การที่เธอเตือนสติโจวเหล่าต้าในตอนนี้ ก็ถือเป็นผลดีต่อตัวเขาเองด้วย เพราะคนเหล่านี้ เมื่อก่อนล้วนเป็นบุคคลที่มีหน้ามีตาในเมืองหลวง หากช่วยเหลือกันไว้ในตอนนี้ ในอนาคตจะได้พบเจอกันได้อย่างไม่อึดอัด
โจวเหล่าต้ามองลูกสาวของตน เด็กคนนี้ตั้งแต่ชนต้นไม้จนฟื้นขึ้นมา ก็มองปัญหาได้เฉียบคมเป็นพิเศษ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ดูจะปล่อยวางได้ "แต่เราจะไปหาห้องจากที่ไหนล่ะ? จะให้คนอื่นเห็นชัดเจนเกินไปก็ไม่ได้"
ความระมัดระวังของโจวเหล่าต้านั้น โจวเซี่ยเข้าใจได้ เพราะอย่างไรเขาก็เป็นคนที่ผ่านยุค 60-70 มา ซึ่งเขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าในอนาคตจะพัฒนาไปในทิศทางไหน
ดังนั้น เขาจึงรู้สึกว่าการระมัดระวังไว้ก่อนนั้นมั่นคงกว่า ด้วยความเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จึงชอบใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สงบสุข และดีที่สุดคือราบรื่นตลอดชีวิตโดยไม่มีอะไรผิดพลาด
โจวเซี่ยกวาดสายตามองไปรอบ ๆ สถานที่แห่งนี้ ในกองผลิตมีม้าสิบกว่าตัว วัวแก่สิบกว่าตัว รวมถึงลาและล่ออีกจำนวนหนึ่ง ด้านหลังยังมีคอกหมูเรียงเป็นแถว ซึ่งเลี้ยงหมูไว้สิบกว่าตัว
หญิงสาวพิจารณาอยู่พักใหญ่ เห็นว่ามีเพียงห้องทางทิศเหนือสุดของอาคารหลังนี้ที่เป็นห้องเล็ก ๆ พร้อมหน้าต่าง ภายในบรรจุอาหารม้าและอาหารหมู มีทั้งกากถั่วเหลืองแบบอัดแผ่น กากถั่วเหลืองบด เมล็ดข้าวโพด รำข้าว และสิ่งของจำพวกนี้
เธอเดินเข้าไป พบว่าห้องเล็กห้องนั้นมีขนาดเท่ากับห้องที่ทั้งสามคนพักอยู่ตอนนี้ แต่ไม่มีหน้าต่าง เธอหันกลับไปมองโจวเหล่าต้าที่เดินตามมา "พ่อคะ ช่วยจัดห้องนี้หน่อย ทำหน้าต่างกับเตียงเตาก็สามารถเข้าอยู่ได้แล้วค่ะ"
โจวเหล่าต้ามองดูแล้วพยักหน้า แค่ย้ายเมล็ดพืชออกไปแล้วสร้างห้องเก็บเมล็ดพืชแบบง่าย ๆ ขึ้นมาใหม่ก็พอ "งั้นพ่อจะไปคุยกับหัวหน้ากองผลิตนะ"
หัวหน้ากองผลิตของหมู่บ้านตระกูลโจวก็แซ่โจวเช่นกัน และเป็นคนในตระกูลโจวเหมือนกัน มีชื่อว่าโจวหลิน เป็นคนรุ่นเดียวกับโจวเหล่าต้า แต่เป็นญาติห่าง ๆ ที่เกินห้าชั่วอายุคน โจวเหล่าต้าจึงเรียกโจวหลินว่าพี่ใหญ่
โจวเหล่าต้าเป็นพนักงานบัญชีของกองผลิต ส่วนโจวหลินเป็นหัวหน้ากองผลิต ทั้งสองคนทำงานร่วมกันได้อย่างเข้าขาและร่วมงานกันมาสิบกว่าปีแล้ว ทำให้กองผลิตแห่งนี้พัฒนาไปได้ด้วยดี และได้รับคำชมจากคอมมูนอยู่บ่อยครั้ง
หลังโจวเหล่าต้าออกไปหาโจวหลิน โจวเซี่ยก็เดินเข้าไปในห้อง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ เธอจึงเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ เพราะผู้ป่วยเป็นอัมพาต กลิ่นจากการกินและขับถ่ายบนเตียงเตาจึงเหม็นมากจริง ๆ และตอนกลางวัน ชายอีกสองคนก็ออกไปทำงานข้างนอกกันหมด
ในหมู่บ้านตระกูลโจวมีผู้ถูกส่งตัวมาใช้แรงงานทั้งหมดสามคน นอกจากผู้เฒ่าฉินแล้ว ก็ยังมีหลิวเจี้ยนกั๋วหรือผู้เฒ่าหลิว ห่าวเฉินหรือผู้เฒ่าห่าว ส่วนฉินจื้อจวินหรือผู้เฒ่าฉิน ก็คือพ่อของฉินเจิง ทั้งสามคนล้วนเดินทางมาจากเมืองหลวงทั้งสิ้น
เมื่อก่อน แม้ทั้งสามคนจะทำงานในเมืองหลวงเหมือนกัน แต่ไม่ได้รู้จักกัน เพราะได้มาอยู่ในสถานที่เดียวกันจึงเริ่มรู้จักกันและคอยดูแลซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นมิตรภาพที่ลึกซึ้ง
ทว่า ต่อให้ดีแค่ไหน กลิ่นนั้นก็รุนแรงจนคนไม่กล้าหายใจ การช่วยดูแลนั้นทำได้ แต่ถ้าต้องพักอยู่ด้วยกันจริง ๆ ก็นับว่าเป็นการฝืนใจกันเกินไป
เมื่อคืนผู้เฒ่าห่าวและผู้เฒ่าหลิวจึงนอนบนกองฟางในคอกม้า เพราะเป็นฤดูร้อนจึงไม่หนาว อีกทั้งกลิ่นก็รุนแรงเกินไป แถมโจวเหล่าต้ายังต้องคอยดูแลผู้ป่วยจนดึกดื่น พวกเขาอายุมากแล้วจึงจำเป็นต้องพักผ่อนให้เร็วขึ้น
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในห้อง โจวเซี่ยจึงถอดรองเท้าขึ้นไปบนเตียงเตา ตักน้ำพุวิเศษครึ่งถ้วยจากมิติส่งให้ผู้เฒ่าฉินดื่ม น้ำพุวิเศษมีสรรพคุณพิเศษ หวังว่าจะช่วยบรรเทาอาการป่วยของผู้เฒ่าฉินได้
จากนั้นเธอก็หยิบกล่องเข็มเงินออกมาจากมิติ เพื่อรีบรักษาชายชรา โจวเซี่ยจ้องมองเขา "ลุงฉิน ฉันจะฝังเข็มรักษาให้คุณ คุณห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร เข้าใจไหมคะ? ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะขัดขวาง และฉันจะไม่มีทางรักษาคุณได้อีก"
แม้ผู้เฒ่าฉินจะพูดไม่ชัด แต่เขารับรู้ทุกอย่าง ร่างกายครึ่งซีกที่เป็นอัมพาตทำให้เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพยักหน้าเล็กน้อย พร้อมส่งเสียง 'อือ ๆ ' ในลำคอเพื่อเป็นการตกลง
โจวเซี่ยยิ้ม เธอรู้ว่าผู้เฒ่าฉินเข้าใจสิ่งที่เธอพูด จึงรีบหาจุดฝังเข็มเพื่อรักษาเขา เพราะหากมีคนกลับมา เธอจะไม่สามารถช่วยรักษาได้ เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าเธอมีความรู้ด้านการแพทย์
ต่อให้เธอบอกไปก็คงไม่มีใครเชื่อ และฉินเจิงอาจจะไล่เธอออกไปและไม่ให้เธอกลับมาอีกเลย
โจวเซี่ยฝังเข็มทั่วร่างกายซีกหนึ่งของผู้เฒ่าฉิน โชคดีที่เขาใส่เพียงกางเกงใน มีพลาสติกปูรองด้านล่างและมีกระดาษชำระรองที่ก้น หมอไม่รังเกียจคนไข้ และแน่นอนว่าโจวเซี่ยก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการแต่งกายของผู้เฒ่าฉินในตอนนี้ กลับรู้สึกว่าสะดวกขึ้นมากด้วยซ้ำ
ไม่อย่างนั้นแม้จะเป็นคนแก่ที่เป็นอัมพาต แต่การช่วยถอดเสื้อผ้าก็ยังลำบากมาก และจะทำให้เวลาที่จำกัดยิ่งบีบคั้นเข้าไปอีก
ด้วยจิตใจที่เมตตาของหมอ เธอเพียงต้องการรักษาผู้เฒ่าฉินให้หายโดยเร็ว เพื่อลดภาระทางใจของฉินเจิง แม้ผู้ชายคนนั้นจะดูเย็นชา แต่เขาก็เป็นคนดีจริง ๆ และคนดีควรได้รับสิ่งตอบแทนที่ดี
ถ้าเธอไม่ได้มาก็แล้วไป แต่ในเมื่อมาแล้ว เธอต้องช่วยพ่อลูกคู่นี้ เพื่อที่เธอจะได้เป็นคนดีด้วย
ตามปกติ ควรฝังเข็มครึ่งชั่วโมง หรืออย่างน้อยสิบห้านาที แต่พอถึงนาทีที่ยี่สิบ โจวเซี่ยก็ได้ยินเสียงคนเดินมา เธอจึงรีบถอนเข็มออกอย่างรวดเร็วแล้วเก็บเข้ามิติ
หลังจากช่วยห่มผ้าให้ผู้เฒ่าฉินเรียบร้อยและสวมรองเท้า โจวเหล่าต้าและโจวหลินก็เดินเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นโจวเซี่ย โจวหลินก็ชะงักไป "เซี่ยเซี่ยก็อยู่ที่นี่เหรอ?"
โจวเซี่ยยิ้ม "ค่ะ! พอดีทุกคนไม่อยู่ ฉันเลยอยู่ช่วยดูแลลุงฉินสักหน่อยค่ะ"
โจวหลินมองเธอด้วยความเอ็นดู "เด็กคนนี้ช่างมีน้ำใจจริง ๆ "
หญิงสาวก้มหน้าด้วยความเขินอาย ผู้คนในหมู่บ้านนี้ดีกับพวกเธอพี่น้องมาก ทุกคนต่างเห็นใจและพูดจาด้วยอย่างอ่อนโยน
ทว่า ตอนนี้เธอไม่ต้องการให้ใครมาสงสาร เธอจะนำพาน้อง ๆ เดินบนเส้นทางของตัวเองและสร้างอนาคตให้ได้
"คุณลุงคะ ลุงฉินป่วย ห้องเล็กหลังนี้คงไม่พอให้อยู่อาศัย คุณลุงพอจะ...”
โจวเหล่าต้ารับคำพูดต่อ "ลุงของลูกคิดไว้แล้วละ เขาเป็นคนใจดีมาก เดี๋ยวพ่อจะไปหาคนมาทำเตียงเตาให้ ลูกกลับบ้านไปเถอะ! เที่ยงนี้ทำกับข้าวสักสองสามอย่าง เดี๋ยวให้ลุงของลูกไปกินข้าวที่บ้านเราด้วย"
ทันใดนั้นโจวเซี่ยก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกจากด้านหลัง เมื่อเธอหันกลับไป ก็เห็นเหยาเฉิงเข็นฉินเจิงมาถึงประตูพอดี สีหน้าที่เฉยชาให้ความรู้สึกราวกับเป็นบุคคลที่ไม่ควรเข้าใกล้
เมื่อเห็นคนมากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่ามีเด็กสาวอย่างโจวเซี่ยอยู่ด้วย ฉินเจิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานก็กลับมาเย็นชาตามปกติ
เขาพยักหน้าเล็กน้อยให้โจวหลินและโจวเหล่าต้า "รบกวนพวกคุณด้วยครับ"
โจวเซี่ยเพียงแค่มองเขาแวบหนึ่งแล้วก้มหน้าลง ไม่ได้พูดหรือทักทาย แม้ผู้ชายคนนี้จะหล่อเหลามาก แต่เธอก็แค่ชื่นชมในความงามเท่านั้น หากจะให้มีความคิดอื่นละก็ ขอผ่านดีกว่า
คนคนนี้เย็นชาเกินไป กลิ่นอายรอบตัวแทบจะแช่แข็งคนได้ ชีวิตเธอก็เจอเรื่องเย็นชามามากพอแล้ว เธอต้องหาเด็กหนุ่มที่สดใสและอบอุ่น เพื่อที่จะทำให้เธอมีความสุขในทุก ๆ วัน
ไม่อย่างนั้น เธอขอไม่หาดีกว่า
ดังนั้น สำหรับหนุ่มหล่อที่มั่นใจในตัวเองสูงแบบนี้ เธอไม่กล้าล่วงเกินหรอก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเด็กสาวที่สามารถปราบเขาได้เถอะ!
เธอไม่มีอารมณ์จะไปปราบหมาป่าตัวนี้หรอก เอาเวลาไปคิดว่าจะสร้างฐานะให้ร่ำรวยและมั่นคงได้อย่างไรดีกว่า จากประสบการณ์หลายปีของเธอ พึ่งใครก็ไม่เท่าพึ่งตัวเอง
โจวเซี่ยไม่ได้พูดอะไรสักคำ แล้วหันหลังเดินจากไปทันที
ฉินเจิงก็ไม่ได้พูดอะไร แต่เหยาเฉิงกลับรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง “แปลกจัง? เด็กสาวในชนบทคนหนึ่ง เอาความหยิ่งยโสแบบนี้มาจากไหนกันนะ?”
ฉินเจิงหันมามองเขาแวบหนึ่ง เหยาเฉิงก็รีบหุบปากทันที เขาแค่สงสัยมาก เพราะจากประสบการณ์ของเขา ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน ขอแค่เป็นคนที่เคยเห็นพี่เจิง ก็ไม่มีใครที่ไม่หวั่นไหว บางคนถึงกับหาเหตุผลสารพัดเพื่อเข้ามาถลาใส่ตรง ๆ ด้วยซ้ำ
แต่เด็กสาวในชนบทคนนี้ นอกจากจะหน้าตาไม่สวยแล้ว ยังทำท่าทางไม่สนใจพวกเขาอีก ทำให้รู้สึกอึดอัดแน่นอกอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็หาเหตุผลมาโกรธใส่ไม่ได้เลย