แต่ไม่อย่างนั้นเซียวจิ่งหยวนจะถูกเรียกว่าผู้มีสายตาที่แหลมคมและมีความคิดความอ่านที่เฉียบแหลมได้อย่างไรเขามองผาดเดียว เห็นอากัปกิริยาเก้อเขินของเณรน้อยก็รู้แล้ว จากนั้นก็จี้ให้ตรงจุด
และก็เป็ดังคาดเณรน้อยที่ยังคงสำรวมและเก็บอาการอยู่ก็เริ่มลังเลใจทันที
ตีเหล็กต้องตีตอนร้อนเซียวจิ่งหยวนเห็นดังนั้นก็พาเณรน้อยมายังห้องนั่งเล่น ต้มน้ำชงชาอย่างรวดเร็วก่อนยิ้มแหยๆ แล้วรินชาร้อนถวายไปหนึ่งถ้วย “ไต้ซือ ข้าน้อยเซียวจิ่งหยวนยังมิได้ถามชื่อฉายาของท่านเลย”
“อามิตตาพุทธอาตมาชื่อฝ่าเซี่ยง”
เณรน้อยรีบตอบกลับอย่างนอบน้อมก้มหน้าต่ำลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงไพเราะอ่อนโยนไม่น่าเกรงขามดังเช่นตอนที่ปราบปีศาจตอนนั้นเลยแม้แต่น้อย
“ไต้ซือฝ่าเซี่ยง!” เซียวจิ่งหยวนทำท่าทีใ เขาถามอีกครั้งว่า “ที่เป็ผู้มีวิชาสูงส่งแห่งวัดจินซานน่ะหรือ”
“เอ๋?เ้ารู้ได้อย่างไร”
ฝ่าเซี่ยงเบิกตาโพลงดูน่ารักน่าเอ็นดู
‘จริงหรือเนี่ย’ เซียวจิ่งหยวนทึ่ง ไม่คิดว่าฟางเส้าไป๋จะทายได้แม่นเพียงนี้ แน่นอนภายนอกเขาดูมีความมั่นอกมั่นใจและกล่าวด้วยยิ้มกล่าวว่า “ชื่อเสียงของไต้ซือเลื่องลือไปทั่ว ข้าจึงเคยได้ยินมาบ้าง...”
“เป็ไปไม่ได้!” นึกไม่ถึงว่า จู่ๆ ฝ่าเซี่ยงก็หน้าเปลี่ยนสี และกล่าวอย่างระแวดระวังว่า “ข้าเพิ่งลงเขาครั้งแรก พวกเ้าจะรู้จักข้าได้อย่างไร...”
เซียวจิ่งหยวนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเขาก็ไม่คิดว่าจู่ๆ เณรน้อยจะเอาคำพูดนี้ไปคิดจริงจังต้องรู้ก่อนว่าคำพูดส่วนใหญ่ที่ว่าชื่นชมมานานแล้ว และยังชื่นชมอยู่เสมอนั้น กว่าครึ่งเป็คำโกหกเพื่อเยินยอไม่มีผู้ใดคิดเป็จริงเป็จังกัน แต่ดูเหมือนเณรน้อยจะเพิ่งก้าวเข้าสู่สังคม จึงได้คิดเป็จริงเป็จังเช่นนี้...
เซียวจิ่งหยวนฝืนยิ้มในชั่วพริบตาเขากุมมือทำท่าคารวะและเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไต้ซือ ข้าเพียงกล่าวด้วยความเกรงใจอันที่จริงเมื่อก่อนข้าไม่รู้จักท่านเลย ก็แค่เดาไปเรื่อยเท่านั้น”
“เดาอย่างนั้นหรือ” ฝ่าเซี่ยงไม่รู้สึกเขินอายแล้ว แต่ก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเ้าจึงทายได้แม่นยำนัก”
“เพราะข้าฟังเขามาน่ะในพื้นที่เจียงหนานมีเพียงวัดจินซานที่มีภิกษุเปี่ยมด้วยวิชาอาศัยอยู่”
เซียวจิ่งหยวนกล่าวอย่างแ่เบา“ดังนั้นเมื่อได้เห็นท่านปราบปีศาจในวันนั้นเป็ธรรมดาที่พวกข้าจะคาดการณ์ได้ว่าท่านมาจากวัดจินซาน”
“ไม่ใช่!” ฝ่าเซี่ยงหน้านิ่ง ท่าทีขึงขังกล่าวอย่างเอาจริงเอาจัง “ในพื้นที่เจียงหนานทั้งหมดไม่ได้มีเพียงวัดจินซานของเราเท่านั้นที่เป็สายปฏิบัติแต่ยังมีสำนักอวิ๋นหลินตรงยอดเขาเฟยหลายที่หางโจวกับวัดจีิในเมืองซือเฉินผิงแห่งเขาเทียนมู่...”
ฝ่าเซี่ยงแจกแจงรายละเอียดและกล่าวถึงอารามอีกเจ็ดแปดแห่งตามลำดับ
ในตอนสุดท้ายใบหน้าของเขากล่าวอย่างเพ้อฝัน“แน่นอนท่านอาจารย์ของข้ากล่าวเสมอว่าอารามที่เจียงหนานเหล่านี้เทียบอะไรไม่ได้เลยกับสิ่งลึกลับน่าค้นหาแถบูเาฟางจ้างที่อยู่ในทะเลตงไห่ใกล้ๆกับเจียงหนาน...”
“ภายในูเาฟางจ้างมีพระผู้ประเสริฐปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น” ฝ่าเซี่ยงถอนใจ “หากเ้าสามารถไปยังเขาฟางจ้างและฟังเทศนาของผู้ประเสริฐท่านนั้นถึงจะเรียกว่าเป็บุญแก่ชีวิต”
ูเาฟางจ้างเป็หนึ่งในูเานอกทะเลในตำนาน
แน่นอนว่าเื่นี้ไม่ใช่ประเด็นประเด็นสำคัญคือมีสำนักมากมายที่อยู่ในเจียงหนานทำให้รู้ว่าโลกแห่งการฝึกบำเพ็ญนี้ช่างลึกยากหยั่งถึงนอกจากนี้ยังเห็นได้อีกว่าระบบข่าวกรองที่เขากับฟางเส้าไป๋สร้างขึ้นนั้นยังไม่สมบูรณ์หากเป็ข่าวสารที่ไม่สำคัญเท่าใดก็ยังพอใช้การได้อยู่ แต่กลับไม่อาจยุ่งอะไรสิ่งที่เป็ความลับได้เลย
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจอย่างเงียบๆและยิ้ม “ที่แท้เจียงหนานก็ยังมีวัดที่มีพระที่มีชื่อเสียงมากมายเช่นนี้เองหรอกหรือก่อนหน้านี้ข้ามีความรู้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต้องขอบพระคุณไต้ซือที่ชี้แนะ”
“สิ่งนี้ดูเหมือนจะเป็เกร็ดความรู้ทั่วไปนะ”ฝ่าเซี่ยงแปลกใจเล็กน้อย “อาจารย์ในสำนักไม่เคยเล่าให้ฟังหรือ”
“ข้าเป็ผู้ฝึกตนอิสระน่ะ!” เซียวจิ่งหยวนยิ้มอย่างใจเย็นและกล่าวว่า“ตอนบำเพ็ญเพียรขาดคนชี้แนะ ต้องลองผิดลองถูกเองมาทั้งชีวิตมีจุดใดที่บกพร่องไปก็ต้องขออภัย”
“เอ่อ...”
ฝ่าเซี่ยงชะงักไปอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็พูดไม่ออกนิ้วมืออดเล่นสร้อยลูกประคำที่ห้อยคออยู่ด้วยความเขินอายไม่ได้ ยังดีที่ยามนี้ข้ารับใช้ยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเขาขนกล่องอาหารกลับมา จานอาหารเจในกล่องถูกจัดขึ้นบนโต๊ะอย่างเป็ระเบียบภายใต้การกำกับของเซียวจิ่งหยวน
ในเมืองซูโจวร้านอาหารเจของหอไท่ไป๋ถือว่าไม่เป็สองรองใครว่ากันว่าพ่อครัวในหอเป็ปรมาจารย์ด้านอาหารชาววัง จัดทำอาหารเจถวายแด่ฮองเฮาที่นับถือพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะต่อมาเนื่องด้วยความชราจึงกลับบ้านเกิดและก่อตั้งหอไท่ไป๋ขึ้นมาพร้อมกับเหล่าลูกศิษย์
ด้วยชื่อเสียงของงานเลี้ยงในพระราชวังกิจการของหอไท่ไป๋จึงรุ่งเรืองเป็อย่างมากนอกจากนี้ในเขตพื้นที่ของเจียงหนานยังมีผู้คนที่นับถือพระพุทธศาสนาอยู่เป็จำนวนมากไม่ว่าจะนับถือด้วยความเขานับถือกันมาก็นับถือด้วย หรือนับถือด้วยใจรักั้แ่แรกแต่อาหารเจก็ขายดีมาก ดังนั้นทุกวันหอไท่ไป๋จึงต้องเตรียมอาหารเจเอาไว้ล่วงหน้ากว่าหลายสิบโต๊ะเผื่อกรณีฉุกเฉิน
เมื่อเซียวจิ่งหยวนจ่ายเงินไปเป็สินน้ำใจพอประมาณข้ารับใช้ก็จากไป อาหารถูกจัดไว้เต็มโต๊ะทั่วทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นจากไอร้อนที่คละคลุ้งดูน่าอร่อย
“ไต้ซือ เที่ยงแล้ว เชิญกินอาหารสักหน่อยเถิด”
เซียวจิ่งหยวนผายมือและเชิญเณรน้อยนั่งลงด้วยการต้อนรับอย่างอบอุ่น
มิตรภาพมากมายล้วนเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารไม่เว้นแม้แต่ผู้ฝึกตนก็ตาม
ฝ่าเซี่ยงนั่งลงอย่างสงบชามและตะเกียบนิ่งไม่ไหวติง แต่ภายใต้การทักทายของเซียวจิ่งหยวนเณรน้อยก็ไม่อาจอดทนต่อการต้อนรับเช่นนี้ได้ จึงรีบรวบรวมสมาธิอาหารเจกลิ่นหอมยั่วยวนเตะจมูกช่างเป็ที่น่าพึงพอใจเสียยิ่งกว่าผลไม้ป่าจริงๆ
ในขณะที่กำลังกินดื่มอยู่นั้นเณรน้อยก็ลดความระแวงลงคิ้วที่ขมวดมุ่นก็คลายออกพร้อมยิ้มด้วยคิดว่าเซียวจิ่งหยวนช่างเป็คนดีอย่างน้อยก็ไม่รู้สึกถึงความเป็ศัตรูเลยนี่เป็เหตุผลว่าเหตุใดเขาถึงได้ตามเซียวจิ่งหยวนกลับมา
ที่จริงด้วยพลังที่เณรน้อยมีการรับรู้ทางจิติญญาจะปราดเปรียวรวดเร็วยามใดก็ตามที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนก็จะตัดสินฝ่ายตรงข้ามได้ทันที ว่ามีเจตนาร้ายหรือดีจากการพูดจาและกิริยาท่าทางของอีกฝ่าย
แต่ความสามารถแบบนี้เซียวจิ่งหยวนก็มีแถมยังมีประสบการณ์มากกว่าเณรน้อยเยอะ
“อามิตตาพุทธ ต้องขอบใจเ้ามากสำหรับการต้อนรับ” หลังจากนั้นไม่นานมื้อกลางวันก็จบลง ข้ารับใช้เก็บกวาดจนเรียบร้อยและยกชาร้อนมาให้อีกครั้งเณรน้อยพนมมือพร้อมกล่าวว่า “เ้ามีเื่อันใดก็พูดออกมาเถิด”
ผู้บำเพ็ญพรตนั้นมีทั้งดีชั่วปะปนกันไปอาจหน้าซื่อใจคด หรือเป็ผู้มีเมตตากรุณาและซื่อสัตย์จริงใจก็ได้เช่นกัน แต่ล้วนไม่ใช่คนโง่เพราะคนโง่เขลาเบาปัญญาความรู้ไม่เพียงพอนั้นไม่อาจฝึกเป็เซียนและไม่อาจเข้าถึงเต๋าได้
แม้ฝ่าเซี่ยงเป็คนเรียบง่ายและไม่มีประสบการณ์ชีวิตเท่าไรแต่ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่บางทีเขาอาจจะไม่เข้าใจว่าอะไรที่เรียกว่าการทำดีหวังผลแต่เขารู้ว่าไม่มีผู้ใดให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อีกอย่างตอนอยู่ที่โต๊ะอาหารเซียวจิ่งหยวนก็พยายามจะบอกอยู่หลายครา แต่เณรน้อยก็ไม่ตรัสรู้เสียที สมองทื่อเหมือนมู่อวี่[1]อย่างไรอย่างนั้น
“ไต้ซือ...” เมื่อกล่าวถึงเื่จริงจังเซียวจิ่งหยวนก็ทำท่าทางขึงขัง หลังจากลังเลอยู่เล็กน้อย เขาก็เอ่ยเบาๆ “ท่านลงเขาครั้งแรกก็ไปที่เมืองซูโจวเพื่อสระกระบี่เนินพยัคฆ์ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว”
ฝ่าเซี่ยงพยักหน้าเบาๆไม่ปิดบังอะไร เพราะไม่มีอะไรที่จำเป็ต้องปิดบัง
“ว่าแล้ว...” เซียวจิ่งหยวนรวบรวมสมาธิแล้วพูดต่อว่า “ข้าได้ยินมา ว่าการจะเข้าสู่สระกระบี่เนินพยัคฆ์ได้นั้นจะต้องมีป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์ไม่ทราบว่าไต้ซือมีหรือไม่...”
“ข้ามีป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์!”
เณรน้อยไม่มีใจปิดบังสารภาพออกมาอย่างชัดเจนศีรษะอันกลมเกลี้ยงภายใต้แสงแดดของเขาสะท้อนแสงวาววับแลดูเคร่งขรึมและเที่ยงตรง
“เอ๋”
เซียวจิ่งหยวนงงงวยฝ่าเซี่ยงมีป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์ ไม่ได้หมายความว่าแผนของเขาล่มหรอกหรือสิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็ไร้ผลน่ะสิ เขาคิดแล้วคิดอีกเป็พันหมื่นครั้งเหตุใดถึงเป็อิหรอบนี้ไปได้นะ
“เ้ามีเื่อะไรกันแน่”
เณรน้อยเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ขัดจังหวะความงุนงงของเซียวจิ่งหยวน
“เอ่อ...เดิมทีก็มีแต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว” เซียวจิ่งหยวนฝืนยิ้ม“ข้านึกว่าหากไต้ซือยังไม่มีป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์ข้าสามารถช่วยท่านได้...ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าท่านมีป้ายคำสั่งแล้วอย่างนั้นข้าก็คงไม่ต้องช่วยท่านแล้ว”
“เอ๋?”
เณรน้อยกระพริบตาปริบๆ ดูน่ารักเห็นได้ชัดว่าเขางุนงงและไม่เข้าใจสถานการณ์ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เข้าใจแสงสีเขียวประหลาดก็ผ่านวาบไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
ซูม!
แสงสีเขียวสว่างวาบแม้แต่เณรน้อยก็ไม่ทันได้ตั้งตัวและตอบโต้ไม่ทันยิ่งไปกว่านั้นพลังของเซียวจิ่งหยวนยังด้อยกว่าเณรน้อยอยู่มากจึงไม่รับรู้อะไรเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งแสงสีเขียวกลายเป็ประกายแล่นเข้ามาในห้องนั่งเล่นปรากฏต่อหน้าต่อตาของเขา เซียวจิ่งหยวนถึงจะรู้สึก เขาตัวสั่นเทิ้มและตกตะลึงในทันที
แต่มารู้ตัวเอาตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว
ฟึ่บๆ!
แสงสีเขียวสลายไปในอากาศปรากฏบางสิ่งบางอย่างคล้ายเหรียญทองแดงไม่เพียงเท่านั้นยังมีแมลงประหลาดที่สลักอยู่บนนั้นราวกับของจริงอีกด้วย เมื่อเหรียญทองแดงนั้นลอยอยู่เหนือศีรษะของเซียวจิ่งหยวนแมลงประหลาดตัวนั้นก็หลุดออกจากเหรียญทองแดงจากนั้นก็พองตัวขึ้นคล้ายกับวัวภายในชั่วพริบตา
แมลงตัวเท่ากับวัวปล่อยหนวดยาวๆออกมาพันไว้รอบเอวของเซียวจิ่งหยวนอย่างแ่า จากนั้นก็กลายเป็ลำแสงอีกครั้งลากเอาเซียวจิ่งหยวนขึ้นไปในอากาศ...
เวลาที่แสงสีเขียวปรากฏขึ้นและม้วนเอาเซียวจิ่งหยวนขึ้นไปในอากาศนั้นเร็วราวกับดีดนิ้วเณรน้อยรู้สึกเพียงตาพร่ามัว จากนั้นร่างของเซียวจิ่งหยวนก็หายไปแล้ว
ฝ่าเซี่ยงมองไปยังที่นั่งที่ว่างเปล่าในที่สุดเขาก็ได้สติกลับมา
ในตอนนั้นเองใจของเขาอึดอัดคับข้องราวกับมีความโกรธที่ไม่อาจอธิบายได้แผดเผาอยู่ในทรวงไม่ว่าแสงสีเขียวจะมีจุดมุ่งหมายอะไร อย่างไรเสียการลักพาตัวคนต่อหน้าเหมือนไม่เห็นหัวเขาเช่นนี้เขารับไม่ได้
“โจรลักพาตัว รอก่อนเถิด!”
ทันใดนั้นเณรน้อยก็ยกบาตรสีม่วงทองขึ้นมากลายเป็ลำแสงสว่างวาบเหมือนดาวตกตามออกไป จากนั้นห้องนั่งเล่นก็ว่างเปล่าเหลือเพียงกลุ่มข้ารับใช้ที่ตกตะลึงเป็หุ่นไม้ทำอะไรไม่ถูก
“เร็ว ไปตามลูกพี่ไป๋แล้วรายงาน!”
สถานการณ์คับขันเช่นนี้เป็ธรรมดาที่จะทำให้ข้ารับใช้ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปหลังผ่านไปนานถึงมีคนได้สติ ร้องะโแล้วรีบออกไปในทันที...
[1]มู่อวี่หรือ ปลาไม้ เป็อุปกรณ์เคาะจังหวะระหว่างสวดมนต์ของพระจีน