาในหมู่บ้านตงผิงทำนากันเยอะ ก่อนหน้านี้เมิ่งเถียนเฟินอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อคอยดูแลสองพี่น้องมีเพียงซูเจี้ยนจวินที่ทำงาน เรื่องนี้ทำให้เมิ่งเถียนเฟินบ่นไม่น้อย

            อันที่จริงเรื่องทำนาในความหมายของซูอินคือให้คนอื่นทำโดยให้เช่าที่ดินเพราะอย่างไรในตอนนี้เธอก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน ทำไมต้องลำบากขนาดนั้น

            แต่เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ก็ถูกเมิ่งเถียนเฟินปฏิเสธ

            “ทุกคนในชนบทต่างทำนาหากเป็นเหมือนคุณลุงเมิ่งของลูกที่ออกไปทำงานที่อื่นถือเป็นเพียงส่วนน้อยแม่กับพ่อของลูกทำการเกษตรมานาน ทำอยู่หลายปีก็คุ้นชิน ไม่คิดว่ามันเหนื่อยหรือพูดง่ายๆ คือ การได้ตรากตรำทำงานทำให้ในใจรู้สึกมั่นคง”

            ซูอิน : …

            เธอยังจะพูดอะไรได้อีก

            เมิ่งเถียนเฟินกลับชนบทไปทำงานซูอินพักอยู่ที่โรงพยาบาลต่อเพื่อดูอาการ และเธอก็จะได้ดูแลเจ้าตัวน้อยไปด้วย

            ในที่สุดน้ำพุแห่งจิตวิญญาณในห้วงมิติที่อัปเกรดก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เสียที

            ในอ่างอาบน้ำของห้องพักผู้ป่วย เจ้าตัวน้อยยืนแก้ผ้าอยู่ในนั้นมือที่ไม่ค่อยมีเนื้อมีหนังปิดถั่วลิสงน้อยของตนเอง

            “พี่ครับ พี่พยาบาลบอกว่าตรงนี้ให้คนอื่นเห็นไม่ได้”

            ซูอินนำฝักบัวมาเปิดน้ำใส่อ่างห้องน้ำในห้องพักผู้ป่วยมีเครื่องทำน้ำอุ่น จึงสะดวกต่อการอาบน้ำของพวกเขาขณะที่เปิดน้ำอุ่น เธอได้ใส่น้ำพุแห่งจิตวิญญาณลงไปในสัดส่วนที่เหมาะสม

            “อืม พี่พยาบาลพูดถูก จุดที่สวมกางเกงในห้ามให้คนอื่นแตะต้องเด็ดขาดรวมถึงจุดที่ผู้หญิงสวมชุดชั้นในด้วย อันอันห้ามให้คนอื่นจับและอย่าไปจับของคนอื่นมั่วซั่วนะ”

            ดวงตาโตราวกับผลองุ่นแสดงท่าทีงุนงง แต่เขาก็เชื่อพี่สาวเขาครุ่นคิด จากนั้นจึงพยักหน้าแรงๆ

            “จำได้แล้วครับ”

            ทำไมถึงน่ารักเช่นนี้นะ

            เมื่อหนังศีรษะของเขาเปียกแล้ว ซูอินจึงบีบแชมพูสระผมใส่มือถูมือไปมาแล้วนวดศีรษะของเจ้าตัวน้อย

            “พี่ครับ ฟองฟองสนุกมากเลย~”

            เจ้าตัวน้อยชอบเล่นน้ำครั้งก่อนอวี๋ฉิงมาเยี่ยมได้ให้ปืนฉีดน้ำแก่เขาสองพี่น้องจึงอาบน้ำในห้องน้ำอย่างมีความสุข

            ในเวลาเดียวกันที่สถานีของหน่วยสำรวจซึ่งอยู่ห่างจากเมืองผิงไปราวๆหนึ่งร้อยไมล์

            ผมของฉินหล่างเปียกชื้นทั่วศีรษะ เขาสวมเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นเผยให้เห็นร่างกายที่มีสัดส่วนสวยงาม กล้ามเนื้อที่ไม่แน่นจนเกินไปและอยู่ในช่วงที่ฮอร์โมนเพศชายกำลังพลุ่งพล่าน

            เขาถือกะละมังล้างหน้ากลับห้องพัก เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูก็ถูกชายหนุ่มที่มีท่าทีอ่อนหวานคนหนึ่งขวางไว้

            “อ้าว กลับมาแล้วหรือ”

            “อืม”

            “ผมกลับมาก่อนคุณสองวัน การสำรวจครั้งนี้ราบรื่นมากต้องขอบคุณสำหรับงานก่อนหน้านี้ที่คุณทำไว้ หัวหน้าฉิน ขอบคุณมากจริงๆ”

            ท่าทีของชายหนุ่มอ่อนหวานผู้นี้แสดงอาการยั่วยุและพึงพอใจ

            ฉินหล่างเหลือบมองนาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลลิปที่อยู่บนข้อมือของชายตรงหน้า“ยินดีกับหัวหน้าหวงด้วยนะครับที่การสำรวจราบรื่นดี”

            “เอาละ ผมต้องรีบไปรายงานหัวหน้าถึงภารกิจครั้งนี้ ผมไปก่อนนะ”

            ชายหนุ่มอ่อนหวานผู้นั้นหมุนตัวเดินออกไปฉินหล่างดันประตูเข้าไปในห้องพัก กะละมังล้างหน้าถูกวางลงแรงๆ

            ครั้งก่อนที่ไปสำรวจทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเขาสำรวจไปจนใกล้เสร็จแล้ว เหลือเพียงแค่เขียนรายงาน

            เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ พิงบนโต๊ะเขียนหนังสือ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาครั้งนี้เขาออกไปทำงานราวๆ ครึ่งเดือน มีข้อความและโทรศัพท์เข้ามากมาย เขาค่อยๆทยอยอ่าน และไล่ตอบกลับสั้นๆ

            ไม่นานเขาก็เลื่อนมาเจอข้อความของซูอิน

            เนื้อหาในข้อความพูดถึงเรื่องกองทุนการกุศลโดยบอกว่าเงินห้าพันหยวนของเขาถูกนำไปใช้แล้วอีกทั้งแจกแจงอย่างละเอียดว่าบริจาคให้ใคร และแนบชื่อกับข้อมูลผู้ติดต่อมาให้ด้วยข้อความนี้ยาวมาก เนื่องจากจำนวนตัวอักษรถูกจำกัด ทำให้แบ่งเป็นสามข้อความ

            เขาอ่านข้อความทีละคำอดไม่ได้ที่จะนึกถึงใบหน้าสดใสราวกับดอกลิลลี่บนหุบเขาสูง

            และทำให้เขาอารมณ์สดใสมากขึ้นด้วย

            จากวันที่ได้เข้าร่วมทีมสำรวจ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะอุทิศชีวิตนี้ให้กับงานด้านธรณีวิทยาใครออกหน้าไม่สำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสำรวจเป็นไปอย่างราบรื่น

            สำหรับตัวเขา ไม่ใช่คนเที่ยงตรงมากขนาดนั้นมีตระกูลฉินคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง มันควรเป็นความดีความชอบของเขาหวงเจ๋อไม่ควรได้รับมันไป

            เมื่อเข้าใจในส่วนนี้อย่างชัดเจนแล้ว เขาจึงกระจ่างแจ้งในทันที

            “รับทราบ”

            เมื่อตอบกลับไปแล้ว เขาจึงเลื่อนหน้าจอลงมาก็เห็นข้อความของหลินเฉวียน เมื่อได้อ่านเขาก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง

            ทำไมเกิดเรื่องอีกแล้ว

            เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองกดปุ่มโทรออกไปแล้ว

            อีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์หลินเฉวียนกล่าวราวกับรายงานภารกิจเขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในระยะนี้แบบกระชับ น้ำเสียงแสดงความเคารพ

            “ตอนนี้ล่ะ”

            “อินอินติดต่อนักข่าว ทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่สองสามวันมานี้จู่ๆเรื่องก็เงียบไป คุณชายหลินครับผมได้ยินมาว่าหลิงจื้อเฉิงมีความสามารถอย่างไม่คาดคิด เขาไปติดต่อคนในมณฑลผมตรวจสอบแล้ว เหมือนกับว่าคนคนนี้จะอยู่ในหน่วยสำรวจของคุณ และเพื่อเรื่องนี้เขาได้มอบนาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลลิปให้โดยเฉพาะด้วยครับ”

            หน่วยสำรวจ นาฬิกาปาเต๊ะ

            ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ปรากฏขึ้นต่อหน้าฉินหล่างทันที

     

    ----------------------------------------------------------------------------

    [1] ต้าต้าเจวี่ยนหมายถึง ชื่อขนมยี่ห้อหนึ่งที่มีหน้าตาเหมือนกับขนมเยลลี่เทปในไทย

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน