ณ จวนแห่งหนึ่งภายในเมืองหลวงแคว้นฉู่
" ท่านพี่ มีข่าวของชิงเอ๋อบ้างหรือไม่เ้าคะ "
เสียงของ จางลี่เหม่ย ฮูหยินเอกเอ่ยถามสามีด้วยความโศกเศร้า ที่ลูกชายคนเล็กของนางที่โดนลอบทำร้ายเเละหายเข้าไปในป่าทมิฬ จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครพบเจอเลย แม้ว่าจะส่ง องครักษ์เงาไปตามหาตลอดก็ไม่พบแม้แต่เงาของลูกชายคนเล็กของตนเลย จนตอนนี้ข่าวการหายตัวไปของคุณชายเกอ ตระกูลจางได้เเพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว
"ลู่เอ๋อ เทียนเอ๋อ พวกเ้าสองคนเล่าเจอน้องบ้างหรือไม่"
เมื่อเห็นสามีนางยังไม่ตอบถึงหันไปถามลูกชายทั้งสองของนาง
"ยังไม่เจอเลยขอรับท่านเเม่ "
จางเย่ลู่ ลูกชายคนโตตอบมารดาของตน
"ท่านไม่ต้องห่วงนะขอรับท่านเเม่ พวกข้าสัญญาว่าจะต้องพาน้องกลับมาอย่างปล่อยภัยขอรับ ท่านแม่อย่าได้กังวลมากเกินไปเลยนะขอรับ เดียวอาการป่วยท่านจะทรุดลงไปอีก"
จางเย่เทียน เอ่ยกับมารดาของตน
"ถ้าน้องข้าเป็อะไรไปข้าไม่เอาพวกมันไว้แน่"
จางเย่ลู่ กล่าวออกมาด้วยความเคียดเเค้น ั้แ่วันที่เขาได้รู้เื่ที่ฮูหยินรองทำ ทำให้เขาได้พยามสืบหาหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาจัดการกับฮูหยินรอง แต่เขาก็ไม่สามารถหาหลักฐานใดมาได้ เหมือนกับว่า เื่ต่างๆ ที่นางเคยทำหายไปอย่างไร้เบาะเเส นี้อาจเป็เพราะตระกูลเฟยก็เป็ได้
ฮูหยินรอง จางจิวเหริน นั้นเมื่อก่อนก็คือ เฟยจิวเหริน ลูกสาวคนรองของตระกูลเฟย ซึ่งตระกูลเฟย เป็1ใน5ตระกูลใหญ่ของแคว้นฉู่ เหมือนกันกับตระกูลจางที่ท่านพ่อต้องรับนางมาเป็ฮูหยินรองนั้นเพราะมีเหตุจำเป็บางอย่าง
"เื่ของตระกูลเฟย และรองฮูหยิน พ่อกำลังตามสืบอยู่อีกไม่นานคงได้ความอะไรบ้าง พวกเ้าอย่าได้กังวลไปเลย"
จางหย่งป๋อ ประมุขของตระกูลจางเอ่ยกับลูกชายทั้งสองและฮูหยินเอกของตน เขาเองก็กังวลกับเื่ของลูกชายคนเล็กของเขาเหมือนกัน พร้อมทั้งรู้สึกผิดที่เขาได้รับเอาอสรพิษเข้ามาไว้ในบ้านจนกระทั้งมันมาเเว้งกัดลูกของเขาเอง
เขายอมรับว่าโกรธเป็อย่างมากเมือได้ยินสิ่งที่ลูกชายทั้งสองคนของเขาเล่าให้ฟัง แต่เขายังไม่สามารถทำอะไรได้มนตอนนี้เพราะไม่มีหลักฐาน และเกรงใจตระกูลเฟยแต่เขาเองก็ไม่ได้กลัวตระกูลเฟยแต่อย่างใด ถ้าตระกูลเฟยกล้าเเตะต้องลูกชายของเขา เขานี้ล่ะจะจัดการกับตระกูลเฟยเอง
"ขอรับท่านพ่อ"
ในขณะที่ทั้งสี่คนกำลังคุยกันอยู่นั้น พ่อบ้านจางก็ได้เข้ามารายงานว่าฮูหยินรองกับบุตรสาว มาขอเข้าพบ
"หึ ยังจะมีหน้ามาอีกรึ "
จางลี่เหม่ยพูดอย่างเคียดเเค้น
" ใจเย็นก่อนขอรับท่านเเม่ ให้พวกนางเข้ามาก่อนขอรับ ข้าอยากรู้ว่าพวกนางจะมาทำไม "
จางเย่ลู่ เอ่ยขึ้น
" หึ ก็ได้ แม่จะเชื่อเ้า "
" ให้นางเข้ามา "
ประมุขตระกูลจาง ออกคำสั่งกับท่านพ่อบ้าน
"คาระวะเ้าคะท่านพี่ ท่านพี่หญิง"
ฮูหยินรองพูดขึ้นก่อนที่ลูกสาวของนางทั้งสองคนจะพูดตาม
"คารวะเ้าคะท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง"
"พวกเ้าตามสบายเถอะ"
จางหย่งป๋อพูดขึ้น
"ขอบคุณเ้าคะ "
เมื่อนั่งลง ฮูหยินรองจึงเอ่ยปากถามออกไป และเเสร้งเป็ตีหน้าเศร้าทันที
"กำลังคุยเื่อะไรกันอยู่รึเ้าคะพี่หญิง ทำไมถึงได้ทำหน้าเศร้าเช่นนั้น แล้วเื่ของชิงเอ๋อเป็อย่างไรกันบ้างแล้วเ้าคะ หาตัวพบหรือยังเ้าค่ะท่านพี่ น้องและลูกละเป็ห่วงชิงเอ่อจริงๆ เลยเ้าค่ะ"
นางถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย ประมาณว่าเป็ห่วงเสียเต็มประดา หากแต่ว่าภายในใจนั้น กลับรู้สึกสะใจเป็อย่างมากที่ได้เห็นใบหน้าของจางลี่เหม่ย ฮูหยินเอกนั้นตอบซูบเพราะตรอมใจเื่ลูกชายคนเล็กที่หายตัวไป
ตายๆ ไปซะได้ก็ดีทั้งแม่ทั้งลูก
นี้คือความคิดของฮูหยินรอง
จางลี่เหม่ยนางไม่ตอบคำถามของฮูหยินรองด้วยว่ากำลังควบคุมตัวเองไม่ให้โกรธ ทั้งที่นางนั้นอยากจะลงขึ้นไปตบหน้านางอสรพิษตัวนี้ตั้งเเต่ที่เห็นหน้านางเดินเข้ามาในห้องเเล้ว ด้วยว่านางรู้มาจากลูกชายทั้งสองว่า นางอสรพิษนี้คือคนที่จ้างนักฆ่า ไปฆ่าลูกของนาง
ในขณะที่ จะได้มีใครเอ่ยตอบคำถามของฮูหยินรองนั้น ก็มีเสียงดังมาจากทางด้านหน้าประตูจวนว่า
"ท่านพ่อ ท่านเเม่ พี่ใหญ่ พี่รอง ข้ากลับมาเเล้วขอรับ"
ทำให้คนในจวนใเป็อย่างมาก ทุกคนจำเสียงนั้นได้นั้นเป็เสียงของคนที่เขากำลังตามหา
"ชิงเอ๋อ!"
ทั้งสี่คนร้องขึ้นพร้อมกัน ก่อนพากันวิ่งออกมาทางหน้าจวนด้วยความรวดเร็ว ยกเว้นอีกสามคนที่นั่งอยู่ในนั้น
"ทำไมมันยังไม่ตาย "
ฮูหยินรองกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ
"ใช่เ้าค่ะท่านแม่ ทำไมมันยังไม่ตาย"
หลานหลิง เอ่ยออกมาเช่นกัน
"เราออกไปดูกันเถอะเ้าคะ"
หลานฮวาบอกแม่กับน้องสาว
ตัดมาทางหน้าจวน ทั้งสี่คนที่วิ่งออกมาถึงหน้าจวนก็เจอกับ บุรุษรูปร่างบาง ใบหน้างดงาม ผิวขาวบริสุทธิ์ยืนอยู่หน้าจวน ทั้งสี่คนทำหน้างุนงงเพราะไม่รู้จักคนที่อยู่ตรงหน้า แต่สายตาของทั้งสี่คนก็ได้สอดส่ายหาเ้าของเสียงที่พวกเขาได้ยินแต่ก็ไม่เจอ พอเห็นเป็เช่นนั้น จางลี่เหม่ยนางจึงทรุดลงได้ร้องให้ออกมาทันที
"ชิงเอ๋อ ฮือ ์ เหตุใดถึงทำให้ข้าได้ยินเสียงชิงเอ๋อเเล้วแต่เหตุใดไม่ทำให้ข้าได้เจอชิงเอ๋อของข้าบ้าง ฮือ"
"ฮูหยิน / ท่านแม่!"
ประมุขจางและลูกชายทั้งสองต่างวิ่งเข้ามาหา ฮูหยินและท่านเเม่ของตน จางเย่ชิงที่เห็นแบบนั้นจึงวิ่งเข้าไปหาด้วยเช่นกัน
"ท่านเเม่ ท่านพี่ ท่านพ่อข้า กลับมาเเล้วทำไมถึงทำเหมือนไม่รู้จักข้ากัน ท่านแม่ ข้าจางเย่ชิง ไงขอรับ ชิงเอ๋อของท่านแม่ไงขอรับ"
จางเย่ชิงรีบบอก มารดา ท่านพี่ และท่าพ่อของตน
"เ้าคือชิงเอ๋องั้นรึ"
จางฮูหยินเงยหน้าถาม
"ใช่ขอรับ เป็ข้าเอง ท่านแม่ลองดูดีๆ สิขอรับ"
เมื่อทั้งสี่คนเมื่อได้เห็นใบหน้าของคนตรงหน้า ก็ตกตะลึงทันที
"จะ เ้า ชิงเอ๋อ จริงๆ รึ เหตุใดเ้าถึงได้"
จางลี่เหม่ยพูดออกมาอย่าติดๆ ขัดๆ ด้วยความตกตะลึงเเละความดีใจ ซึ่งอีกสามคนก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่ทั้งสี่จะได้ดึงเย่ชิงเข้าไปกอดด้วยความดีใจ จนลืมไปว่านี้มันยังอยู่หน้าจวน จนกระทั้งจางหย่งป๋อผู้เป็ประมุขของตระกูลจะเป็คนเเรกที่ได้สติ จึงบอกกับทุกคนว่า
"อะแฮ่ม ข้าว่าเราเข้าไปคุยกันด้านในกันดีกว่า ชิงเอ๋อของเราก็กลับมาอย่างปลอดภัยเเล้ว"
"ขอรับ /เ้าคะ "
ทั้งหมดรับคำอย่างเขินอายก่อนที่จะพากันเข้าข้างในจวนทั้งหมด
ทางฝั่งของชาวบ้านที่อยู่บริเวณ ต่างก็ยังตกตะลึงในความงามของเย่ชิงอยู่
"นั้นมันคุณชายน้อยขยะ จางเย่ชิง จริงๆ รึ เขายังไม่ตายรึนี้แถมกลับแล้วมายังงด งดงามมากอีกด้วย ข้าขอถอนคำพูดที่ข้าเคยว่าเขาหน้าตาอัปลักษณ์ "
"เ้าพูดอะไรของเ้าถ้านี้เรียกว่า อัปลักษณ์ แล้วอย่างสตรีเช่นข้าเรียกว่าอะไรกัน"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าชาวบ้านดังขึ้นมาไม่ขาดสาย และเเล้วข่าวลือ เื่ของคุณชายสามตระกูลจาง ก็กล่าวเป็ข่าวดังไปทั่วเเคว้นทันที ว่าคุณชายสาม ตระกูลจาง จางเย่ชิง ที่ได้หายตัวไปในป่าเทวะทมิฬ ได้รอดกลับมาเเล้ว และยังมีหน้าตาที่งดงามจนหญิงงามอันดับหนึ่งใน เเค้วนนี้เทียบไม่ติด
ถ้าจางเย่ชิงได้ยินข่าวลือนี้ คงจะพูดว่า หน้าตาข้าแค่นี้บอกว่างามที่สุดในแคว้น ถ้าพวกเ้าได้เจอกับท่านเซียน พวกเ้าจะพูดว่าอย่างไร
ในทางของฮูหยินรองและลูกสาวที่เเอบดูอยู่ ก็ยังใกับการเปลี่ยนแปลงไปของหน้าตาของเย่ชิง และเป็ที่แน่ชัดแล้วว่า เย่ชิง มันยังมีชีวิตอยู่ แถมมันยังงดงามขึ้นด้วยซ้ำ ยิ่งเพิ่มความโกรธ เกลียด ในใจของทั้งสามมากขึ้นไปอีก
"มันยังไม่ตายจริงด้วยเ้าค่ะท่านแม่"
หลานฮวาพูดขึ้น
"ท่านแม่ข้าไม่ยอมนะเ้าคะ มันจะงดงามกว่าข้าไม่ได้นะเ้าคะ ข้าไม่ยอม แค่มันเมื่อก่อน ท่านพี่ทั้งสองคนก็หลงมันหัวปักหัวปำแล้วนี้มันยังดงามขึ้นมากว่าเเต่ก่อนอีกท่านพี่ทั้งสองคนคงจะรักมันมากว่าข้าแน่เ้าค่ะ"
หลานหลิงเอ่ยขึ้นอย่างริษยา
"ใจเย็นๆ ก่อนลูกตอนนี้มันอาจดวงดีรอดมาได้ แต่คราวหน้าแม่สัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้มันรอดไปได้เเน่"
ฮูหยินรองเอ่ยบอกกับลูกๆ ของตน
"แต่ตอนนี้แม่ว่าเราเข้าไปข้างในกันดีกว่า แม่อยากรู้ว่ามันรอดตายออกมาได้ยัง รึว่ามีคนคอยช่วยเหลือมันไว้ "
"เ้าค่ะท่านเเม่"
สองพูดขึ้นพร้อมกัน
ว่าแล้วสามเเม่ลูกก็จึงพากันรีบเดินเข้าไปในจวนทันที
ตัดมาที่ห้องโถงจวนตระกูลจาง
เมื่อทั้ง 5 คนเดินเข้ามานั้งในห้องโถงเรียบร้อยเเล้วก็มีฮูหยินรอง และ ลูกสาวเดินเข้ามา พอมาถึงฮูหยินรองจึงแสร้งร้องถามเย่ชิงออกไปด้วยสีหน้าใระคนดีใจว่า
" ชิงเอ๋อของน้า ชิงเอ๋อของน้าจริงๆ ด้วย น้าดีใจยิ่งนักที่เ้ารอดกลับมาได้ เ้ารู้หรือไม่ว่าตอนที่น้าได้ยินข่าวว่าเ้าโดนทำร้ายแล้วหายตัวไป น้ากับลูกเป็ห่วงเ้าจนไม่เป็อันทำอะไรเลย ตอนนี้เ้าไม่เป็อะไรแล้วใช่หรือไม่ "
ฮูหยินรองพูดอย่างกับว่าดีใจเสียเต็มประดาที่เห็นเย่ชิงนั้นรอดกลับมาได้ แต่ภายในใจนั้นมีแต่คำก่นด่าสาปเเช่งเต็มไปหมด
" ข้าไม่เป็อะไรเเล้วขอรับแม่รอง ขอบคุณแม่รองที่เป็ห่วง "
เย่ชิงพูดตอบ แล้วไม่ได้สนใจอีก ด้วยรู้อยู่ว่านั้นคือการแสดงละครของฮูหยินรอง
" ชิงเอ๋อลูกพ่อ เื่มันเป็มายังไงไหนลองเล่าให้พ่อฟังหน่อยได้หรือไม่ลูก "
จางหย่งป๋อถามลูกชายคนเล็กของตนพร้อมลูบหัว ตอนนี้เขารู้สึกดีใจและโล่งใจมากที่เห็นว่าลูกเขานั้นยังปลอดภัยดี แต่เขาก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าเื่มันเป็มายังไงกันแน่ ลูกเขารอดมาได้ยังไง หรือว่ามีใครมาช่วยลูกของเขาไว้ แล้วทำไมลูกชายคนเล็กของเขาจึงเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
" ได้ขอรับท่านพ่อที่ลูกรอดตายมาได้เพราะว่ามีท่านเซียนช่วยไว้ขอรับ "
" ท่านเซียน!"
ทุกคนร้องขึ้นพร้อมกัน
"ขอรับท่านเซียนเป็คนจัดการกลุ่มชายชุดดำนั้นทั้งหมดและยังได้รักษาข้าจนหาย จนตอนนี้ข้าสามารถปลุกพลังธาตุได้แล้วขอรับท่านพ่อท่านแม่ ข้าสามารถใช้พลังธาตุได้แล้วขอรับ "
เย่ชิง ว่าแล้วก็ปลดปล่อยพลังธาตุของตัวเองออกมาให้ทุกคนได้ดู จนอุณหภูมิในห้องนั้นลดลงเเละเกิดมีเกล็ดน้ำแข็งเกิดขึ้นอยู่เต็มห้อง
"พลังธาตุเหมันต์! "
ทุกคนอุทานออกมาพร้อมกันเสียงดัง
" แล้วตอนนี้ท่านเซียนนั้นอยู่ที่ใดหรือ "
จางหย่งป๋อถามบุตรชาย
" ตอนนี้ท่านเซียนอยู่ที่ป่าทมิฬขอรับท่านพ่อ "
เย่ชิงตอบ
"์คงเห็นใจลูกข้าแล้วเป็แน่ถึงได้ส่งท่านเซียนมาช่วยให้ลูกข้าไม่ได้เป็ขยะอีกต่อไป" จางลี่เหม่ยพูดขึ้นอย่างดีใจ
และแล้วข่าวลือเื่ที่คุณชายสามตระกูลจางที่ถูกนักฆ่ารอบทำร้ายและได้รอดตายกลับมาและยังมีหน้าตาที่งดงามขึ้นกว่าแต่ก่อนและยังสามารถปลุกพลังธาตุได้เพราะมีท่านเซียนในป่าเทวะทมิฬช่วยไว้ก็ได้กระจายไปทั่วแคว้นทันทีโดยที่เ้าตัวต้นเื่ไม่ได้รู้เื่อะไรเลย
ทางด้านของป่าทมิฬ
หลังจากที่ผมตื่นขึ้นมาในเช้าของอีกวันก่อนจะได้จัดแจงอาบน้ำแต่งตัวก่อนที่จะออกจากมิติ เพื่อเดินทางออกจากป่าเข้าไปในเมือง ไม่ลืมที่จะสวมหน้ากากก่อนที่จะออกเดินทาง
" อยากรู้จังว่าตลาดในโลกนี้มันจะเหมือนในหนังจีนโบราณกำลังภายในที่เราเคยดูหรือเปล่านะ "
ว่าแล้วก็เหาะออกไปทันที มาถึงชายป่าเขาจึงได้ลงเดินเองเพราะถ้าจะให้เหาะไปก็กลัวว่าจะสร้างความแตกตื่น
เมื่อผมเดินมาถึงประตูเมือง ก็เห็นชื่อของเมืองมีชื่อเดียวกันกับชื่อของแคว้นคือเมืองฉู่ซึ่งเป็เมืองหลวงของแคว้นฉู่ เขาจ่ายค่าเข้าเมืองเรียบร้อยแล้วจึงเดินเข้าไปทันที
ข้างในเมืองนั้นหนาแน่นไปด้วยผู้คนร้านค้าร้านขายต่างๆ มีทั้งของกินเครื่องประดับและเสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ มากมายซึ่งบรรยากาศเหมือนในหนังหรือซีรีย์กำลังภายในไม่มีผิด
" แต่มันเหมือนมีอะไรขาดไปซักอย่างนะ "
ผมคิดในใจ
ณ โรงน้ำชาจินหลิง
ณ มุมหนึ่งภายในร้าน มีร่างบางร่างหนึ่งกำลังนั่งกินสิ่งที่อยู่ในมือทั้งสองข้างอย่างเอร็ดอร่อย ร่างบางร่างนั้นแต่งกายด้วยชุดสีเขียวอ่อน รูปร่างเรียวบาง มีหน้ากากปิดบังใบหน้ามือทั้งสองข้างมีของกินถืออยู่เต็มมือทั้งสองข้าง มือข้างหนึ่งถือน่องไก่ ส่วนอีกข้างมีถังหูลู่ กำลังนั่งหลับตาพริ้มเคี้ยวเคียวอาหารอยู่เต็มปาก เหมือนกับกระต่ายน้อยกำลังเคี้ยวอาหารอยู่ก็ไม่ปาน
" อื้มมม อย่อยย งั่มๆๆๆ "
เสียงสดใสพูดพึมพำของร่างบางเมื่อได้กินของอร่อยถูกปาก โดยไม่ได้สังเกตุรอบข้างของตนเองว่ามีใครมองอยู่
บุรุษรูปร่างสูงใหญ่สมส่วน แต่งกายด้วยอาภรณ์สีขาวสวมหน้ากากสีดำครึ่งใบหน้า หน้าตาหล่อเหลา ที่จ้องมองร่างบางอยู่นานเเล้วจึง เดินเข้ามาทักร่างบางว่า
" นี้ๆ เ้าน่ะ ข้าขอนั่งด้วยได้หรือไม่ "
เสียงหนึ่งทักขึ้นด้านหลัง ผมที่กำลังแทะน่องไก่อยู่ จึงได้เอียงคอถามออกไปด้วย สีหน้านิ่งๆอย่างไม่ไว้ใจด้วยอยู่ๆก็มีคนเดินเข้ามาพูดด้วย
" หืม เ้าพูดกับข้าหรอ "
ฮึกกก นะนี้มันน่ารักเกินไปแล้วว!
คนร่างสูงคิดขึ้นมาในใจก่อนจะพูดออกมานอกใจอย่างติดๆขัดๆว่า
" ชะใช่ ข้าพูดกับเ้าข้านั่งด้วยได้หรือไม่ "
" เอาสิๆ เชิญเลยๆ "
ผมพูดขึ้นอย่างเป็กันเอง
" เ้าชื่ออะไรงั้นรึคนงาม "
ชายสวมหน้ากากถามขึ้น
" หืม เขาว่ากันว่าก่อนจะถามชื่อคนอื่น ต้องบอกชื่อตัวเองก่อนไม่ใช่หรือไงกัน"
ผมพูดขึ้นพร้อมกับใช้สายตาตรวจสอบคนตรงหน้า
" อะ เป็ข้าที่ลืมไป ข้าชื่อ เซียนเจ๋อ เ้าหละคนงาม "
ชายหนุ่มตอบออกไปพร้อมถามกลับ ความจริงเเล้วเขานั้นเป็บรรพบุรุษของสำนักเทพกระบี่ที่เป็ถึง1ใน4สำนักใหญ่และมีระดับการฝึกฝนอยู่ที่ระดับ เซียนเทวะ ซึ่งถือได้ว่าสูงสุดในทวีปแห่งนี้ก็ว่าได้ ที่ออกมาท่องเที่ยวหลีกหนีความวุ่นวายจากเื่ต่างๆ ของสำนัก สำนักเทพกระบี่นั้นตั้งอยู่ที่แคว้นฉี ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของแคว้นฉู่ จนวันนี้เขาได้เขามาที่โรงน้ำชาแห่งนี้จนได้เจอกับร่างบาง ทำให้เขารู้สึกถูกชะตาเป็อย่างมาก
" ข้าชื่อ ไป๋ชิง "
ผมตอบออกไป
" ไป๋ชิง เป็ชื่อที่เหมาะสมกับเ้าดี "
"เ้าเป็ศิษย์สำนักไหนหรอ"
เซียนเจ๋อถามขึ้นอีก
"ข้าไม่มีสำนัก "
" เ้าหละ มาจากสำนักไหน "
ผมถามกลับบาง
" ข้ามาจากสำนักเทพกระบี่ "
" แล้วเ้าเป็อะไรกับสำนักเทพกระบี่ "
ผมถามออกไปอีก
" ข้าเป็แค่ศิษย์เล็กๆ คนนึง "
" ไม่ใช่ว่าเ้าเป็ตาแก่บรรพบุรุษของสำนักเทพกระบี่ที่มีอายุจะสามพันปีอยู่แล้ว มีระดับพลังถึงระดับเซียนเทวะ แต่แอบออกมาเที่ยวเล่นหรอรึ "
ผมกรอกตาพูดขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย กับชายชรา? ตรงหน้าที่ชอบทำตัวเป็หนุ่มน้อย
ผมรู้ั้แ่ที่คนตรงหน้าเดินเข้ามาทักผมแล้ว ด้วยทักษะตรวจสอบของหอแก้ว9สมบัติ ที่ผมมี
" นะนี้เ้ารู้ได้ยังไงกัน เ้าเป็ใครกันแน่ แล้วอีกอย่างข้ายังไม่ได้แก่นะเฟ้ย เ้าไม่เห็นรึหน้าตาข้าออกจะหล่อเหลา จะเป็ตาแก่ได้ไงกัน "
เซียนเจ๋อคนที่ถูกหาว่าแก่โวยวายขึ้นมาทันที
" ชิ~ " ผมเบ้ปากให้กับคนตรงหน้าที่อยู่มานานแต่ยังไม่ยอมรับว่าตนเองแก่
" เ้าจะโวยวายทำไมกันไม่ใช่ว่าเ้าแอบออกมาไม่ใช่รึไงเดี๋ยวคนอื่นก็รู้กันพอดีว่าเ้าเป็ใคร "
" อุ้บ! เอ่อ จริงของเ้า " เซียนเจ๋อที่พึ่งรู้ตัวจึงเอามือสองข้างปิดปากด้วยความใ แล้วจึงโน้มตัวไปถามไป๋ชิงเสียเบาว่า
" เ้าเป็ใครกันแน่ ทำไมถึงมองถึงตัวตนข้าออกทั้งที่ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ไม่มีผู้ใดมองออกเลยสักคน ทั้งๆ ที่เ้าเองก็ไม่มีพลังธาตุ "
ที่เซียนเจ๋อพูดเช่นนี้เพราะเค้ามองไม่เห็นระดับการบ่มเพาะและพลังธาตุของร่างบาง นั้นก็เพราะจะว่าเขาไม่ได้มีพลังธาตุ มีแต่พลังิญญายุทธ ร่างบางจึงโน้มตัวไปกระซิบข้างๆ หูเซียนเจ๋อว่า
" ก็ข้าเก่งน่ะ ฮ่าๆๆ " ผมพูดจบก็หัวเราะออกมา
" นะนี้เ้า "
การกระทำเมื่อกี้ของร่างบางทำให้เซียนเจ๋อได้ััถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนหลงไหลจากตัวของร่างบาง บวกกับรูปร่างหน้าตาของร่างบาง แม้จะมีหน้ากากปิดบังใบหน้า แต่ก็ยังสามารถทำให้เซียนเจ๋อหน้าแดงด้วยความเขิน
ได้
" อันตรายเกินไปแล้ว "
เซียนเจ๋อคิดในใจก่อนที่จะเปลี่ยนเื่ถาม
" แล้วเ้ามาทำอะไรที่นี้ "
" เ้าไม่เห็นว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่งั้นรึ มาโรงน้ำชาจะให้ข้ามาซักผ้าหรือยังไง "
ผมตอบไปอย่างรำคาญๆ
" ข้าแค่ถาม ยังไงซะเราก็ยังเป็สหายกัน" เซียนเจ๋อพูด
" ห้ะ! ข้าไปเป็สหายเ้าตอนไหนไม่ทราบขอรับไอ้ท่านผู้าุโ " ผมถามไปอย่างยียวน
" ก็ตอนที่ข้าเข้ามาคุยกับเ้านั้นแหละเพราะข้ารู้สึถูกชะตากับเ้า ถือว่าเ้าเป็สหายข้าแล้ว ห้ามเปลี่ยนใจ แล้วก็ห้ามปฏิเสธ แต่ว่านะ ถ้าเ้าจะเรียกข้าขนาดนี้ไม่ต้องเรียกว่าผู้าุโต่อท้ายก็ได้ "
เซียนเจ๋อพูดด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
" ชิ ~ "
ผมบุ้ยปากอย่างไม่สบอารมณ์แล้วหันกลับไปแทะน่องไก่ต่อโดยไม่สนใจเซียนเจ๋อ ที่นั่งอยู่ด้วย ทางด้านของคนที่ถูกเมินอย่างเซียนเจ๋อเองก็ได้สั่งขนมที่ตนเองชอบ มากินด้วยเช่นกัน
" ว่าแต่เ้าพักอยู่ที่ไหนรึ "เมื่อนั่งไปซักพักเซียนเจ๋อจึงได้ถามขึ้น
" เื่ของข้า "
" ก็ข้าอยากรู้หนิ"
" เื่ของเ้า "
เมื่อทั้งสองกินข้าวเสร็จจึงได้จ่ายเงินแล้วออกจากโรงน้ำชาทันที และจากนนั้นผมก็ได้เดินเที่ยวชมตลาดอย่างสบายใจโดยลืมไปว่าตนมากับใครอีกคนหนึ่งด้วย
ในขณะที่ผมกำลังเลือกดูสินค้าต่างๆ อยู่นั้น ก็ได้มีสิ่งมีชีวิตสิ่งหนึ่ง? กำลังชี้มือชี้ไม้ไปทางตัวเองคล้ายอยากจะบอกอะไรบ้างอย่าง แต่ผมไม่ได้สนใจ
"เ้าไม่สนใจข้าเลยอะ" เซียนเจ๋อที่พยามเสนอตัวเอง ทนไม่ไหวจึงพูดขึ้น
" อะไรของเ้ากัน " ผมถามออกไปผมพลางคิดในใจว่านี่ข้าออกมาเดินตลาดแล้วเจอกับตัวอะไรเข้าเนี่ยต้องวุ่นวายนัก
" เ้าไม่สนใจข้า "
" คนแก่มีอะไรให้สนใจ "
"นะนี้เ้า ใครว่าข้าแก่ อายุข้าก็ไม่ได้มากมายอะไร" เซียนเจ๋อโวยวาย
"ช่างกล้าพูด " ผมพูดพลางกรอกตา
และการที่ผมได้เข้าไปเดินตลาดในเมืองวันนี้นั้นทำให้ผมได้รู้แล้วว่าสิ่งที่มันขาดไปไปคืออะไร โลกนี้นั้นยังขาดความรู้เื่อาหารการกินเป็อย่างมาก เพราะคนในโลกนี้แม้จะรู้จักการทำอาหารแต่ก็รู้จักวัตถุดิบแค่บางชนิด บางชนิดที่เป็อาหารได้เมือนกันกลับถูกมองว่าเป็ขยะบ้าง เป็วัชพืชบ้าง ไม่ได้มีการเก็บมาทำกินแต่อย่างใด
วัตถุดิบที่คนในโลกนี้รู้จัก มีแค่วัตถุดิบจำพวกเนื้อสัตว์ที่เป็สัตว์ที่เห็นกันบ่อยๆ คือ ไก่ หมู และเนื้อต่างๆ ที่ล่าได้เท่านั่น ซึ่งจะล่าได้ครั้งละมากๆ เพราะป่าที่นี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่คนที่นี้ไม่นิยมนำปลาทำอาหาร เพราะมันจับยาก และมีกลิ่นคาวกว่าสัตว์บก ยิ่งเป็สัตว์น้ำชนิดอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง คนที่นี้ไม่รู้จัก บ้างก็เรียกมันว่าตัวประหลาด
ส่วนเื่ผักผลไม้นั้น แทบจะไม่ต้องพูดถึง หลายชนิดถูกมองว่าเป็วัชพืช เพราะไม่รู้จักวิธีกิน ทำให้ผักผลไม้จึงมีขายในตลาดน้อยมาก และไอ้พวกที่มีขายในตลาดคุณพี่แกก็นำเข้ามาจากแคว้นอื่นทั้งนั้น ซึ่งผมได้ยินครั้งแรกก็คือ what! แล้วไอ้ที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ในป่าตามทางที่ผมเห็นตอนออกมาเนี้ยคืออะไร
พอตกเย็นผมจึงได้บอกลาเซียนเจ๋อกลับ ตอนเเรกเซียนเจ๋อจะตามผมมาด้วย แต่เหมือนว่าจะมีคนส่งสารอะไรบางอย่างมาให้ทำให้ร่างสูงต้องกลับไป ก่อนจากกันเซียนเจ๋อได้มอบหยกสื่อสารไว้ให้ชิ้นหนึ่ง พร้อมบอกว่าให้ติดต่อกลับไปหา และหากมีโอกาสให้ไปเยี่ยมเขาที่สำนักเทพกระบี่บ้าง ผมก็ได้แต่ตอบตกลงไปอย่างนั้น แล้วจึงไปออกเดินทางกลับเข้าไปในป่า