สิ่งของไร้ชีวิตบางชิ้นเก็บงำความทรงจำอันล้ำค่าเอาไว้และเมื่อมันถูกเปิดออกในแสงสว่างความผูกพันที่เคยพลัดพรากจึงได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์
เช้าวันรุ่งขึ้นอากาศในหมู่บ้านพฤกษาศิลายังคงอบอวลไปด้วยไอหมอกจางๆรินรู้สึกว่ากำลังกายและชีพจรเวทมนตร์ดินเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้วแม้ไหล่ซ้ายยังคงตึงรั้งจากาแไหม้แต่เธอก็สามารถประคองตัวเองเดินเหินได้สะดวกขึ้น เอวาตัดสินใจพารินขึ้นไปที่ห้องใต้หลังคาชั้นบนสุดของเรือนยาซึ่งถูกจัดเป็ "หอจดหมายเหตุส่วนตัว" ของเอวาที่ซึ่งเธอใช้เก็บรวบรวมตำราสมุนไพรโบราณและของสะสมส่วนตัวั้แ่เยาว์วัย
ห้องใต้หลังคาตกแต่งด้วยไม้เนื้อหอมอุ่นๆแสงแดดสีทองส่องผ่านหน้าต่างทรงกลมบานใหญ่บรรยากาศเงียบสงบห่างไกลจากความวุ่นวายด้านล่างเ้าหยกเดินนวดอุ้งเท้าตามขึ้นมานอนเฝ้าตรงบันไดอย่างรู้หน้าที่
เอวายิ้มละมุนพารินไปนั่งลงบนพรมหนานุ่มกลางห้องจากนั้นเอวาคุกเข่าลงข้างตู้ไม้โบราณ ดึงเอา"กล่องไม้ซีดาร์สีน้ำตาลเข้ม" ที่มีกลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวออกมาวางบนตักเธอเปิดฝากล่องออกช้าๆเผยให้เห็นสิ่งของโบราณสองชิ้นที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าแพรสีเขียวอ่อนอย่างทะนุถนอม
ชิ้นแรกคือ เชือกถักข้อมือสีเทาหม่นลวดลายการถักเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชนเผ่าศิลาทมิฬซึ่งเป็เส้นที่รินทำตกไว้ที่ริมน้ำตกเมื่อตอนที่ช่วยเอวาจากสัตว์ร้ายและอีกชิ้นหนึ่งซึ่งทำให้รินถึงกับเบิกตากว้างและหัวใจเต้นโครมครามคือกระบอกน้ำไม้ไผ่แก่แกะสลัก ที่มีรอยจารึกรูปใบไม้รูปหัวใจบิดๆ เบี้ยวๆอยู่ทางด้านหลัง
"นี่มัน..."รินเอ่ยเสียงสั่นเครือนิ้วมือเรียวยาวลูบไล้ไปตามผิวไม้ไผ่ที่แห้งกร้านแต่ยังคงเค้าโครงเดิมอย่างไม่เชื่อสายตา"กระบอกน้ำของเด็กน้อยคนนั้น... ในวันนั้น..."
"ใช่ค่ะ ริน..."เอวาสบตาริน แววตาสีพรีไนท์เปล่งประกายด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตัน"กระบอกน้ำที่ฉันใช้แบ่งน้ำดื่มให้คุณเมื่อสิบหกปีก่อนวันที่คุณเนื้อตัวมอมแมมและซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้หนาม วันนั้นฉันยื่นน้ำให้คุณดื่มและคุณก็วางเส้นด้ายถักสีเขียวเส้นนี้ไว้บนฝ่ามือของฉัน"
รินหยิบกระบอกน้ำไม้ไผ่ขึ้นมาแนบอกแผลเป็สีเงินบนแก้มร้อนผ่าว ภาพความทรงจำในอดีตผุดพรายขึ้นมาเด่นชัดใน่เวลาที่มืดมนที่สุดของค่ายฝึกสภามืดวันที่เธอหิวโหยและหนาวเหน็บจากการถูกขังในห้องใต้ดินมีเพียงความอบอุ่นของน้ำแก้วนั้นและแววตาของเด็กสาวผมทองคนนี้ที่เป็สิ่งยึดเหนี่ยวให้เธอทนทานต่อการล้างสมองและทรมานรินกอดกระบอกน้ำไว้แน่น พู่ขนที่หูแมวป่าลู่ลงด้วยความรู้สึกท่วมท้น
"ฉันคิดว่ามันเป็แค่ความฝันมาตลอด..."รินสะอื้นเบาๆ แววตาสีเทาสั่นระริกด้วยความเปราะบางที่เธอไม่เคยแสดงให้ใครเห็น"สภามืดสอนให้ฉันเชื่อว่าทุกความอ่อนโยนคือภาพลวงตาและฉันเป็แค่สัตว์ประหลาดที่เกิดมาเพื่อฆ่าฉันกลัวเหลือเกินว่ามนตราทมิฬในตัวฉันจะทำลายโลกที่แสนสะอาดและงดงามของคุณ...แต่คุณกลับเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้"
เอวาขยับเข้าไปใกล้โอบแขนรอบเอวของรินและซบหน้าลงกับอกอุ่นเบาๆมลทินและความเย็นเยียบจากหัวใจของรินสลายไปสิ้นเมื่อัักลิ่นอายพรีไนท์ของเอวา
"คุณไม่ใช่สัตว์ประหลาดค่ะริน..."เอวากระซิบเสียงนุ่มนวลอย่างลึกซึ้ง"คุณคือผู้พิทักษ์ที่เฝ้าปกป้องฉันมาตลอดสิบหกปีดวงจันทร์สีเงินและดวงจันทร์สีเขียวไม่มีวันพรากจากกันเราสองคนคือจิติญญาสองซีกที่หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวั้แ่วันนั้นแล้วค่ะ"
รินโอบกอดเอวากลับแน่นปล่อยให้น้ำตาแห่งความปลดเปลื้องรดรินลงบนบ่าของแพทย์สาว พู่ขนที่หูค่อยๆตั้งขึ้นช้าๆ บ่งบอกถึงความอบอุ่นและปลดปล่อยกำแพงในใจที่ขังเธอไว้มาเนิ่นนาน
ทว่าเสียงเคาะประตูขัดจังหวะจากเลโอร่าด้านล่างดังขึ้นเบาๆแจ้งเตือนว่าขณะนี้สภาสงฆ์อธิการเริ่มสังเกตเห็นความแปรปรวนของม่านพลังหมู่บ้านแล้วพวกเธอจำเป็ต้องเดินทางไปยังเสาอาคมหินพฤกษาทางใต้ในวันรุ่งขึ้นเพื่อลงมือทำตามแผนรับมือค่ายกลอย่างเร่งด่วน