Virtual Spirit War สงครามลีกพันธุ์เดือด

    ตอนที่ 1

                 กช โกมล อายุย่างเข้าสิบแปดปี นักศึกษาอาชีวะปวช. ปีสาม สาขาการตลาด อีกเพียงสามเดือนปีการศึกษานี้ของเขาก็จะจบลง ทว่ายิ่งใกล้ความเป็นจริงมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งกังวลมากเท่านั้น กังวลต่ออนาคตอันใกล้ที่กำลังเข้ามาถึงในไม่ช้า
    กชเป็นเด็กหนุ่มที่ตัวสูงพอสมควร ความสูงของเขาอยู่ที่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร หน้าตาก็ถือว่าปกติธรรมดาจะมีเพียงจมูกที่โด่งเป็นสันที่พอจะขับใบหน้าธรรมดาของเขาให้เด่นขึ้นมาเล็กน้อยเนื่องจากเป็นโรงเรียนสายอาชีพเรื่องทรงผมจึงไม่ได้เคร่งครัดมากนักแต่เจ้าตัวเองก็คอยตัดให้สั้นพอเหมาะพอดีกับวัยวุฒิในวัยเรียนของเขา เวลาว่างต่อวันประมาณสองชั่วโมงเขามักเข้าชมรมมวยสากลสมัครเล่น ที่เล่นก็เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ทว่าไปๆมาๆฝีมือพลันดีขึ้นๆจนเคยถูกเชื้อเชิญให้ฝึกฝนอย่างจริงจังแต่เขาปฏิเสธไป
    มองออกไปนอกหน้าต่างห้องเรียนเห็นสนามกีฬาที่ใบหน้าหลายๆคนที่คุ้นเคยกำลังแข็งขันกันอย่างสนุกสนานก่อนจะหันหน้ากลับมาล้วงเอาสมาร์ทโฟนแบบเก่าขึ้นมาเปิดแอพพลิเคชั่นเกมขึ้นมาเล่น
    “เฮ้ยไอ้กช ทำอะไรอยู่” เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นมาจากหน้าประตูห้องพร้อมๆกับร่างในชุดสูทสีเทาของสถานศึกษาจะโพล่เข้ามายืนท้าวเอวแล้วสะบัดผมอยู่ข้างหน้า
    เนื่องจากเป็นคาบว่างและใกล้เลิกเรียนแล้ว คนอื่นๆเลยใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมที่ตนเองชอบ เขาเองวันนี้พลันรู้สึกเบื่อ จึงไม่ได้ออกไปไหนเช่นกัน
    “โธ่ให้ตายเถอะน้องกชของพี่ต่าย วันนี้ก็ไม่มีใครคบอีกแล้วมานั่งกดเกมตัวต่ออยู่ในสมาร์ทโฟนเก่าๆนี่” เด็กหนุ่มชื่อต่าย เพื่อนที่เห็นได้ทั่วๆไปในห้องในความคิดของกช เดินปรี่เข้ามาทันทีที่พูดหยอกล้อขึ้นมา
    “โอ้โฮ ไม่นึกเลยว่าข่าวลือจะเป็นจริงด้วย” ต่ายพูดขึ้นมาด้วยท่าทีตกใจ
    “ข่าวลือ” มาถึงตอนนี้ กชเงยหน้าขึ้นมองแล้วถามออกไปด้วยความสงสัย
    “ก็ข่าวลือที่ว่าแกเป็นพวกโอตาคุติดเกมเลี้ยงสัตว์งอมแงมเลยไงละ”
    “เกมเลี้ยงสัตว์ นี่ไม่ใช่เกมเลี้ยงสัตว์สักหน่อย” กชเถียงออกไป
    “จะอสูร มอนสเตอร์ มันก็คือไอ้เกมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงดีดีนี่แหละ” ต่ายพูดขึ้นมาทำหน้าตาน่าสงสาร
    กชสบถในลำคอขึ้นมาครั้งหนึ่ง
    ‘หึ บังอาจมาดูถูกเกมนักล่ามังกรแห่งคาราเวลเสียได้’
    “เอาละๆ ไม่หยอกแกแล้วก็ได้ ที่มานี่มีคนเรียกแก ก็เลยมาตาม” ในที่สุดต่ายก็ยอมแพ้ให้กับโอตาคุติดเกมตรงหน้า
    “ตาม ตามไปไหน”
    “ไปไหน ก็ชมรมไง รองกัปตันเขาให้มาตามแกไปที่ชมรมเห็นแกไม่ได้ไปมาสามสี่วันแล้วไม่ใช่รึไง” ต่ายโวยวายขึ้นมา
    “ก็ช่วงนี้มันเบื่อๆ”
    “อย่าบอกนะว่าเรื่องเรียนต่อ จำได้ว่าแกบ่นเรื่องไม่มีเงินหนิ คนไม่มีเงินเรียนต่อแต่มีเวลามานั่งให้อาหารสัตว์เลี้ยง สมองแกรวนแล้วรึไง” ต่ายเริ่มหาเรื่องบ่นเพื่อนตัวเอง ทว่าเมื่อบ่นเสร็จสายตาหันไปมองดวงตาของกชเหล่มองมาทางเขาไม่กระพริบตา ลางสังหรณ์ร้ายพลันเต้นตุบๆขึ้นมาทันที สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดตื่นขึ้นมา เขารีบถอยกายออกห่างคนตรงหน้าทันที
    ประสบการณ์ของสัญชาตญาณที่ทำงานทำมาหนึ่งปีครึ่งแม้จะเตือนแต่ไม่มีสักครั้งที่จะหนีได้ทันและครั้งนี้ก็เป็นเฉกเช่นเดิม
    โป๊ก!
    เสียงหน้าผากของเขาถูกฟาดด้วยหน้าผากของชายตรงหน้า หัวแข็งๆของกช ตนเองรับรู้ได้ดียิ่งกว่าใคร หากเป็นการ์ตูนป่านนี้หน้าผากตนเองคงปูดขึ้นมาพร้อมๆกับควันสีขาวที่ลอยขึ้น
    กชเองก็ลุกขึ้นเก็บกระเป๋าเดินจากไปทันที
    “เฮ้ ไปไหนน่ะ รองกัปตันเขาเรียกหาแกนะเฮ้ยไอ้กช” ต่ายพูดจบเสียงออดดังขึ้นเป็นสัญญาณเตือนว่าชั่วโมงเรียนของวันนี้จบแล้ว
    “เบื่อ กลับบ้าน” กชตอบก่อนจะเดินต่อไป
    “ฮึ่ม หัวมันแข็งฉิบ”
    “เฮ้ยไอ้กช ไหนๆก็กลับแล้ว ไปดูรายละเอียดการเปิดโฮโลแกรมโลกเสมือนไหม...อ้าวไปไหนแล้ว?”
    กชเดินออกจากห้อง มีทักทายคนรู้จักบ้างเล็กน้อย เสียงของต่ายที่ดังตามหลังมาเขาเองก็ได้ยิน แต่ทำเป็นไม่สนใจ
    การเปิดโฮโลแกรมโลกเสมือน หรือจะพูดว่าทฤษฎีของโฮโลกราฟีนั้นถูกนำเอามาใช้กันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ สามสิบปีที่แล้ว ในปัจจุบัน พ.ศ. 2716 ตอนนี้เป็นเดือนสิงหาคม ซึ่งปลายเดือนวันที่ 25 นั้นจะมีการเปิดระบบโฮโลแกรมโลกเสมือนพร้อมกันทั่วโลก
    โฮโลแกรมโลกเสมือนเป็นการร่วมมือกันของบริษัทเอ็นซีจีคอร์ปอเรชั่น โดยมีนายทุนร่วมกันทั้งหมด 24 ประเทศทั่วโลกเป็นคนออกทุนและส่งนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมการค้นคว้า เนื่องจากการสร้างโฮโลแกรมโลกเสมือนขึ้นครอบคลุมทั่วโลกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หากต้องใช้ปัจจัยภายในประเทศตัวเองอย่างเดียว เพราะฉะนั้นในปี พ.ศ.2705 ดาวเทียมเอชเอลโปรเจคซีโร่ทั้งสิบสองจึงถือกำเนิดขึ้น
    ในปี พ.ศ. 2710 เสารับสัญญาณและจานดาวเทียมขนาดมหึมาก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อรองรับการส่งสัญญาณดาวเทียมทั้งสิบสองที่ถูกส่งออกไปนอกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2707 และบริษัทเอ็นซีจีคอร์ปอเรชั่นยังคงระดมความอัจฉริยะของนักวิทยาศาสตร์ในองค์กรร่วมกันพัฒนาเพื่อให้ระบบเกิดความเสถียรภาพและมีการใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน วิทยาการต่างๆล้วนพัฒนาขึ้นก้าวไกลจากอดีตไปอย่างก้าวกระโดด
    ในวันที่ 25 สิงหาคม ที่จะถึงในอีกเจ็ดวันข้างหน้า มีข่าวที่บริษัทเอ็นซีจีคอร์ปอเรชั่นได้ปล่อยออกมาถึงระบบโฮโลแกรมโลกเสมือนตัวใหม่ ซึ่งเปิดเผยเพียงว่าระบบตัวนี้จะพลิกโฉมทุกวงการวิทยาศาสตร์ของโลกที่เคยมีมา ในวันนี้เองเวลาหกโมงเย็นของประเทศไทย จะมีการเปิดเผยข้อมูลออกมาอีกเล็กน้อยเป็นการเรียกน้ำย่อยจากบุคคลที่สนใจทุกเพศทุกวัย
    กชไม่ได้สนใจมันมากนัก ลำพังเรื่องของตัวเองเขาก็ยุ่งพอแล้ว ครอบครัวของกชเป็นครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง พูดได้ว่ามีพอกินพอใช้เหลือเก็บไปในแต่ละวัน ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวขนาดเล็กที่อยู่กันเพียงสี่คนคือ พ่อแม่ กชและน้องสาวที่อายุห่างกันสองปี
    พ่อของเขาเป็นผู้ดูแลศาลเจ้าของจีนในละแวกบ้านของเขาเอง พ่อของเขาเป็นคนไทยเชื่อสายจีน เงินเดือนของผู้ดูแลศาลเจ้าไม่ได้เยอะแยะอะไรมากนัก ส่วนแม่ของเขาเป็นแม่ค้าขายผักในตลาด ลำพังสองชีวิตทำงานส่งตัวเขาและน้องสาวเรียนก็ลำบากพอทนแล้ว
    ที่กชเครียดอยู่ไม่ใช่เป็นเพราะผลการเรียนของเขาไม่ดี ผลการเรียนของเขาค่อนข้างจะพูดได้ว่าติดอันดับท็อบเลยก็ว่าได้ เขาเองคิดจะสอบชิงทุนเช่นกัน ทว่าที่นั่งนักเรียนทุนทั้งสามที่นั่งถูกพวกใช้เส้นสายยึดไปตั้งแต่เขายังไม่ทันได้สู้ การกู้ยืมเงินเรียนนั้นก็ถูกยกเลิกไปหลายปีแล้วเนื่องจากผู้กูยืม 90% ไม่คิดจะคืนเงินให้ภาครัฐ จึงกลายเป็นปัญหาสำหรับเขาในตอนนี้ กชแทบอยากจะจุดไฟเผาพริกเผาเกลือแช่งทว่าพริกกับเกลือเดี๋ยวนี้ก็แพงพอสมควร
    โรงเรียนกับบ้านของเขาห่างกันไม่ไกลนัก นั่งรถประจำทางสามป้ายก็ถึงใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที กชลงจากรถเดินเข้าไปทางปากซอยซึ่งเป็นทางแคบที่รถยนต์เข้าไปได้แต่ไม่สามารถกลับรถได้
    ระหว่างทางยังผ่านศาลเจ้าจิวซือที่พ่อของเขาเป็นผู้ดูแลอยู่ เขาหันไปทำความเคารพในแบบจีนเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป
    บ้านของเขาเป็นบ้านไม้สองชั้นไม่ได้แยกเป็นบ้านเดียวทว่ากลับคล้ายตึกแถวเรียงกันยาวไปมากกว่าสิบคูหา เลยไปเพียงแค่ช่องทางเดินผ่านจะเป็นตลาดขนาดใหญ่ของชุมชน บ้านของเขานั้นอยู่หัวมุมติดทางเดินพอดี แม่ของเขาจึงถือโอกาสเปิดร้านขายผักอยู่หน้าบ้านเพราะไม่ต้องไปลำบากเสียค่าที่ เมื่อเดือนก็ก่อนเพิ่งจะเพิ่มบาร์ขายชากาแฟโบราณเล็กๆขึ้นมาเอาไว้ขายระหว่างวัน เพราะผักนั้นส่วนมากจะขายเพียงช่วงเช้าและเย็นเท่านั้น
    “แม่ ยัยอรกลับบ้านมารึยัง” กชที่เพิ่งจะถึงบ้านเอ่ยถามผู้เป็นแม่
    “กลับมาแล้ว เห็นหมกอยู่ในห้องนั่นแหละ ไหนๆก็มาแล้ว บอกให้ลงมาเตรียมทำความสะอาดได้แล้วจะได้ทำข้าวเย็นกินกัน”
    กชพยักหน้ารับ เขาวางกระเป๋าก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบนซึ่งมีอยู่สองห้องนอนหนึ่งห้องน้ำ
    หนึ่งเป็นห้องของเขาเองฝั่งตรงข้ามเป็นของน้องสาวของเขา กชอร โกมล เพิ่งจะอายุได้ 16 ปีเต็มเมื่อเดือนที่แล้ว เรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนสหศึกษา
    ตึง ตึง ตึง
    เสียงเคาะประตูดังขึ้น เด็กสาวที่นอนคว่ำอยู่บนเตียงในมือถือสมาร์ทโฟนกำลังไล่ล่าฟันมังกรตนหนึ่งอยู่สีหน้าแปรเปลี่ยนกลายเป็นหงุดหงิดขึ้นมาทันที
    เพราะเสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างไม่มีปีมีขลุ่ย ตัวละครนักเวทย์ของเธอพลันชะงักค้างเพราะการสไลด์นิ้วมือที่ผิดพลาดถูกมังกรฟาดหางเข้าใส่จนตาย
    “กรี๊ด!” เสียงดังขึ้นมาพร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออกพร้อมกับหน้าของเด็กสาวที่งามสง่าด้วยใบหน้าดั่งไอดอลสาว ทว่าสีหน้าที่กชมองอยู่บ่งบอกอารมณ์ของเจ้าของได้เป็นอย่างดี
    “พี่กช..”
    ปัง!
    อรยังพูดไม่ทันจบ กชคว้าเข้าที่ประตูเพื่อปิดโดยไม่บอกกล่าว เสียงดังปัง พร้อมกับเสียงเหมือนมีบางอย่างกระแทก กชไม่สนใจรีบหันหลังวิ่งเข้าไปยังห้องตัวเองที่เปิดทิ้งไว้ทันที
    “พี่กช ออกมาเดี๋ยวนี้” เสียงของอรดังขึ้นมาพร้อมกับประตูของห้องกชที่ถูกเปิดออก
    “เฮ้ย เปิดเข้ามาได้ไง” กชรีบถามออกไปด้วยความตกใจ ทว่าเมื่อเห็นของบางอย่างในมือของน้องสาวก็พลันร้องอ๋อ
    “ไปปั้มกุญแจห้องพี่มาตอนไหน” กชเอ่ยถามถึงกุญแจดอกใหม่ที่เขาไม่คุ้นตาถูกน้องสาวใช้นิ้วจับเหวี่ยงหมุนไปมา
    “เมื่อวานก่อน พี่ชอบปิดประตูหนี อรเลยแอบเอากุญแจพี่ไปปั้มมาหนึ่งดอก”
    “ฮึ่ม ช่างเถอะ แม่บอกให้ไปทำความสะอาดข้างล่างเดี๋ยวจะได้ทำกับข้าวเย็นกิน”
    “อ้าว แล้วทำไมพี่ไม่ทำล่ะ มาบอกอรทำไมปกติพี่ก็ทำตรงนี้อยู่แล้ว พี่ก็รู้อรทำกับข้าวได้แย่มาก”
    “พี่หมายถึงทำความสะอาด” กชรีบตอบกลับไป
    “ไม่เอาล่ะวันนี้ฉันขอพักหน่อย เหนื่อยกีฬาสีมาทั้งวัน”
    “บอสมังกรตัวที่ 20 ยังไม่ผ่านใช่ไหม นักเวทย์แพ้ทางเจ้าตัวนี้รีบไปทำความสะอาดซะกินข้าวเสร็จเดี๋ยวลิงค์กันสองเครื่องไปช่วยจัดการให้”
    “เหอะ แล้วก็ไม่รีบบอก” อรทำสีหน้าแหยๆแล้วรีบวิ่งลงไปชั้นล่างทันที

            

    ‘หึ ไอ้พวกที่ดูถูกเกมนักล่ามังกรแห่งคาราเวล เป็นยังไงละนี่คือความเทพของมัน’