……
กว่าจะมาถึง.. สถานที่ที่อาเทนติยูสเรียกว่าโรงเรียนอนุบาลเวท วิศณีตุลย์ก็ก้าวเท้าลงจากรถม้าด้วยอาการแข้งขาสั่น มึนเมาและวิงเวียน
“ อา.. จ้าน.. ไม่มี.. ไม้ฝาด.. บินได้รึ ? ( อาจารย์ไม่มีไม้กวาดบินได้รึ ? ) ” ตุลย์จับก้นของตัวเองอย่างเจ็บระบมไปหมดแล้วในตอนนี้
“ อะไรของเ้าน่ะ ? ไปพบคุณครูของเ้ากัน ” อาเทนทำหน้าดุและเดินนำหน้าตุลย์เพื่อที่จะไปพบกับคุณครูคนใหม่ของตุลย์กัน
วิศณีตุลย์เดินตามอาเทนติยูสไปอย่างเสียไม่ได้ ในตอนนี้เธอต้องทำตามที่เขาบอกเพราะตัวของเธอต้องติดอยู่ในดินแดนแห่งนี้มา 7 วันแล้ว และตัวของเธอก็ยังไม่สามารถหาทางกลับบ้านไปโลกของเธอได้เลย วิศณีตุลย์รู้แล้วล่ะว่า ในตอนนี้เธอคงไม่ได้กำลังหลับฝันอยู่หรอก แต่ตัวเธอนั้นคงจะหลงมิติเข้ามา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเป็แน่แท้ แล้วในตอนนี้อาเทนติยูสก็เป็ที่พึ่งที่มีอยู่ในโลกแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว เป็ผู้ปกครองของเธอ และยังเป็อาจารย์คนแรกที่คอยสอนเธอตอนอยู่ที่นี่
เพราะฉะนั้นเวลาเขาพูดอะไร เธอก็ต้องเชื่อฟังเขาเพื่อประโยชน์ของเธอเอง ( พูดง่ายๆเดี๋ยวเขาไม่เลี้ยงจะทำยังไงล่ะ!!.. กลัวไม่มีข้าวกินน่ะสิ.. ) เธอเดินตามเขาจนมาถึงสวนแห่งหนึ่ง
ที่นั่นมีเด็กๆอายุไม่เกิน 5 ขวบ ประมาณ 10 คน และมีอาจารย์ผู้หญิงที่อายุน่าจะเกิน 50 ไปแล้วนั่งอยู่ อาเทนทักทายกับอาจารย์หญิงผู้นั้น
“ สวัสดีท่านจามัวเลียน่า ข้าได้นำพาคนที่ข้าเคยบอกไว้กับท่าน มาแล้วครับ ” อาเทน..กล่าวกับท่านอาจารย์ผู้นั้นอย่างนอบน้อม
“ เช่นนั้นรึ.. ดีจริง เข้ามาสิ ” อาจารย์หญิงยิ้มอย่างยินดี
อาเทนและตุลย์เดินเข้าไปในสวนที่ตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงามน่านั่งเล่นนัก โต๊ะที่นั่นมันคือตอไม้ของต้นไม้ขนาดใหญ่ที่น่าจะใหญ่โตมากๆขนาดสิบคนโอบเห็นจะได้ ส่วนเก้าอี้ของเด็กๆที่นั่งเรียนกันอยู่นั้นก็คือก้อนหินกลมๆและแบนที่ขัดจนผิวหน้านั้นเรียบไม่มีรอยขรุขระแม้แต่สักนิดเดียว ส่วน้าของสวนนี้มีหลังคาสูงที่หุ้มไปด้วยเถาวัลย์และไม้ดอกประดับไว้อย่างสวยงาม ดูยังไงๆก็น่านั่งเล่นเสียจริงๆ ข้างหน้ามีกระดานไม้ซึ่งคงจะเอาไว้เขียนอักษรเพื่อการศึกษาแน่ๆเชียว..
เด็กๆหันมองตามว่าท่านอาจารย์หญิงของพวกเขาคุยอยู่กับใคร เมื่อพวกเด็กๆหันมาเห็นต่างก็วี้ดว้ายกระตู้วู้กันใหญ่เลย เพราะอาเทนติยูสคือบุคคลสำคัญของดินแดนแห่งนี้ และหลังจากยินดีและดีใจกันแค่แปบเดียว พลันพวกเด็กๆเหลือบไปมองเห็นวิศณีตุลย์เข้า หน้าตาที่ยิ้มแย้มแบบมีความสุขสดใสก็ต้องสลดและหดหู่ พร้อมกับเสียงร้องและอาการใของเด็กๆ
“ กรี๊ด!!!! ” “ นั่นตัวอะไร!! ” “ ปิศาจ!! นั่นคือปิศาจ ” เสียงเด็กๆร้องไห้กันระงม
“ ???… ” วิศณีตุลย์ยืนทำหน้างงและยังคงไม่เข้าใจว่าเด็กๆร้องไห้กันทำไม
“ เด็กๆเงียบกันก่อน.. อย่าเสียมารยาทกับท่านมหาเวทสิ และนั่นคือเพื่อนของพวกเธอ เธอเป็นักเรียนใหม่ของที่นี่ในวันนี้ ” อาจารย์หญิงกล่าวให้เด็กๆสงบ
ราวกับสั่งได้.. สิ้นเสียงที่ท่านอาจารย์หญิงพูดจบ เด็กๆที่ร้องกันระงมในเมื่อกี๊นี้ก็เงียบเสียงลงเป็ปลิดทิ้ง
‘ อา.. เด็กๆที่นี่เชื่อฟังท่านอาจารย์หญิงคนนี้เสียจริงๆ อย่างนี้น่าเอาไปเป็เยี่ยงอย่างให้เด็กๆแถวบ้านดูจังเลย ’
วิศณีตุลย์คิด และรู้สึกนับถือเด็กๆนักเรียนกับท่านอาจารย์หญิงที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้
“ เอ้า.. นักเรียนใหม่ผู้นั้น กรุณาแนะนำตัวด้วย ” ท่านอาจารย์หญิงกล่าวกับวิศณีตุลย์
“ ตุลย์.. รีบไปรายงานตัวเร็วเข้า ” อาเทนกระซิบบอกกับเธอพร้อมกับทำมือบอกใบ้ให้เธอแนะนำตัว
วิศณีตุลย์เดินออกมาข้างหน้าและพูดแนะนำตัวเอง
“ ฉาน.. ชื่อ.. วิ.. สา.. นี.. ตุน.. ยินดี.. ที่ได้รู้.. จาก.. ( ฉันชื่อวิศณีตุลย์ยินดีที่ได้รู้จัก ) ”
พอพวกเด็กๆทุกคนได้ฟังเธอพูดต่างก็หัวเราะกันเสียงดังสนั่นรวมถึงท่านอาจารย์หญิงก็ด้วย ทั้งที่เธอพยายามกลั้นขำอยู่ก็ตาม วิศณีตุลย์ก็ยังคงเอ๋อกับอาการของพวกเขา
“ ฮ่าๆๆๆๆ ” “ ก๊ากๆๆๆ ” “ เอิกๆๆๆ ” เสียงหัวร่อต่อกระซิกของเด็กๆช่างน่าอร่อยเสียจริงๆ
“ เอาล่ะๆ พอกันได้แล้ว เ้า.. ไปนั่งตรงที่ว่างตรงนั้นแล้วเรามาเริ่มเรียนกันได้แล้ว ”
……
หลังจากที่ได้มาโรงเรียนอนุบาลเวทแล้ว วิศณีตุลย์ก็พยายามอย่างหนักในการเรียนภาษาของดินแดนแห่งนี้ ถึงจะลำบากต่อการเดินทางมาเรียนนิดหน่อย เพราะเธอต้องนั่งรถม้าที่หรูหราโอ่อ่า แต่ความเป็จริงข้างในนั้นช่างแสนทุกข์ระทมระบมก้น.. แต่เธอก็กำจัดจุดอ่อนของข้อนี้ไปได้โดยเอาหมอนมาด้วยทุกครั้ง ( ช่วยรองก้นตอนนั่งรถม้ามาที่โรงเรียน ) ผ่านมาได้ 3 วันแล้ว หลังจากที่เด็กๆเริ่มสนิทกับเธอมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีเด็กที่เกเรและไม่ค่อยเข้าพวกกับใคร เพราะถือว่าตัวเองเป็เด็กที่พิเศษกว่าใครหรือว่าเขาอาจจะเป็ลูกเ้าใหญ่นายโตก็เป็ได้
่พักรับประทานอาหารกลางวัน วันนี้อาหารกลางวันเป็อาหารที่วิศณีตุลย์ไม่รู้จัก แต่หน้าตามันเหมือนกับไก่ย่างของบ้านเรา และมีขนมปังก้อนกลมๆกับนมอีกคนละหนึ่งแก้ว วิศณีตุลย์ต้องทำตัวให้กลมกลืนกับเด็กๆที่นี่ทั้งที่เธอนั้นตัวโตและเป็ผู้ใหญ่ไปแล้ว เธอเดินมารับประทานอาหารแค่คนเดียว เพราะตัวเธอเองนั้นก็ไม่อยากจะคุยกับเด็กๆสักเท่าไหร่
“ นี่!! แก.. นั่นมันที่ของข้า ” เด็กชายผมบลอนด์ตัวเล็กที่ชอบอยู่คนเดียวเอ่ยขึ้น
วิศณีตุลย์มองหน้าเด็กคนนั้นแล้วก็ก้มหน้าลงกินอาหารต่อไปโดยไม่สนใจ เด็กชายคนนั้นโกรธวิศณีตุลย์มากเพราะเธอไม่เกรงกลัวเขาเลยสักนิด และเธอยังมานั่งกินข้าวตรงที่ประจำของเขาอีกด้วย เด็กชายคนนั้นจึงหยิบก้อนหินปาใส่หัวของเธอด้วยอารมณ์โมโห ก้อนหินกระแทกโดนหัวของวิศณีตุลย์นั้นแตก และมีเืไหลลงมา เมื่อเด็กชายตัวแสบนั้นเห็นเืของเธอที่ไหลออกมาเป็สีแดงดั่งนั้น เขาจึงใมากและร้องเสียงหลง
“ เหวอ..!! แก!! แก!! เป็ตัวอะไร!? ไอ้ตัวประหลาด.. ” เด็กชายใกลัวในตัวของวิศณีตุลย์
“ โอ้ย!! นี่ฉันน่าจะเป็คนร้องมากกว่านะ ไอ้เด็กบ้า!! เจ็บนะว้อย!! ” วิศณีตุลย์เผลอพูดภาษาไทยภาษาเดิมของเธอออกมา เธอเอามือจับหัวข้างที่ถูกเด็กชายปาก้อนหินใส่จนหัวแตก
“ ????? ” “ แกพูดอะไรของแก.. ไอ้มนุษย์ทาส ” เด็กชายเข้าใจว่าเธอเป็พวกทาสและเป็คนชั้นต่ำ
“ ดูสิ.. หัวฉันแตกเลย ไอ้เด็กเปรต!! ” วิศณีตุลย์บ่นพึมพำ แต่แผลที่หัวแตกของเธอนั้นก็ค่อยๆหายไปเฉกเช่นแผลที่เธอโดนแทงอย่างในครั้งก่อนๆ
‘ เออ.. เอาจริงๆ เราจะไม่ตายอีกแล้วใช่ไหมว้า.. สรุปนี่ฉันฝันหรือว่าอะไรกันแน่นะ แต่ทุกครั้งที่มีแผลก็จะเจ็บบ้างนะและก็มีเืออก แล้วจู่ๆแผลก็หายไปเฉย.. และไม่เจ็บ เรากลายเป็มนุษย์ดัดแปลงไปแล้วหรือ ? ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ’
“ ฉาน.. ขอโทด.. นายน้า.. ที่หมา.. น้านที่.. ของนาย.. ( ฉันขอโทษนายนะที่มานั่งที่ของนาย ) ” วิศณีตุลย์พยายามพูดกับเด็กชายเพื่อไม่ให้เขาใไปมากกว่านี้ แต่เด็กชายกลับกลัวเธอมากขึ้นกว่าเดิมเขาเดินถอยหลังและพยายามหนีวิศณีตุลย์ และด้วยความกลัวจึงลนลานวิ่งแต่ไปสะดุดกับก้อนหินและขาของตัวเอง เด็กชายหกล้มกลิ้งคลุกๆเป็ลูกขนุนไปในทันที หัวเข่าของเด็กชายแตกเป็แผลถลอกปอกเปิก และมีโลหิตสีชมพูจางๆไหลออกมา เด็กชายเจ็บจนร้องไห้ออกมา
“ โอ้ย!! ฮือๆ แงๆ เจ็บๆๆ ” เด็กชายนั่งร้องไห้และจับขาข้างที่เป็แผลของตนอย่างเ็ป
วิศณีตุลย์เห็นเด็กหกล้มจนเป็แผล และเขาก็ร้องไห้เพราะเ็ป จึงทำให้เธอเกิดความสงสารเด็กน้อย เธอถอนหายใจไปหนึ่งที ก่อนจะเดินเข้าไปปลอบเด็กน้อยคนนั้น
“ หนา.. ดูน้อย.. สิ.. ( ไหนดูหน่อยสิ ) ” วิศณีตุลย์จับขาข้างที่เด็กชายเป็แผล แล้วเธอก็ก้มลงเป่าที่าแของหนูน้อย
“ เพี้ยง.. หายแล้วนะ ” เธอพูดภาษาไทยภาษาเดิมของเธอ
พอไออุ่นจากลมปากของเธอเป่ารดลงหัวเข่าที่เป็แผลของเด็กชาย ก็ให้เกิดปาฎิหาริย์แผลที่าเ็ของเด็กชายค่อยๆหายเจ็บและโลหิตสีชมพูจางๆก็หยุดไหล จึงทำให้เด็กชายประหลาดใจเป็อย่างมาก และในตอนนี้เขาก็หยุดร้องไห้แล้ว
“ หายแล้ว!! ไม่เจ็บด้วย.. ” เด็กชายมองหน้าวิศณีตุลย์ และวิศณีตุลย์เองก็แปลกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ แก.. อ่ะ.. ไม่ใช่.. เ้า.. เ้าใช้เวทมนตร์เป็ยังงั้นหรือ ? ” เด็กชายเข้าใจว่าวิศณีตุลย์ใช้เวทมนตร์รักษาแผลของเขา
“ เอ่อ.. ไม่นะ ” วิศณีตุลย์ไม่รู้และก็ไม่รู้..??????
“ เ้าเรียนเวทจากที่ไหนมา ? สอนข้าบ้างสิ.. ท่านอาจารย์หญิงยังไม่สอนให้พวกเราจนกว่าจะอายุ 10 ปี ”
“ ไม่ช่าย.. เวน.. มนน้า.. ฉาน.. ไม่เคย.. เลีย!! ( ไม่ใช่เวทมนตร์นะฉันไม่เคยเรียน!! ) ”
“ อย่ามาขี้งกนักเลย เ้า!! ข้าอุตส่าห์พูดกับเ้าดีดีแล้วนะ เ้าควรจะขอบใจข้าที่ข้าพูดกับเ้าอย่างเป็มิตร ”
วิศณีตุลย์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย และแล้วเธอก็ลุกขึ้นและเดินหนีเด็กชายคนนั้นไป
“ เ้า.. เ้าจะไปไหนกลับมาสอนเวทมนตร์ให้กับข้าก่อนสิ!!.. ”
“ หมดแล้ว.. เวลาผัด.. กิ่งขาว.. ( หมดแล้ว เวลาพักกินข้าว ) ” เธอพูดทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป..
……
วันนี้ในเวลาเย็น
อาเทนติยูสเพิ่งจะกลับมาถึงที่คฤหาสน์ของเขา วิศณีตุลย์นั่งรอเขาอยู่ที่ห้องหนังสือ ที่ที่เจอกับเขาในครั้งแรก อาเทนเดินเข้ามาเพราะสาวใช้บอกกับอาเทนว่าเลดี้ตุลย์รอท่านอยู่ที่ห้องหนังสือ
“ เ้ามีธุระอันใดกับข้างั้นรึ ? ”
“ ท่าน.. หมา.. เวน.. ฉาน.. มีเื่.. จาบอก.. ขา.. ( ท่านมหาเวทฉันมีเื่จะบอกค่ะ ) ”
อาเทนมีอาการสะดุ้งเล็กน้อยเพราะวิศณีตุลย์เธอเล่นเปลี่ยนสรรพนามให้กับเขา
“ ทีหลังเ้าเรียกแค่ชื่อของข้าเฉยๆจะดีกว่านะ ไม่ต้องเรียกยศฐาบันดาศักดิ์ของข้าก็ได้ ข้าอนุญาตเพียงเ้าเท่านั้น ตุลย์ ”
“ ขา.. ท่านอาเทน.. ( ค่ะ.. ท่านอาเทน ) ” วิศณีตุลย์กล่าวตอบอย่างนอบน้อม
เพราะั้แ่เธออยู่ที่คฤหาสน์หลังนี้ เธอก็ได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรได้ตั้งหลายอย่าง และเธอก็รู้ด้วยว่า ที่ดินแดนแห่งนี้อาเทนติยูสเป็คนสำคัญ คนใหญ่คนโตแห่งจักรวรรดินี้ เขาเป็ผู้นำแห่งมนตร์ตราเป็มหาเวทสายขาวและปกปักษ์รักษาดินแดนแห่งนี้ให้สงบสุข เพราะฉะนั้นเธอผู้หลงมิติเข้ามาจึงต้องเคารพเขาถึงจะถูก และเขายังดูแลเธอในฐานะแขกผู้มีเกียรติอีกด้วย เธอซึ่งตอนที่อยู่ที่เก่า ( ที่บ้านเดิมในประเทศไทย ) เธอนั้นก็เป็เพียงแค่ปุถุชนคนธรรมดา แถมยังเป็หมอดูกึ่งๆคล้ายๆพวก 18 มงกุฎอีกเสียด้วย เธอจึงต้องมีกระบวนการกลั่นกรองข้อมูลและการพูดจาโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามให้ได้สำเร็จและเห็นด้วยกับตนให้จงได้ แต่เมื่อมาที่นี่นั้น ภาษาก็ไม่ได้ พูดโน้มน้าวก็ไม่ดีอีก เธอจึงต้องสำรวมกิริยาเพื่อใช้แทนการประจบประแจงผู้ที่ใหญ่กว่า เพื่อความอยู่รอดของเธอ
“ เอ่อ.. เ้ามีอันใดรึ ? วันนี้ที่โรงเรียนเป็เช่นไรบ้าง ? ”
“ ฉาน.. ยาก.. จาบอก.. ท่านเื่นี้.. ว่า.. ฉาน.. รักษา.. แผลด้าย.. ( ฉันอยากจะบอกท่านเื่นี้ว่าฉันรักษาแผลได้ ) ”
“ รักษาแผล ? เ้ารักษาแผลให้ใครกันรึ ? ”
“ เด็กชาย.. ขาท่าน.. ( เด็กชายค่ะท่าน ) ”
“ แล้วเ้ารักษาด้วยวิธีแบบไหนกัน.. เ้ามียาดีอย่างงั้นรึ ? ”
“ ม่ายขา.. ฉานใช้.. ปาก.. นี้ขา.. ( ไม่ค่ะ.. ฉันใช้ปากนี้ค่ะ )” เธอพูดพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ปากของเธอ
อาเทนจ้องมองมาที่ริมฝีปากของเธออย่างสงสัย..??? ว่าเธอใช้ปากรักษาในแบบไหนกัน ด้วยความอยาก รู้เขาจึงถามเธอออกไป
“ เ้าใช้ปากของเ้าเช่นไรกัน ? แผลของเด็กคนนั้นถึงได้หาย.. เ้ารักษาข้าได้หรือไม่ ” อาเทนพูดพร้อมกับเดินไปหยิบกริชที่อยู่ในลิ้นชักของโต๊ะไม้สีโอ๊คตัวเดิม
“ ฉาน.. ไม่แน่จ่าย.. ขาท่าน.. ย่าเพิ่ง.. ใช้มีดเลยขา.. ( ฉันไม่แน่ใจค่ะท่าน อย่าเพิ่งใช้มีดเลยค่ะ ) ” วิศณีตุลย์ร้องเตือนแต่รู้สึกว่าจะไม่ทันเสียแล้ว อาเทนติยูสใช้กริชเล่มนั้นค่อยๆเฉือนข้อมือของเขาอย่างน่าหวาดเสียว โลหิตสีชมพูของเขาก็พุ่งทะลักออกมา
“ อุ๊บ!! ” อาเทนยื่นแขนข้างที่เป็แผลให้ตุลย์ดู “ นี่.. เ้าก็มารักษาข้าสิ หรือจะปล่อยให้ข้า โลหิตไหลหมดตัวจนตายรึอย่างไรกัน!?.. ”
วิศณีตุลย์ใต่อการกระทำของอาเทนติยูส และวิ่งหน้าตาตื่นมาที่ตัวของเขา เธอกลัวว่าตัวของเธอในตอนนี้จะรักษาแผลของเขาไม่ได้เหมือนกับที่รักษาให้กับเด็กผู้ชายที่โรงเรียนเมื่อตอนกลางวัน แต่ด้วยความกล้าๆกลัวๆเธอก็เลยก้มลงเป่าแผลที่แขนของอาเทนติยูส..ลงไป
“ พ่วง.. ช่วยหายด้วยทีเถิด.. ฉันล่ะกลัวจริงๆ ” เธอพูดภาษาไทยภาษาเดิมของเธอ
“ … ”
แผลของอาเทนค่อยๆหายเจ็บและเืของอาเทนนั้นหยุดไหลแล้วแต่าแยังคงเป็รอยบาดที่เนื้อยังแยกจากกันอยู่
“ โอ๊ะ.. ข้าไม่เจ็บแล้ว เ้า.. รักษาแผลได้จริงด้วย แค่เป่าลมกับคาถาของเ้าอย่างงั้นรึ แต่าแยังคงอยู่นะ คาถาของเ้ายังคงไม่ค่อยมั่นคงล่ะมั้ง เ้าต้องหมั่นฝึกฝนแล้วล่ะ ”
วิศณีตุลย์ก็ยังสงสัยอยู่ ด้วยว่าแผลของเด็กเมื่อตอนกลางวันนั้นคงเป็แค่แผลถลอกล่ะมั้ง เลยหายจนหมดเกลี้ยงแต่แผลของอาเทนนั้นเป็แผลที่ใช้ของมีคมมากรีดบาดกับเนื้อ และดูเหมือนว่าจะเข้าลึกด้วย งั้นแค่เป่าคงจะไม่หายดี ด้วยความที่เธออยากลอง เธอก็เลยจะใช้อีกวิธีนึง
เธอคิดได้แบบนั้นแล้วก็ลอง วิศณีตุลย์จับแขนของอาเทนมาเป่าอีกทีและพร้อมกับใช้ริมฝีปากของเธอจุมพิตลงไปที่าแของเขาที่ยังไม่หายสนิท และทันใดนั้น.. แผลของอาเทนติยูสก็ค่อยๆปิดตัวลง เนื้อของผิวที่อ้าออกจากกันค่อยๆเชื่อมเข้าหากันและปิดสนิทจนไม่เหลือร่องรอยของาแเช่นในตอนแรกแต่อย่างใด…