ตอนที่ 44 งานวิจัยและระบาดวิทยาของสภาวะอารมณ์
หลังทานอาหารเสร็จนายเอิร์ธก็กลับหอพักของเขา ในขณะที่ฉันเหลือบมองไปที่นาฬิกา และเห็นว่าตอนนี้เวลาเกือบจะตีหนึ่งแล้ว ฉันปิดไฟในห้องและเปิดโคมไฟหัวเตียงทิ้งไว้จากนั้นจึงทำกิจวัตรของคนทั่วไป เปิดบราวเซอร์ไถ facebook
เมื่อฉัน log in เข้าไปในระบบ ฉันพบว่ามีการแจ้งเตือนใหม่ที่กล่องข้อความ ฉันสัมผัสไปที่กล่องข้อความและเห็นว่าการแจ้งเตือนนั้นเป็นการแจ้งเตือนข้อความของพี่ลายเมฆซึ่งฉันทักไปถามแกก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องน้องสาวของเติม
[ก็ถ้าเธอช่วยไม่ได้ตอนนี้ก็คงไม่มีใครช่วยได้หรอก..] นั่นคือข้อความที่ส่งจากพี่ลายเมฆ
ฉันช่วยได้?? ฉันไม่รู้จริงๆว่าพี่แกพูดถึงอะไร ฉันไม่เข้าใจข้อความที่พี่แกส่งมาโดยสิ้นเชิง ดังนั้นคำตอบกลับเดียวที่ฉันพอจะทำได้คือ ถามพี่แกอีกครั้ง
[ทำไมมันฟังดูเหมือนต้องเป็นฉันถึงจะช่วยได้เลยคะ ฉันช่วยได้จริงๆเหรอ] หลังจากพิมพ์ข้อความกลับไป ฉันเหลือบมองที่โปรไฟล์ของพี่ลายเมฆที่เป็นรูปของตัวการ์ตูนเด็กผู้หญิงน่ารักและพบว่าแกออนไลน์ล่าสุด 40 นาทีที่แล้ว ฉันจึงปิดกล่องข้อความ เข้าไปที่เช็คการแจ้งเตือนและกดคำสั่งทำ ‘เครื่องหมายทั้งหมดว่าอ่านแล้ว’ ก่อนที่จะออกจากระบบ อย่างไรก็ตาม เมื่อฉันออกจากระบบ ฉันพบว่ามีหนึ่งการแจ้งเตือนปรากฎขึ้นที่โปรไฟล์ในหน้า log in
“หืมม…”
ฉันกด log in เข้าไปอีกครั้งและพบว่าการแจ้งเตือนนั้นมาจากกล่องข้อความและพี่ลายเมฆกำลังออนไลน์อยู่ในขณะนี้และการแจ้งเตือนดังกล่าวก็มาจากการตอบกลับของพี่ลายเมฆ
[ทดสอบความรู้กันหน่อยละกัน ยังไงโลกก็อยู่ในช่วงเวลาแบบนี้แล้วด้วย เธอคิดว่าโรคติดต่อที่ติดกันได้ง่ายและอันตรายมีอะไรบ้าง ลองลิสต์รายชื่อมา.. ]
แน่นอนว่าถ้าถามเรื่องความรู้ของฉัน มันก็แทบจะไม่มีอะไรให้พูดถึง อย่างแรกๆคือไอ้โรคติดต่อ กับ โรคระบาดนี่เป็นอันเดียวกันหรือเปล่า?
ในความคิดของฉันโรคระบาดคือโรคที่แพร่ระบาดในวงกว้าง ไม่จำเป็นต้องมีการติดต่อจากคนสู่คน แต่โรคติดต่อคือโรคที่สามารถติดจากคนสู่คนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมและไม่จำเป็นต้องแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ฉันไม่แน่ใจว่าความคิดนี้ของฉันถูกหรือผิดอย่างไร แต่หากอ้างอิงจากแนวคิดนี้ โรคที่ฉันรู้จักที่นับว่าเป็นโรคติดต่อก็หายไปฮวบเลย
ฉันไม่แน่ใจความหมายของการติดได้ง่าย การติดง่ายนี่คือหลีกเลี่ยงได้ยากหรือโอกาสติดเชื้อสูงหากเลี่ยงไม่ได้กันแน่ เพราะฉันไม่เข้าใจฉันคิดว่าการยำสองแนวคิดนี้รวมกัน ดังนั้น ก็คงเหลือพวกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์, โควิด-19, ฉันไม่แน่ใจว่ากาฬโรครวมอยู่ในหมวดโรคติดต่อหรือเปล่าดังนั้นฉันจะตอบเท่าที่ฉันคิดออกโดยที่ไม่รวมกาฬโรค
[ก็โควิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ ไวรัสตับอักเสบ แล้วก็ซอมบี้] ฉันพิมพ์โรคที่ฉันพอจะนึกออกลงไปเพื่อตอบพี่ลายเมฆ
[อืมม ไม่มีกาฬโรครวมอยู่ด้วยแฮะ]
[หนูไม่มั่นใจว่ามันเป็นโรคติดต่อหรือโรคระบาดก็เลยข้ามไปค่ะ]
[โรคระบาดกับโรคติดต่อมันก็อันเดียวกันนั่นแหละ ก็ถ้าตามนิยามล่ะนะ ยังไงก็ตามพี่ไม่ได้จะเจาะจงเรื่องนั้น]
[อ่อ..] ฉันแค่คิดมากไปเอง.. แต่แล้วไงฉัน.. ไม่ได้มีจุดแข็งเรื่องความรู้อยู่แล้ว ค่อนข้างเป็นจุดอ่อนด้วยซ้ำดังนั้นฉันไม่ได้รู้สึกอะไรมานอกจากเรื่องที่รู้สึกว่าฉันก็โง่เหมือนเดิม
[โรคติดต่อที่เธอพูดถึงทั้งหมดต่างก็หลีกเลี่ยงและป้องกันได้ทั้งนั้น เราสามารถสวมแมสตลอดเวลาและล้างมือเพื่อฆ่าเชื้อโรคโควิด เราสามารถหลีกเลี่ยงการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการทานอาหารร่วมกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธุ์ แม้แต่โรคทางพันธุกรรมที่ไม่นับเป็นโรคติดต่อตามนิยาม แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้แต่มันก็ไม่ได้แพร่กระจายง่ายขนาดนั้น]
[แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่พี่เรียกมันว่าโรคเพราะมันสามารถสร้างความเจ็บปวดให้ผู้คนได้แถมยังติดต่อกันง่ายมากอีกด้วย… สิ่งนั้นคือ.. อารมณ์]
[แค่เห็นก็เป็นได้สุขและเศร้า.. แค่ได้ยินก็สามารถทำให้โหยหาหรือหวาดกลัว..]
พอถึงจุดนี้ฉันพอจะเดาได้แล้วว่าปัญหาของน้องสาวเติมกับเขาอยู่ที่ตรงไหน.. ฉันไม่ได้โง่พอที่จะเดาไม่ได้
[นั่นหมายความว่าที่น้องของเติมไม่ยิ้มเป็นเพราะเธอติดความรู้สึกจากคนอื่นเหรอคะ]
[ใช่.. เจาะจงกว่านั้น ก็โดยเฉพาะจากพี่ชายของเธอเอง ถ้าหมอนั่นยังคงส่งความรู้สึกสลด เศร้าสร้อยเมื่อเห็นเธอ ก็ไม่มีทางที่เธอจะยิ้มได้ต่อหน้าเขา]
ฉันเข้าใจหลายๆอย่างในตอนนี้ และฉันก็เข้าใจเติมเช่นกัน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เติมจะไม่ทำหน้าแบบนั้นต่อหน้าเธอ ความผิดพลาดของเขาและผลกระทบที่มันส่งถึงเธอ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่รู้สึกผิด และมันยากที่จะทำหน้ามีความสุขเมื่อเห็นน้องสาวตัวเองเป็นเช่นนั้นเพราะความผิดพลาดของตัวเอง
และที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือความรู้สึกผิดของเขากลับเป็นหมุดที่ตอกให้อาการของน้องสาวของเขาแย่ลง ในขณะที่เขาไม่สามารถลบความรู้สึกนี้ออกไปจากใจได้
[แล้วมันเกี่ยวกับที่หนูช่วยเขาได้ยังไงคะ]
บอกตามตรงแม้ว่าฉันจะเข้าใจเหตุผลของอาการน้องแพรทั้งหมดแล้ว แต่ฉันก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าฉันจะช่วยเขาได้ยังไงแถมพี่ลายเมฆยังบอกราวกับว่ามีแค่ฉันเท่านั้นที่ช่วยได้
[เธอคิดว่าถ้าเธอเข้าไปเธอจะไม่สงสารเด็กคนนั้นจนส่งอารมณ์ด้านลบออกไปได้รึเปล่า] พี่ลายเมฆตอบคำถามฉันด้วยคำถามแทน
[ไม่มีทางค่ะ หนูต้องสงสารเธอจนแสดงออกทางสีหน้าแน่นอน] แทบจะไม่ต้องคิดเลยกับคำตอบของคำถามนี้
[แล้วเหตุผลที่พี่, หมอกาน, น้องพริม สามารถเข้าหาเธอได้ล่ะ] อีกหนึ่งคำถามถูกโยนมาที่ฉัน
[สำหรับพี่หนูพอเดาได้.. แต่พี่หมอกานกับน้องพริมหนูไม่รู้จริงๆ]
สำหรับพี่ลายเมฆฉันพอจะเดาได้ คงเกี่ยวกับเรื่องที่พี่แกรักเด็กและชอบคนที่มีความคิดแบบเด็กๆ ฉันเองก็ชอบเพราะเด็กไม่ตัดสินฉันและมีความคิดที่อ่านง่าย ฉันสามารถนั่งคุยกับคนออทิสติกได้ทั้งวันดังนั้น สิ่งนี้คงสามารถพอเทียบกันได้ เพราะฉันชอบเด็กฉันจึงอดสงสารไม่ได้ แต่สำหรับพี่ลายเมฆคงต่างออกไป
[เหตุผลที่พี่สามารถทำให้น้องแพรยิ้มได้นั่นเป็นเพราะว่าพอเธอมีอาการทางสติ เธอก็ไม่ต่างจากเด็กที่ต้องได้รับการดูแลและพี่ชอบเลี้ยงเด็ก ความสงสารหรืออะไรทำนองนั้นจึงไม่ได้แสดงออกมา] คำตอบของพี่ลายเมฆไม่ได้ต่างจากที่ฉันคาดเดาไว้เท่าใดนัก
[สำหรับน้องพริมเธอเป็นเด็กหญิงบริสุทธิ์ที่มีความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น เธอไม่มองสถานะของอีกฝ่าย ก็เหมือนกับสถานะทางบ้านของเด็กๆ อาการทางจิตเป็นอะไรที่ดูห่างไกลมากสำหรับเด็กๆ พวกเขานึกถึงเจ้าชายเจ้าหญิงหรือเพื่อนในจินตนาการด้วยซ้ำ เธอไม่ได้มองว่าน้องแพรเป็นคนน่าสงสารหรือป่วยทางจิต แต่เป็นเพื่อนใหม่ที่จะเล่นด้วยกันและสนุกไปด้วยกัน ]
ฉันค่อนข้างเห็นด้วยกับพี่ลายเมฆ มุมมองของเด็กในการเล่นกับเพื่อนๆ เป็นเช่นนั้น สมัยเด็กลูกสาวของป้าข้างบ้านที่รวยมากก็ไม่ได้สนว่าบ้านฉันจะจนมากและเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน ก็จนกระทั่งพวกเราโตพอที่จะรู้ว่าความจนมันแย่ขนาดไหน เราเริ่มทำกิจกรรมเดียวกันไม่ได้เพราะฐานะทางการเงินของฉันไม่พอให้ทำเช่นนั้น.. นั่งร้านกาแฟแพงๆ ไปโรงหนังหลังเลิกเรียน หลักๆก็เรื่องพวกนั้นที่ทำให้เราเริ่มห่างเหินจนในที่สุดเราก็กลายเป็นแค่คนรู้จัก
[ที่น่าสนใจคือน้องกานต่างหากเธอลองเดาดูไหมล่ะว่าหมอกานทำได้ยังไง]
ฉันรวบรวมมันทั่วร่างไปที่สมองเพื่อคิดอยู่สักพักก่อนพิมพ์ตอบ [เพราะเป็นหมอเลยเจอเรื่องพวกนี้มาเยอะจนรู้วิธีดีๆสำหรับรับมือหรือเปล่าคะ]
[สำหรับหมอคนอื่นก็อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ แต่น้องกานไม่ได้เจอเรื่องประเภทนั้นมากเท่าไหร่หรอก เธอเป็นหมอที่รักษาคนไข้แบบนั้นแค่ปีเดียวเท่านั้น เพื่อให้สามารถเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางได้ หลังจากนั้นเธอก็ไปเรียนต่อเฉพาะทางสาขาจักษุ การทำอะไรกับดวงตาของผู้คนมักจะรู้สึกสยองมากกว่าสงสาร ดังนั้นเธอไม่มีประสบการณ์รับมือกับผู้คนที่น่าสงสารมากขนาดนั้น]
ฉันไม่รู้มากเกี่ยวกับการทำงานของหมอและการเรียนหมอจึงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้.. อันที่จริง คนส่วนใหญ่ไม่รู้เกี่ยวกับการทำงานของหมอ มากสุดที่พวกเรารู้ก็คือหน้าที่ของหมอต่อคนไข้ ระบบหรือโครงสร้างอะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่คนส่วนมากไม่เข้าใจ
อีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจหรือไม่พยายามเข้าใจคือ.. อาชีพหมอยังคงเป็นอาชีพที่ขาดแคลน หมอโรงพยารัฐส่วนใหญ่ทำงานเทียบเป็นชั่วโมงต่อวันแทบจะสูงที่สุดในทุกๆสาขาอาชีพ คนส่วนใหญ่หวังให้หมอทำให้ดีที่สุดในภาวะเช่นนั้น ภาวะที่บางครั้งหมอทำงานกว่า 30 ชั่วโมงติดต่อกัน
[ที่น้องกานทำแบบนั้นได้หลักๆก็เพราะมีความรู้สึกอื่นที่รุนแรงกว่าความสงสาร อารมณ์ที่กลบความสงสารจนความสงสารหรือเศร้าไม่ถูกแสดงออกมาต่อหน้าน้องแพร.. เธอน่าจะพอเดาได้ว่าฉันพูดถึงอะไร]
ความรู้สึกอื่น??… เมื่อนึกถึงพี่หมอฉันรู้จักความรู้สึกที่พอจะเรียกว่ารุนแรงได้เพียงความรู้สึกเดียว ‘ความรัก’
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าพี่ลายเมฆจะมองว่าเติมและฉันจะลงเอยกันและเติมจะมีความรู้สึกอื่นที่รุนแรงกว่าความสงสารเหมือนกับพี่หมอ
[หนูพึ่งสารภาพว่าชอบเติมไปและถูกปฎิเสธ.. ]
[ก็คงงั้น.. เวลาอ่อนแอคนเราก็กลัวไปซะทุกอย่าง ]