“.......................”
หญิงสาวที่เริ่มรู้สึกตัวและได้กลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อหัวใจก็เริ่มเต้นระรัวๆ เหงื่อแตกพลั่ก
ไม่นะ!! ไม่ใช่ว่าเื่ทุกอย่างที่ผ่านมาคือความฝันหรอกใช่ไหม?คงไม่ใช่ว่าฉันยังคงนอนเป็ผักอยู่ที่โรงพยาบาลและกำลังฝันเื่ทั้งหมดนี้อยู่ใช่ไหมคงไม่ใช่ใช่ไหม?
เธอสะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงอย่างแตกตื่น
“จูเลีย!!”
เสียงหายใจหอบกับใบหน้าที่ซีดเผือดของเธอทำให้กลุ่มชายหนุ่มตื่นใ
“จูเลียเป็อะไรมากไหม?เจ็บมากหรือเปล่า? ทำไมถึงหน้าซีดลงกว่าเดิมล่ะคุณหมอ!!”
หนึ่งในนั้นะโเรียกคุณหมออย่างใ
“ทำไมฉันถึงอยู่โรงพยาบาลล่ะ?ไม่จริง!! เื่ทั้งหมดนี่คือความฝันเหรอ? ไม่นะ!! ไม่เอา!!”
เธอกุมหัวตัวเองพลางพึมพำอย่างไร้ิญญา
“จูเลียใจเย็นๆ ไม่เป็ไรแล้ว ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว”
โคลด์ดึงเธอเข้าไปกอดและนั่นเริ่มทำให้เธอได้สติ
“ฉันไม่อยากอยู่ที่โรงพยาบาล”
เธอบอกพร้อมกับมองโคลด์ด้วยสายตาอ้อนวอนพลางจับเสื้อของชายหนุ่มไว้แน่น
“โอเคเดี๋ยวฉันจะไปคุยกับเอซให้”
เซนบอกก่อนจะออกจากห้องไป
“กลัวมากเลยเหรอ?ไม่เป็ไรแล้วนะ ตอนนี้มันไม่เป็ไรแล้ว”
โคลด์ปลอบพลางลูบหลังของหญิงสาวช้าๆ
“อือฉันกลัว”
หญิงสาวพึมพำด้วยร่างกายที่สั่นระริก
ฉันกลัวว่าเื่ทั้งหมดนี้มันจะเป็แค่ความฝันแล้วความจริงคือฉันกลายเป็ร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลที่ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนเดิม
นั่นคือสิ่งที่ฉันกลัว
เพราะนี่มันไม่ถึงวันด้วยซ้ำที่ฉันย้อนกลับมามันเลยทำให้ฉันกลัวแทบขาดใจว่ามันจะเป็แค่ความเพ้อฝันของฉัน
“ฉันออกจากที่นี่ได้เลยไหม?”
จูเลียถามเมื่อเธอเริ่มตั้งสติได้และหายตัวสั่นแล้ว
“หมอให้เธอนอนโรงพยาบาลดูอาการอีก1 วัน”
โคลด์บอก
“ห๊ะ!!ทำไมล่ะ? แผลก็ทำแล้วนี่”
จูเลียถามอย่างร้อนรน
“หมอก็ต้องติดตามดูอาการไหม?เธออาจจะไข้ขึ้นก็ได้”
เอ็ดเวิร์ดพูดอย่างเป็ห่วง
“ฉันไม่เป็อะไรแล้วหน่า”
จูเลียบอกเมื่อเห็นกลุ่มชายหนุ่มทำสีหน้าเศร้าสร้อย
“ขอโทษนะ”
โนอาร์พูดพลางกุมมือและมองหน้าหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้
“ขอโทษทำไมมันไม่ใช่ความผิดของนายสักหน่อย”
จูเลียพูด
“แต่ถ้าเธอไม่ช่วยฉันไว้....”
โนอาร์แย้ง
“แผลแค่นี้เองเดี๋ยวก็หายแล้ว”
จูเลียยื่นแขนให้ดูว่ามันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
“แต่ว่า.......”
โนอาร์ยังคงทำสีหน้าเศร้าสร้อย
“ฉันไม่เป็ไรจริงๆ”
จูเลียยืนยันก่อนจะยิ้มให้ชายหนุ่มที่ทำหน้าเหมือนหมาน้อยเปียกฝน
“แต่ฉันอยากกินแอปเปิ้ลจังเลย”
จูเลียหันหน้าไปทางเพื่อนๆ ของเธอที่เหลือเพื่อเป็สัญญาณให้พวกเขาพาโนอาร์ไปเปลี่ยนอารมณ์
“เดี๋ยวพวกเราไปซื้อมาให้”
เอ็ดเวิร์ดพยักหน้าเมื่อเห็นสัญญาณก่อนจะเดินมาลากโนอาร์ออกไปจาห้องส่วนที่เหลือก็เดินมาล้อมเตียงของเธอเพื่อเช็คอาการของหญิงสาวด้วยตาของตัวเอง
และหลังจากนั้นจูเลียก็ไม่ได้นอนหลับอีกเลยตลอดเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาล
“ทำไมเื่มันถึงช้าขนาดนี้ฉันจะกลับแล้ว!! แผลก็ไม่ได้ใหญ่มากด้วยฉันไม่อยากอยู่ที่นี่”
จูเลียเริ่มบ่น
“หมอให้เธอนอนโรงพยาบาลดูอาการอีก1วัน ให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว!!”
โลแกนบอก
“แล้วเอซล่ะ?เขาอยู่ไหน? ให้เขามาคุยกับฉันหน่อย”
จูเลียเริ่มที่จะรอไม่ไหว
“เขากำลังทำเื่ย้ายเธอไปในเมืองน่ะจะได้สะดวกในการดูแลรักษาในอนาคต ที่นั่นน่าจะดูแลเธอได้ดีกว่าที่นี่แล้วเอซก็ทำงานอยู่ที่นั่นด้วย น่าจะดูแลได้ใกล้ชิดกว่า และพวกเราก็ตัดสินใจที่จะกลับไปพร้อมกับเธอ”
เลนนี่อธิบาย
“อะไรนะ?จะกลับเลยเหรอ? แล้วทริป 3 วัน 2 คืนของฉันล่ะ”
จูเลียบ่น
“นี่เธอาเ็ขนาดนี้แล้วยังจะห่วงเที่ยวอีกเหรอ”
โลแกนบ่นกลับ
“ฉันไม่ได้เจ็บขนาดนั้นพันแผลเอาไว้ก็ได้แล้วไหม”
จูเลียยังคงไม่ยอมแพ้
“ทำไมถึงได้ดื้อขนาดนี้เนี่ย”
โลแกนเหนื่อยใจกับเพื่อนของเขา
“ก็นานๆ ครั้งเราจะได้อยู่เที่ยวพร้อมหน้าพร้อมตากัน ฉันไม่อยากให้มันจบลงแบบนี้”
จูเลียพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเรื่อยๆ
“เดี๋ยวรอบหน้าเราก็ค่อยมาใหม่กันก็ได้”
โคลด์หว่านล้อม
“เมื่อไหร่ล่ะ?”
จูเลียทำหน้าหงอย
“................”
ทุกคนเงียบและมองหน้ากัน
เพราะการที่จะมีเวลาว่างตรงกันนั้นเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่มีใครที่แน่ใจเลยว่าพวกเขาจะได้นัดมาเจอกันแบบนี้ได้อีกทีเมื่อไหร่
“เห็นไหมไม่มีใครตอบได้ซะหน่อยว่าพวกเราจะว่างพร้อมกันอีกทีเมื่อไหร่ เราจะได้มาเที่ยวด้วยกันอีกทีเมื่อไหร่”
จูเลียพูดแทงใจดำพวกเขา
“มันก็ใช่แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องดูแลตัวเองด้วย”
โคลด์พูดอย่างใจเย็น
“ฉันไม่เป็อะไรหรอกน่าคุณหมอก็น่าจะบอกไหม ว่าแผลแค่นี้ไม่ทำให้ถึงตาย”
จูเลียยังคงดื้อดึง
“เฮอะ!!เธอไม่รู้สินะว่าคุณหมอพูดว่าอะไร”
โลแกนพูดพลางมองหน้าหญิงสาว
“แค่เธอเสียเืนิดเดียวมันก็อันตรายถึงตายเลยนะเว้ย”
โลแกนบอกให้หญิงสาวรับรู้
“อะไรนะ?อยากโอเวอร์ไปหน่อยเลย แค่เสียเืนิดเดียว ใครมันจะไปถึงตายได้เล่า”
จูเลียแย้ง
“ก็เธอไง”
โลแกนย้ำ
“จริงจังป่ะเนี่ย?”
จูเลียยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่เธอได้ยิน
“นี่ลืมโรคประจำตัวของตัวเองไปแล้วหรือไง”
โลแกนเตือน
“อ่อ........นั่นสินะ.......”
จูเลียชะงักไปชั่วครู่
จุดประสงค์ของฉันอีกอย่างที่สำคัญมาก ๆ ไม่แพ้การช่วยชีวิตของคนอื่น ก็คือ.....ฉันต้องมีทายาทเพื่อสืบทอดธุรกิจของฉันต่อและการที่ฉันจะมีทายาทได้นั้นฉันก็ต้องดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดเพราะโรคประจำตัวของฉันด้วยสินะ ให้ตายสิ!!
“แล้วจะไม่นอนหลับพักผ่อนบ้างเลยเหรอ”
เซนถาม
“ฉันก็หลับไปแล้วไง”
จูเลียตอบเรียบๆ
“ตอนไหน?ก่อนหน้านี้ที่สลบไปน่ะเหรอ”
เลนนี่ถามด้วยความสงสัยเพราะเขายังไม่เห็นเธองีบหลับเลยแม้แต่น้อย
“ก็ใช่ไงนั่นก็นานอยู่นะ”
จูเลียบอก
“เฮ้อ.....จูเลียเธอพักผ่อนบ้างเถอะนะ”
เซนถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเป็ห่วง
ก็ฉันนอนไม่หลับไม่สิ!! ฉันไม่อยากหลับตานอนมากกว่า ฉันกลัวว่าฉันจะกลับไป
ฉันไม่ชอบกลิ่นของโรงพยาบาลไม่ชอบเสียงเครื่องตรวจจับชีพจรที่ดังเป็จังหวะนั่น ไม่ชอบเสียงของนาฬิกาที่คอยย้ำเตือนบอกเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆ ฉันไม่ชอบบรรยากาศทั้งหมดนี่ในตอนนี้ มันเหมือนกับก่อนหน้านี้ไม่มีผิดแล้วจะให้ฉันหลับตาลงได้ยังไง
หลังจากนั้นพักใหญ่เอซที่ทำเื่ย้ายตัวเธอไปโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่ก็เข้ามาพร้อมกับเ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งและทำการย้ายจูเลียทันที
ถึงแม้จูเลียจะดื้อที่จะอยู่เที่ยวต่อแต่คนอื่น ๆ ไม่เห็นด้วยพวกเขาเลยแลกกับการที่ให้เธอกลับไปดูอาการที่บ้านแทนที่จะต้องนอนโรงพยาบาลต่ออีกวันเธอถึงจะยอมตกลง
ในคืนนั้นพวกเขาจึงต้องทำให้พ่อของจูเลียใจเย็นลงหลังจากที่เห็นสภาพลูกสาวสุดที่รักของตัวเองาเ็และตกลงกันนอนที่บ้านของจูเลียตลอด 3 วัน 2 คืนที่พวกเขาลางานไว้ เพื่อดูอาการเธอให้แน่ใจก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง
เหลืออยู่ก็แค่โนอาร์ที่ยังคงคอยอยู่ข้างๆ เพื่อดูแลเธอต่อ แต่สุดท้ายพี่ผู้จัดการก็มาตามตัวเขากลับไปทำงานในที่สุด
และทริปเที่ยวพักผ่อน3 วัน 2 คืนก็ได้หยุดชะงักลงกลางคันโดยประการชะนี้
ตอนนี้ฉันสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตได้1อย่างแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยความเ็ปของฉันแต่แผลแค่นี้ไม่เป็ไรหรอกเพราะอย่างน้อยฉันก็ปกป้องได้ 1 อย่างแล้วและตอนนี้ก็หลุดพ้นมาจากโรงพยาบาลได้แล้วจริง ๆ