บทที่ 82 ท้าทาย
“แกมีสิทธิอะไรมาด่าฉันโง่กันวะไอ้คนจากชาร์ลีย์” ดูเหมือนหลังจากด่าทอกันไปหลายคำ จอร์จก็เริ่มเหนื่อยและไม่ไหวที่จะโต้เถียงอีกแล้ว เขารู้สึกว่าอาเธอร์ด่าตนเองเหมือนกับว่ามีความลับอะไรอยู่ในใจ ด้วยสัญชาติญาณที่ถูกขัดเกลามาจนแก่เฒ่า ท้ายที่สุดก็ถามออกไปด้วยความอยากรู้
ชายชราอีกคนที่ถูกออเดรย์ประคองไม่ให้ล้ม แต่ก็ไม่ได้ถูกห้ามปรามเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้กำลังสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แม้ว่าตัวของเขานั้นจะโกรธไอ้ศัตรูคู่แค้นที่มันกล้าทำร้ายคนที่เขารัก ถึงอย่างนั้นพอเวลาผ่านไปหลายปี การต่อสู้และการเก็บเอาความแค้นความเจ็บปวดไว้ในอกตลอดเวลามันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าทำ
อย่างน้อยๆ.....เขาก็คิดว่าตนเองนั้นได้หลุดพ้นจากห้วงของความเจ็บปวดมาได้บ้างแล้ว
ส่วนกับคู่อริที่ตอนนี้ก็ยังทำตัวเหมือนคนบ้าคลั่ง อาเธอร์กลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายนั้นเหมือนกับวนเวียนอยู่ในนรก เท่ากับอีกฝ่ายได้ชดใช้กรรมของตนเองจนหมด ไม่สิ บางทีอาจจะทรมานมากกว่าเขาก็เป็นได้
ถึงแม้ว่าใจจริงแล้วเขาอยากจะทรมานมันให้เหมือนกับที่มันกล้าทำร้ายศิวิมล คนที่เขารักหมดหัวใจ แต่ตอนนี้อาเธอร์กลับมองไปไกลยิ่งกว่านั้น หากว่าความแค้นนี้ไม่จบไม่สิ้นไป อย่างไรคนของชาร์ลีย์กับคนของจอร์จก็คงจะยังฝังใจเรื่องนี้กันไปอีกนาน
สู้ปล่อยวางแล้วทำเพื่ออนาคตของตระกูล เขาไม่อยากให้ลูกหลานของเขาต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้อีกแล้ว การที่เขาได้เจอกับปลายฝนที่เป็นลูกของเขาและศิวิมล นี่ก็ถือว่าเป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดแล้ว ศิวิมลเองก็คงไม่อยากให้ลูกอยู่ด้วยความหวาดระแวงหรอก
ดังนั้น ไอ้เรื่องโง่ๆที่กำลังเกิดขึ้นนี้มันควรจะจบลงเสียที
“แล้วถ้าแกไม่โง่ แกจะคิดว่าเป็นชาร์ลีย์ที่ฆ่าพี่ของแกได้ไงวะ” อาเธอร์พูดออกไปตรงประเด็น น้ำเสียงของเขามีความอ่อนล้าอยู่เล็กน้อยจากการโต้เถียงฝีปากกันเมื่อครู่
จอร์จชะงักไป กระนั้นเขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทางนั้นกำลังพูดอะไรอยู่ดี
“แล้วถ้าไม่ใช่พวกแก จะเป็นใครไปได้อีก ฉันเห็นกับตาว่าคนของชาร์ลีย์ที่ทำร้ายพี่ชายของฉัน!”
“อาจจะเป็นคนของชาร์ลีย์อย่างที่แกว่า แต่เหตุผลล่ะ? ทำไมชาร์ลีย์ต้องฆ่าพี่ชายของแกที่ตอนนั้นยังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่เลย แกคิดบ้างไหม?”
“อะไร? เพราะพวกแกเกลียดพวกฉันไง แค่แกเห็นหน้าคนในตระกูลฉัน พวกชาร์ลีย์สวะก็พร้อมที่จะทำร้ายพวกเราแล้ว”
“จริงหรอ? งั้นแกรอดมาได้ยังไง”
“แก แกยังจะกล้าถามอย่างนั้นอีกหรอวะ!! ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ชายของฉันเอาชีวิตเข้าปกป้อง คิดว่าฉันจะรอดมาได้งั้นหรอไง” จอร์จตอบกลับ ดวงตาของเขาแดงก่ำ เมื่อคิดถึงพี่ชาย ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาไม่รู้สึกผิด
“อ่อ แกคิดว่าพี่ชายเอาตัวเข้าปกป้องแก หลังจากพี่ชายแกตาย พวกเราก็ปล่อยน้องชายไปง่ายๆอย่างนั้นเลย?” อาเธอร์เลิกคิ้วถาม สายตาที่เขามองจอร์จนั้นเหมือนมองตัวตลก
แน่นอนว่าจอร์จย่อมไม่พอใจกับท่าทางอย่างนั้นของอาเธอร์ แต่ทว่า...คำพูดของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาที่ปิดหูปิดตามาตลอดได้คิดถึงความเป็นไปได้ในตอนนั้น
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องจริงเสียด้วย เขาจำได้ว่าเมื่อพี่ของเขาล้มลงต่อหน้า ตัวเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก เพียงร้องไห้กอดพี่ชายเอาไว้แนบอกแล้วหลังจากนั้นก็วิ่งหนี
คำถามก็คือ....เขาสามารถวิ่งเร็วกว่าลูกกระสุนของพวกชาร์ลีย์ได้หรือเปล่า?
คำถามก็คือ....พวกมันปล่อยให้เขาร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรก่อนวิ่งหนีได้ยังไง?
เห็นสีหน้าของจอร์จเปลี่ยนไป อาเธอร์ก็หัวเราะออกมาคำหนึ่ง เขารู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังพร้อมที่จะฟังเรื่องเล่าจากเขาแล้ว
“แม้ว่าฉันจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเป็นหลักฐานยืนยันว่าไม่ใช่ชาร์ลีย์ที่ต้องการฆ่าเด็กอย่างพวกแกหรอกนะ” อาเธอร์บอกอย่างมีลับลมคมใน
คิ้วของคนที่ฟังอยู่ขมวดเข้าหากัน ถ้าอีกฝ่ายเอาแต่พูดลอยๆหรือแก้ตัวให้ชาร์ลีย์ เขาก็ยังมีข้อโต้แย้ง ทว่า...ถ้าอีกฝ่ายพูดถึงหลักฐาน นี่แปลว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นที่เขาไม่รู้จริงๆงั้นหรอ
“แกกำลังจะบอกอะไรกันแน่” จอร์จถามด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดมากกว่าเดิม
“ลองเอาไปดู” อาเธอร์พูดจบก็โยนซองเอกสารหนึ่งไปให้ แม้ว่าจอร์จจะระวังตัวเหมือนเดิม ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดว่าอาเธอร์จะทำร้ายเขาในตอนนี้ เพราะถ้าอีกฝ่ายต้องการทำ แค่ส่งสัญญาณเท่านั้น คนที่ซ่อนตัวอยู่ก็พร้อมที่จะเป่าหัวเขาในทันที
มือหยาบกร้านของคนที่ทำงานในโลกมืดมาทั้งชีวิตค่อยๆแกะเอกสารออกมา แม้ว่ามันจะดูค่อนข้างเก่าไปหน่อย แต่นี่ก็เป็นสัญญาตัวจริงที่มีลายเซ็นต์ของหนึ่งในผู้นำตระกูลซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน
ใจความของเอกสารที่ลงนามกันนั้นทำให้จอร์จหน้าชา
สัญญาความร่วมมือระหว่างตระกูลเฟรย์เดียนส์และชาร์ลีย์ กลับมีการลงนามของผู้นำตระกูลทั้งสองอยู่ด้วย เนื้อหาระบุว่าชาร์ลีย์จะสนับสนุนให้เฟรย์เดียนส์ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลของโลกมืด แต่แลกมากับการมอบหุ้นส่วนให้ 30% เป็นเวลา 20 ปี
สัญญานี้ก็เป็นสัญญาปกติที่จะมีการลงนามเพื่อร่วมมือกัน เพียงแต่เงื่อนไขต่อไปคือชาร์ลีย์จะต้องสนับสนุนเพียงคนที่เป็นทายาทสายตรงของเฟรย์เดียนส์เท่านั้น หากมีภัยเกิดขึ้นจะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
เอกสารอีกแผ่นเป็นรายนามคนในสกุลของเฟรย์เดียนส์ทุกสาย โชคร้ายที่บ้านของจอร์จนั้นเป็นเฟรย์เดียนส์สายรอง ตัวเขาไม่ใช่ลูกหลานที่ผู้นำตระกูลเลือก ท้ายที่สุดแล้วจึงมีคำขอให้ช่วยกำจัดคนที่ดูจะเป็นภัยต่อตำแหน่งของผู้นำตระกูล
และบิดาของเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น โชคดีในโชคร้ายคือบิดานั้นแก่เกินกว่าที่จะลงสนามแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลแล้ว มีเพียงการสนับสนุนให้พี่ชายของเขาเท่านั้นเอง ดังนั้นโชคร้ายจึงตกมาอยู่ที่พี่ชายของเขา
พี่นั้นเป็นคนเชื่อฟังบิดาเสมอมา ดังนั้นคนเป็นบิดาที่สนับสนุนให้พี่ชายแย่งชิงตำแหน่งของผู้นำตระกูลนั้น พี่ชายจึงไม่คิดปฎิเสธ ทั้งยังพยายามอย่างหนัก
ความพยายามนี้ในที่สุดก็ตกอยู่ในสายตาของเฟรย์เดียนส์บ้านใหญ่ เพียงแต่....หากพวกเขากำจัดอีกฝ่ายโดยตรง นั่นก็ทำให้ความน่าเชื่อถือของพวกเขาหายไปแล้ว ดังนั้นแผนที่ดีที่สุดในการทำเช่นนี้ก็คือ โยนความผิดให้กับคนที่วางตัวเป็นอริต่อหน้าสังคมมาโดยตลอดอย่างชาร์ลีย์
ใช่แล้ว พวกเขาทั้งสองตระกูล แม้ว่าทุกคนภายนอกจะเห็นว่าเป็นอริกัน แต่จริงๆแล้วพวกเขาให้ความร่วมมือกันลับๆมาตลอด นี่ก็เพื่อการเคลื่อนไหวที่ปลอดภัยขึ้น หากข่าวที่ว่าพวกเขาร่วมมือกันออกไปก็จะมีแต่ดึงสายตาจากผู้มีอำนาจเข้ามาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม...ความเป็นศัตรูกันนั้นเริ่มกลายมาเป็นความจริงก็ตอนที่จอร์จก้าวขึ้นชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลนั่นแหละ มันถือว่าเป็นโชคของเขาด้วยที่ว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไปมีเรื่องราวกับผู้ทรงอิทธิพลจนทำให้เขากลายเป็นคนพิการ ผู้นำตระกูลไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจึงได้เห็นด้วยกับการสนับสนุนจอร์จ
เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าจอร์จนั้นเป็นคนผิดปกติทางอารมณ์
อารมณ์โกรธแค้นของอีกฝ่ายฝังรากลึกจนไม่อาจจะญาติดีกับชาร์ลีย์ได้เหมือนเดิม ตัวตนของศัตรูปลอมๆจึงกลายเป็นศัตรูตัวจริงๆ ซึ่งไม่มีใครทำอะไรได้อีกแล้ว มีเพียงแต่ต้องปล่อยให้เป็นไป และการสู้รบของทั้งสองตระกูลก็ทำให้พวกเขาตกต่ำมากขึ้นเท่านั้น
โลกมืดก็แบบนี้ หากเดินหมากผิด มิตรเป็นศัตรู ศัตรูเป็นมิตร ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเขาก็ต้องมีเล่ห์เหลี่ยมเอาไว้เพื่อให้อยู่รอดในโลกที่โหดร้ายนี้ก็เท่านั้น
ในเอกสารยังมีการร่างสัญญาจบความร่วมมือระหว่างสองตระกูลด้วย ในช่วงที่อายุของผู้นำตระกูลเฟรย์เดียนส์ใกล้จบลง พวกเขาใช้หนี้บุญคุณของชาร์ลีย์ทั้งหมด พร้อมทั้งบอกว่าวิสัยทัศน์ของผู้นำตระกูลคนใหม่นั้นไม่เหมือนคนอื่นๆ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อาจจะร่วมทางเดินกันได้อีกแล้ว
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนที่จอร์จจะเป็นผู้นำตระกูลเสียอีก
อันที่จริงหากว่าจอร์จสนใจรายละเอียดในการบริหารมากกว่านี้ ที่ตระกูลของเขาเองก็ย่อมมีเอกสารที่เหมือนกันนี้อยู่ด้วย ทว่า...ความโกรธแค้นที่เขามีนั้นมากเกินไป
ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เหมือนไอ้โง่ที่ไม่รู้อะไรเลย
พี่ชายตายเพราะแนวคิดของผู้นำตระกูลคนเดิมที่เขาเคารพ ตระกูลชาร์ลีย์ที่เขาเกลียดชังนักหนาเป็นแค่ผู้ช่วยให้แนวคิดของผู้นำตระกูลสำเร็จก็เท่านั้น
แล้วที่ผ่านมา....เขากำลังทำอะไรอยู่?
โกรธแค้นชาร์ลีย์ที่ฆ่าพี่ชายของตนเองเพื่อตระกูลเฟรย์เดียนส์งั้นหรอ?
หรือที่จริงแล้วเขาควรจะโกรธตนเองที่ไม่อาจจะทำอะไรได้กัน?
จมอยู่กับความโง่งมมาหลายสิบปี ทั้งที่จริงๆแล้วอีกฝ่ายมองเขาเป็นเพียงตัวตลกคนหนึ่งเท่านั้น ขนาดสัญญาที่ผู้นำตระกูลคนเก่าหรือที่เขาเรียกทุกวันว่า “คุณปู่” ทิ้งไว้กับตระกูลชาร์ลีย์ อีกฝ่ายยังระบุว่าจิตใจของผู้นำตระกูลคนต่อไปไม่ปกติ นี่หมายความว่ายังไง?
เขาขึ้นมารับตำแหน่งนี้ ด้วยสายตาที่ดูถูกจากคนรอบข้างอย่างนั้นหรือ?
“ฉันเองก็ไม่เข้าใจอยู่เหมือนกันว่าทำไมพวกแกต้องจองล้างจองผลาญขนาดนั้น เฟรย์เดียนส์ที่เคยร่วมมือกันแสดงละครต่อผู้อื่นเพื่อก้าวขึ้นไปเป็นผู้ทรงอิทธิพลด้วยกัน กลับมาแทงข้างหลังกันเอง เฮ้อ...เอาจริงๆนะ แค่สู้รบปรบมือกับพวกแก ฉันก็ไม่มีเวลาไปหาเรื่องทะเลาะกับคนอื่นแล้ว” อาเธอร์ส่ายหน้ากับตนเอง เขามีอีกหลายอย่างที่อยากจะทำ แต่ก็ต้องระแวงพวกเฟรย์เดียนส์ทุกครั้งไป สุดท้ายแล้วกระทั่งแก่ชราขนาดนี้ เขาก็ยังพัฒนาตระกูลไม่ได้เลย
“แกจะเอายังไงต่อ” อาเธอร์ที่เห็นว่าจอร์จยังคงเงียบ เขาเอ่ยถามอีกฝ่ายไปตรงๆ
เขารู้ว่าตอนนี้จอร์จคงเหมือนกับว่าเสียเสาหลักที่ยึดจิตใจไปหมดแล้ว ทางนั้นมีชีวิตอยู่เพื่อแก้แค้นอย่างเดียวเท่านั้น ก็เหมือนกับเขาเมื่อก่อนที่จ้องหาทางเล่นงานพวกมันเพื่อเอาคืนให้ศิวิมล
โชคดีที่เขาหยุดก่อน หากไม่อย่างนั้นแล้ว...ไม่รู้เลยว่ากระทั่งเขาตาย เขาจะมีจิตใจที่สงบสุขได้หรือไม่
“หึ แกคิดว่าแค่แกเอาสัญญาโง่เง่ามาให้ดูแล้วจะจบหรอวะ? ยังไง....เป้าหมายของฉันก็คือทำลายพวกแกอยู่ดี” ไม่รู้ว่าจอร์จเป็นบ้าไปแล้วหรือไม่ เขาคำรามออกมาลั่น ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ทว่าก็ยังแสยะยิ้มออกมา
จิตใจของเขาเหมือนไม่ยอมรับความจริงว่าที่จริงแล้วคนที่ตนเองเรียกว่าปู่นั้นเป็นคนวางแผนทั้งหมด นอกจากนี้เขาก็ยังรู้สึกเกลียดปู่ไม่ลงอีกด้วย
ตอนที่ตัวเขานั้นเป็นผู้นำตระกูล ความอยู่รอดของตระกูลต้องมาก่อน ใช่ว่าเขาไม่เคยฆ่าคนในตระกูลของตนเองเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องราวบานปลายใหญ่โต
เพราะฐานะของผู้นำตระกูล เขาจึงเข้าใจ “ปู่” ของเขามากกว่าใครๆ
อย่างไรก็ตาม พี่ชายที่ตายไปนั้น ใครเล่าจะรับผิดชอบ....
“ก็เอาสิ ถ้าแกมีความสามารถพอล่ะนะ” อาเธอร์เคาะไม้เท้าที่พื้นสองสามครั้งเหมือนกับต้องการท้าทาย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสมเพชนั้นใช้มองคู่อริที่อยากฆ่าแกงกันมาตลอดชีวิต จอร์จเองชะงักไปเล็กน้อย เขาคิดว่าตนเองจะถูกด่าจากอีกฝ่ายที่ยังโง่งม ไม่คิดว่าไอ้อริคนนี้กลับทำท่าทางเหมือนที่เคยทำเสียนี่
“แก....แก....” ชายชราเหมือนถูกทุบหัว เขาไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรออกมาในตอนนี้ กระนั้น...อาเธอร์ก็ให้ทางลงกับเขา
“ต่อไป ถ้าอยากบดขยี้ชาร์ลีย์อย่างฉัน ก็สู้กันซึ่งๆหน้าเถอะ เบื่อที่จะต้องมาลอบกัดกันแล้ว อยากทำลายพวกฉันมากงั้นหรอ...งั้นก็ใช้นี่...” อาเธอร์เคาะไปที่หัวของตนเองสองสามครั้งด้วยท่าทางที่ท้าทายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“เอาชนะด้วยมันสมองสิ แกอยากผลิตอาวุธให้ดีที่สุดใช่ไหม งั้นก็ตามชาร์ลีย์ที่กำลังทิ้งห่างพวกแกให้ทันก็แล้วกัน” อาเธอร์หัวเราะออกมาอย่างสะใจ ท่าทางเหนือกว่าทำให้จอร์จอยากจะกระโดดเข้าไปเตะอีกฝ่ายขาคู่
“ก็เอาสิวะ อย่าเห็นว่าพวกเราเฟรย์เดียนส์อ่อนแอนัก พวกแกล้ำหน้ากว่าก็เพราะว่าพวกแกเริ่มก่อนเท่านั้นแหละ ขอเวลาแค่ 1 ปี ฉันจะเอาอาวุธที่ดีที่สุดมาให้พวกแกหน้าหงาย”
“ดี อยากเห็นเหมือนกันว่าพวกแกจะมีความสามารถไหม”
สองผู้เฒ่าจ้องหน้ากันเหมือนกับอยากจะฆ่ากันให้ตาย อย่างไรก็ตาม....จากการท้าทายในวันนี้ เรื่องความแค้นของพวกเขา แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว
ระหว่างพวกเขาไม่มีการฆ่าแกงกันอีก มีเพียงการเอาชนะกันที่งานประชันอาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมืด ชนิดที่ว่าตระกูลอันดับหนึ่งยังเฝ้ารอผลงานของพวกเขาในทุกๆปี
งานประชันอาวุธระดับโลกที่ไม่เคยมีมาก่อน ตอนนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
ในขณะที่สองผู้เฒ่ากำลังตะโกนแข่งกันไปมา ในมุมที่ไกลออกไปนั้นก็มีบทสนทนาเล็กๆเกิดขึ้น
“สรุป....ตอนนี้เรายังต้องฆ่าใครอีกไหม?”
“นายท่านเหมันต์ พวกเราควรจะทำอะไรต่อไปดีครับ” เสียงพึมพำของคนที่เฝ้าระวังดังขึ้น ต้นหนาวที่จับจ้องไปยังหน้าจอก็ละสายตามาเช่นกัน
คิ้วหนาได้รูปหันไปมองยังหน้าจออีกครั้ง สายตาของเขาก็ยังจับจ้องไปยังร่างเล็กๆที่นอนเกลือกกลิ้งบนโซฟา ไม่ได้สนใจการทะเลาะกันของคนแก่เลยแม้แต่น้อย
มุมปากของเขาเม้มเข้าหากันเบาๆ
ไอ้ท่าทางยั่วยวนกิเลสของชายแก่อย่างลุงสามที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นพร้อมกับปืนที่จี้อยู่บนหัวนั้นคืออะไร เท้าเล็กๆที่กระดิกไปมาต่อหน้าไอ้เด็กปีนเกลียวอย่างนะโมนั่นคืออะไร?
แค่นี้พวกมันก็แทบจะกลัวตายอยู่แล้ว ยังไปยั่วโมโหให้พวกมันอีก?
ดูตาของไอ้แก่ลุงสามนั่นสิ เหมือนกับว่ากำลังต่อสู้ระหว่างความกลัวกับตัณหาที่ยั่วยวนอยู่ตรงหน้า ส่วนไอ้เด็กนั่นก็มองมาเหมือนอยากจะฆ่าจะแกงแต่ก็ไม่มีสิทธิลุกขึ้นมา
เจ้าเด็กดื้อของเขานี่....ทำไมถึงดื้อได้น่ารักขนาดนี้กัน
“ไม่ต้องทำอะไร แค่เดินไปเรียกเจ้าหนูน้อยนั่นมา บอกให้กลับไปนอนเล่นที่บ้าน ก่อนที่จะโดนฉันจับมัดไม่ให้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนอีก”
..........................