เช้าวันต่อมา บรรยากาศภายในแผนกการตลาดอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด มินตราเดินทางมาถึงออฟฟิศั้แ่เช้าตรู่ หญิงสาวจงใจก้มหน้าอยู่กับกองเอกสารเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือเดินผ่านห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าแผนก เธอพยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเพื่อตัดขาดตนเองออกจากความฟุ้งซ่านที่เกาะกุมหัวใจตลอดคืน ทุกครั้งที่มีเสียงประตูแผนกเปิดออก มินตราจะสะดุ้งตัวโยนและหัวใจกระตุกเฮือกด้วยความตระหนก สองมือกำเข้าหากันแน่นใต้โต๊ะเพื่อสะกดอาการสั่นเทา
นนท์เดินเข้ามาทักทายเธอด้วยรอยยิ้มจาง ๆ “อรุณสวัสดิ์ครับมินต์ วันนี้มาเช้าจังเลยนะครับ” น้ำเสียงของเด็กหนุ่มรุ่นน้องยังคงสุภาพทว่าแฝงรอยเว้นระยะห่างชัดเจน นนท์ขยับไปนั่งทำงานที่โต๊ะของตนเองโดยไม่ชวนคุยเล่นเหมือนแต่ก่อน มิตรภาพที่เคยสบายใจกลับกลายเป็ความอึดอัดเพราะสายตาจับผิดรอบข้าง มินตราสูดหายใจลึกและฝืนยิ้มตอบรับสั้น ๆ “อรุณสวัสดิ์ค่ะนนท์” ก่อนจะหันกลับมาสนใจหน้าจอ ในขณะที่แพรวยืนจิบกาแฟอยู่มุมห้องและปรายสายตามองมาด้วยรอยยิ้มเหยียดบางเบา สายตานั้นกรีดแทงจนมินตรารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ความหวาดระแวงบีบหัวใจให้หดเกร็งจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
เื้ับานประตูไม้หรูหราที่ปิดสนิท ปกป้องนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ เอกสารโครงการสำคัญวางกองอยู่ตรงหน้าทว่าเขากลับไม่มีสมาธิอ่าน ชายหนุ่มถอนหายใจยาวพลางปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตออกเพื่อระบายความอึดอัด สายตาคอยเหลือบมองลอดช่องม่านปรับแสงเฝ้ามองร่างเล็กบอบบางที่นั่งเกร็งอยู่ด้านนอก ปกป้องรู้สึกราวกับมีไฟสุมอยู่ในอก การที่มินตราขอร้องให้ "ห่างกันสักพัก" ทรมานเขาอย่างแสนสาหัส ยิ่งเห็นเธอจงใจหลบหน้าและทำตัวเหมือนคนแปลกหน้า ความหึงหวงและความ้ายิ่งพลุ่งพล่าน ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียการควบคุมทุกอย่างซึ่งเป็สิ่งที่เขาเกลียดที่สุด
เวลาผ่านไปจนเลิกงาน พนักงานเริ่มทยอยกลับบ้าน มินตรารีบเก็บกระเป๋าและปิดคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็วที่สุด หวังจะเดินออกไปให้พ้นจากออฟฟิศก่อนที่จะต้องเผชิญหน้ากับปกป้องสองต่อสอง ทว่าเสียงโทรศัพท์ภายในบนโต๊ะก็ดังขึ้นเบา ๆ หญิงสาวสะดุ้งรีบปรับสีหน้าแล้วเอื้อมมืออันสั่นเทาไปรับสาย
“คุณมินตราครับ เอาเอกสารรายงานสรุปของบ่ายวันนี้เข้ามาส่งให้ผมในห้องทำงานหน่อยครับ” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของปกป้องดังผ่านมา น้ำเสียงเป็งานเป็การทว่าแฝงกระแสกดดัน
“เอ่อ... คุณปกป้องคะ มินต์กำลังจะกลับแล้วค่ะ เอกสารส่วนนั้นส่งอีเมลไปให้เรียบร้อยแล้วนะคะ” มินตราพยายามปฏิเสธเสียงแ่
“ผม้าฉบับพิมพ์ที่เซ็นอนุมัติแล้วครับ เข้ามาเดี๋ยวนี้” ปกป้องเน้นคำพูดสั้น ๆ ก่อนจะวางสายไปทันที
มินตรากำโทรศัพท์แน่นด้วยความรู้สึกขมขื่นใจ เมื่อมองซ้ายมองขวาพบว่าทุกคนออกจากออฟฟิศหมดแล้ว เหลือเพียงความเงียบและแสงไฟสลัวบางส่วน เด็กสาวถอนหายใจยาว หยิบแฟ้มเอกสารแล้วก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของผู้บริหารด้วยฝ่ามือชื้นเหงื่อ
เมื่อมินตราก้าวเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของปกป้อง เสียงประตูปิดลงพร้อมเสียงล็อกสลักดังกริ๊กที่ทำให้หัวใจกระตุกเฮือก หญิงสาวรีบก้าวถอยหลังไปชิดประตูทันทีเพื่อรักษาระยะห่าง “คุณปกป้องคะ เอกสารที่้าค่ะ” มินตราเอ่ยเสียงสั่น วางแฟ้มลงบนขอบโต๊ะไม้หรูโดยไม่ยอมเดินเข้าไปใกล้
ปกป้องไม่ได้มองแฟ้ม ชายหนุ่มลุกขึ้นและเดินตรงมาหาเธอช้า ๆ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนเสื้อขึ้นคุกคามสายตา กลิ่นน้ำหอมไม้แห้งผสมปนเปกับกลิ่นยาสูบจาง ๆ โชยมาปะทะจมูก ชวนให้มินตราสั่นสะท้านยามหวนคิดถึงััอุ่นร้อนในห้องประชุมเมื่อวันก่อน
“มินต์... ทำไมต้องทำตัวห่างเหินกับพี่ขนาดนี้ด้วยครับ” ปกป้องเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำ จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่สั่นไหวของเธอ
“มินต์บอกพี่ป้องแล้วนี่คะว่าเราควรห่างกันสักพัก มินต์ทนความกดดันไม่ไหวแล้วจริง ๆ ค่ะ” มินตราเม้มปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตา
ปกป้องถอนหายใจแ่เบา แววตาแข็งกร้าวอ่อนแสงลง ชายหนุ่มหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงหรูหราขนาดเล็กชิ้นหนึ่งออกมา ยื่นส่งมาตรงหน้า “พี่เข้าใจว่ามินต์เหนื่อยและเครียด พี่เลยซื้อสิ่งนี้มาให้ หวังว่าจะทำให้มินต์รู้สึกดีขึ้นบ้าง”
มินตรามองกล่องสีแดงนั้นแล้วเปิดออกดู แสงไฟสะท้อนเข้ากับประกายแวววับของสร้อยคอทองคำขาวเส้นบางประดับด้วยจี้เพชรรูปเชอร์รี่เม็ดเล็กงดงาม ของขวัญชิ้นนั้นหรูหราจนเด็กสาวเบิกตากว้าง ทว่าแทนที่จะยินดี ความอบอุ่นกลับกลายเป็ความเย็นะเืที่จู่โจมเข้ากลางอก ความเ็ปหน่วงเหนี่ยวบีบรัดหัวใจจนปวดร้าว คำพูดของแพรวและความจริงของสถานะตอกย้ำให้ตระหนักว่า ของขวัญเส้นนี้ไม่ได้แสดงถึงความรัก ทว่ากลับเน้นย้ำสถานะ "เมียน้อย" ที่แอบคบหาเพื่อแลกกับเงินทองและทรัพย์สินหรูหรา
“เอาคืนไปเถอะค่ะพี่ป้อง... มินต์รับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” มินตราเอ่ยเสียงสั่นไร้แรง ปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงแล้ววางคืนบนชั้นวางใกล้ตัวทันที
ปกป้องขมวดคิ้วแน่น สีหน้าฉายแววไม่พอใจระคนงุนงง “ทำไมล่ะมินต์? พี่ตั้งใจซื้อชดเชยเวลาชดเชยความรู้สึกให้มินต์นะ มันเป็สร้อยแบรนด์ที่มินต์เคยบอกว่าอยากได้ไม่ใช่เหรอ รับไปเถอะครับ พี่เต็มใจให้”
“ชดเชยเหรอคะ?...” มินตราแค่นหัวเราะปนเสียงสะอื้น น้ำตาเม็ดโตไหลร่วงอาบแก้ม “พี่ป้องคิดว่ามินต์คบกับพี่เพราะอยากได้เงินทองและของหรู ๆ แบบนี้เหรอคะ? สร้อยเส้นนี้... มันยิ่งตอกย้ำว่ามินต์เป็แค่ผู้หญิงในเงามืด เป็เมียน้อยชั่วคราวที่พี่เอาเงินและของขวัญราคาแพงมาฟาดหัวเพื่อชดเชยความผิดบาปในใจของพี่เอง!”
“มินตรา!” ปกป้องตวาดเสียงต่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและเสียหน้าอย่างรุนแรง ชายหนุ่มก้าวเข้าประชิดจับต้นแขนบางทั้งสองข้างไว้มั่น “อย่าพูดคำนั้นออกมานะ! พี่ให้เพราะพี่รักและอยากดูแลมินต์ พี่มีสิทธิ์ที่จะมอบสิ่งดี ๆ ให้คนรักของพี่ มินต์ไม่มีสิทธิ์มาตีความความหวังดีของพี่ต่ำต้อยแบบนี้!”
“คนรักเหรอคะ? คนรักประเภทไหนที่ต้องแอบซ่อนอยู่ในห้องทำงานแคบ ๆ ต้องคอยหลบสายตาคนอื่นราวกับทำความผิดร้ายแรง!” มินตราเถียงกลับเสียงดัง สองมือบางทุบลงบนแผงอกกว้างพยายามดิ้นรน “ปล่อยมินต์นะพี่ป้อง! มินต์ไม่อยากได้สร้อยนี่! ปล่อย!”
แรงขัดขืนและหยาดน้ำตาจุดประกายไฟโทสะปนความหึงหวงลึก ๆ ในใจปกป้องให้ปะทุขึ้น ชายหนุ่มไม่ฟังคำทัดทานอีกต่อไป เขาโถมกายเข้าเบียดบดร่างเล็กจนหลังแนบชิดติดประตูไม้ รวบข้อมือบางที่ทุบตีและกดตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างเด็ดขาดจนเธอหมดทางสู้
“พี่บอกให้ฟังพี่ไง!” ปกป้องเอ่ยเสียงพร่าต่ำ แววตาคมกริบเข้มจัดด้วยแรงอารมณ์
ก่อนที่มินตราจะได้เอ่ยประท้วง ริมฝีปากหนาก็บดขยี้ริมฝีปากอิ่มของเด็กสาวอย่างรุนแรงดุดัน จูบครั้งนี้ไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่ มีเพียงความอัดอั้นและความ้าปราบความพยศดื้อดึง ปกป้องบดเบียดจูบดึงรั้งอย่างเอาแต่ใจ ปลายลิ้นร้อนแทรกผ่านแนวฟันเพื่อความอ่อนนุ่มที่แสนหวาน
มินตราครางประท้วงในลำคอ พยายามเบือนหน้าหนีและดิ้นรนสุดกำลัง ทว่าอ้อมกอดอุ่นหนาและน้ำหนักตัวที่กดทับตรึงเธอไว้แ่า กลิ่นกายสะอาดผสมน้ำหอมไม้ของปกป้องที่อบอวลทำให้อารมณ์เริ่มปั่นป่วน หัวใจเต้นระรัวระคนหวาดกลัว ััจูบที่เร่าร้อนกำลังทำลายปราการป้องกันจนร่างกายเริ่มอ่อนระทวย ทว่าในส่วนลึก ความเ็ปบีบคั้นยังคงคอยเตือนสติ มินตราหลับตาแน่น หยาดน้ำตาอุ่นไหลรินเปียกชุ่มแก้มใส ซึมผ่านรอยต่อริมฝีปากที่บดเบียดประสาน รสชาติฝาดเฝื่อนของหยาดน้ำตาทำให้ปกป้องชะงักงัน
เสียงครางสะอื้นแ่เบาปนความสั่นสะท้านจากร่างเล็กทำให้ไฟโทสะของปกป้องมลายหายไป ชายหนุ่มค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง ทว่ายังคงกดหน้าผากซบลงกับขมับบาง ลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งสองสอดประสานท่ามกลางความเงียบ เมื่อลืมตาขึ้น ปกป้องพบใบหน้าหวานของมินตราที่บิดเบี้ยวด้วยความเสียใจ แววตากลมโตเปียกชื้นไร้ซึ่งประกายท้าทาย มีเพียงความเหนื่อยล้าและตัดพ้อ ปลายนิ้วหนาของปกป้องค่อย ๆ ปล่อยข้อมือของมินตราออก ชายหนุ่มรู้สึกผิดบาปบีบรัดหัวใจจนปวดหน่วงเมื่อรู้ตัวว่าทำร้ายเด็กสาวที่เขารักเพียงเพื่อระบายอารมณ์ส่วนตัว
“พี่... พี่ขอโทษครับมินต์” ปกป้องกระซิบเสียงแ่พร่า สองมือแกร่งยกขึ้นหมายจะเกลี่ยซับหยาดน้ำตาอย่างทะนุถนอม
ทว่ามินตรากลับสะดุ้งตัวโยนและเบี่ยงหลบมือของเขาในทันที เด็กสาวใช้สองมือสั่นเทาผลักแผงอกกว้างออกห่าง รวบรวมข้าวของและกระเป๋าขึ้นมาถือไว้ “พอเถอะค่ะพี่ปกป้อง... อย่าทำแบบนี้กับมินต์อีกเลย มินต์เหนื่อยเหลือเกินแล้ว” มินตราเอ่ยด้วยชื่อเต็มของเขาเป็ครั้งแรกด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่าแฝงความเด็ดขาดที่กรีดแทงใจ
มินตราเอื้อมมือไปเปิดกลอนประตูโดยไม่หันกลับไปมองกล่องกำมะหยี่สีแดงที่วางทิ้งไว้ หญิงสาวก้าวออกจากห้องทำงานและรีบเดินดิ่งออกจากออฟฟิศไปทันที เสียงฝีเท้าของเธอรีบร้อนก้าวห่างออกไปตามทางเดินอันหนาวเหน็บ ทิ้งให้ปกป้องยืนนิ่งเป็เงามืดอยู่ในห้องทำงานเพียงลำพัง
ปกป้องก้มมองกล่องกำมะหยี่สีแดงที่ยังคงถูกทิ้งไว้ที่เดิม ชายหนุ่มกำหมัดแน่นด้วยความรู้สึกขัดแย้งและปวดร้าวอย่างแสนสาหัส ความเงียบงันในห้องทำงานบีบคั้นอารมณ์จนอึดอัด รอยร้าวในความลับที่เขาพยายามปกปิดบัดนี้ได้แตกแขนงฝังลึก และเขาก็ตระหนักดีว่าของขวัญราคาแพงใด ๆ ก็ไม่อาจลบเลือนความอึดอัด หวาดระแวง และความเจ็บช้ำจากการต้องทนเป็คนในความลับที่กำลังกัดกินหัวใจของมินตราได้อีกต่อไป...