“ถึงกับต้องสังเวยลูกหลานของตนเองเลยเหรอ? มันไม่โหดร้ายเกินไปเหรอเพียงแค่การเคารพบรรพบุรุษ?”
เอลลี่อดไม่ได้ที่หน้าเปลี่ยนสีเมื่อได้ยินถึงการเคารพบรรพบุรุษที่บ้าบอไร้เหตุผลนี้ในอดีต ชายชราที่ได้ยินเช่นนั้นแน่นอนเขาก็เห็นด้วยว่ามันดูบ้าบอ เขาจึงพยักหน้าก่อนที่จะกล่าวต่อ
“จากการวิเคราะห์มันก็มีเหตุผลอยู่…”
“เหตุผลคืออะไร?”
เอลลี่ถาม
“ลูกหลานเชื้อสายราชวงศ์หรือจักรพรรดินั้นมีจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็การผลักดันให้ลูกหลานนั้นต่อสู้และเติบโต ทำให้พวกเขาจะเลือกลูกหลานคนที่ด้อยที่สุดเพื่อสังเวยชีวิตให้กับบรรพบุรุษของพวกเขา”
“…”
ทันทีที่ชายชรากำลังจะกล่าวเล่าเื่ราวต่อ คริสที่ดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจเื่ราวขึ้นมาเล็กน้อยจึงกล่าวถามออกมาว่า
“คุณพอจะรู้หรือไม่ว่าบรรพบุรุษที่พวกเขาเคารพกันนักหนานี้เป็ใคร?”
คำถามของคริสนั้นจุดประเด็นให้กับทุกคน ไม่มีใครในที่นี้เลยแม้แต่คนเดียวที่จะไม่อยากรู้เื่นี้
“แน่นอนว่าต้องรู้จัก และชนพื้นเมืองของโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็เผ่าพันธุ์ใดๆ ล้วนแล้วแต่ต้องรู้จักเขาทั้งสิ้น!”
“เขาคือตัวตนอันยิ่งใหญ่?”
คริสกล่าวถามอีกครั้งและ้าให้ชายชรานั้นคายคำพูดของเขาออกมาโดยเร็ว และแน่นอนว่าชายชรานั้นก็ได้ตอบสนองตามที่เขา้าอย่างรวดเร็ว
“ยิ่งกว่ายิ่งใหญ่อีก เขามีนามว่าไอแซคที่ 1 เป็ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิโบราณ และได้รับสมญานามว่ามนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกในเวลานั้น!”
“สูดดดดด…”
พวกเขาต่างพากันสูดหายใจเข้าลึกหลังจากทราบถึงรายละเอียดนี้ สมญานามว่า ‘มนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก’ ในอดีตนั้นสมญานามนี้ย่อมต้องยิ่งใหญ่กว่าในปัจจุบันอย่างแน่นอนเพราะโลกนี้ในอดีตนั้นเต็มไปด้วยภัยพิบัติและามากมายแตกต่างกับปัจจุบันแม้ว่าจะมีาอยู่บ้างแต่หากเอาไปเปรียบเทียบกับยุคของจักรวรรดิโบราณ สามารถกล่าวได้ว่าเป็ยุคที่สงบสุขไปเลย
คริสและเอลลี่ต่างถามเื่อื่นๆ เกี่ยวกับจักรวรรดิโบราณกับชายชรามากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ชายชรานั้นจะตอบไม่ค่อยได้ เพราะบันทึกที่ถูกค้นพบเกี่ยวกับมันนั้นมีน้อยเหลือเกิน ในระหว่างนั้นเองอยู่ๆ โลกใต้พิภพแห่งนี้ก็ได้เกิดเื่บางอย่างขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกคนในโลกใต้พิภพแห่งนี้
“ครืนนนนนนน….”
แผ่นดินได้ไหวะเือย่างรุนแรงโดยเฉพาะบริเวณที่พวกนักเรียนและกองทัพของประเทศเซนทอร์อยู่ ซึ่งทุกคนนั้นล้วนแต่รู้สึกว่าการสั่นไหวในครั้งนี้มีศูนย์กลางมาจากสถานที่ไม่ไกลจากพวกเขามากนัก ดังนั้นทันทีที่มันหยุดลงทุกคนก็รีบเคลื่อนไหวไปจุดเกิดเหตุทันทีซึ่งมันอยู่จุดลึกสุดของห้องโถงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่แห่งนี้
“เราหาทางไปต่อได้แล้ว!”
ทหารคนหนึ่งซึ่งน่าจะมีตำแหน่งที่สูงมากในกองทัพได้รายงานต่อนักโบราณคดีและกลุ่มนักเรียนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เบื้องหน้าของพวกนักเรียนและคนของประเทศเซนทอร์นั้นเป็บานประตูขนาดใหญ่ มันใหญ่มากๆ จนไม่น่าเชื่อ แม้แต่ร่างกายของพวกเขาหากเปรียบเทียบกับประตูนั้นก็ไม่ต่างกับมดเลยซึ่งประตูนั้นได้เปิดอ้าต้อนรับพวกเขาทุกคนแล้ว และการเกิดแผ่นดินไหวเมื่อสักครู่ก็ได้เกิดจากบานประตูนี้ได้เปิดขึ้นเป็ครั้งแรก
……
ในขณะที่ประตูบานั์ได้เปิดออก ส่งผลให้โลกใต้พิภพทุกสถานที่เกิดแรงสั่นะเืที่เปรียบเสมือนการแจ้งเตือนให้กับทุกคนรู้ กลุ่มของเซน ที่มีหญิงสาวสองคน และเผ่าครึ่งคนครึ่งสัตว์อีกหนึ่งก็รู้สึกถึงมันได้เช่นเดียวกัน แต่สำหรับเซนนั้นจะแตกต่างออกไปเพราะเขากลับได้ยินเสียงในหัวของเขาบอกประกาศบางอย่าง
[ประตูสู่สุสานบรรพชนได้เปิดออกแล้ว ขอให้ท่านรีบมุ่งหน้าไปเพื่อสำเร็จภารกิจ]
ทันทีที่เสียงในหัวกล่าวจบฝีเท้าที่ก้าวอย่างมั่นคงของเซนนั้นก็หยุดชะงักไปในทันที ทำให้ทั้งกลุ่มนั้นล้วนแล้วแต่หยุดเช่นเดียวกันและหันมามองเซน ก่อนที่เฒ่าชราเฉินจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เกิดอะไรขึ้น เ้าหวาดกลัวแผ่นดินไหวหรือ?”
เซนนั้นรีบส่ายหน้าอย่างไวก่อนที่จะกล่าวถามชายชราว่า
“ท่านไม่ได้ยินเสียงในหัว?”
“เ้ากำลังหมายถึงคำบัญชาของพระเ้า!?”
ชายชราในตอนแรกนั้นค่อนข้างตกตะลึงผิดกับสองสาวที่รู้อยู่แล้วว่าเซนนั้นแข็งแกร่งถึงขนาดสามารถได้รับคำบัญชาจากพระเ้าได้ ชายชราเปลี่ยนเป็สงบอย่างรวดเร็วก่อนที่จะกล่าวตอบความจริงกับเซนว่า
“ข้าไม่ได้ยินหรอก ตัวข้ายังอ่อนแอเกินไป…”
ชายชรากล่าวจบก็ได้ถอนหายใจออกมา ไม่ใช่เพียงแค่เซนเท่านั้นหลังจากที่ชายชรากล่าวตอบ แม้แต่สองสาวเองก็ยังประหลาดใจเพราะเฒ่าชราเฉินนั้นเห็นได้ว่าแข็งแกร่งอย่างมาก แต่ยังไม่สามารถรับคำบัญชาจากพระเ้าได้ ซึ่งนั่นทำให้เซนนั้นยิ่งสงสัยว่าต้องแข็งแกร่งระดับไหนกันจึงจะสามารถรับมันได้
“คำบัญชาจากพระเ้าบอกนายว่ายังไง มันเกี่ยวกับแผ่นดินไหวเมื่อครู่ใช่ไหม?”
ยูริกล่าวถามพร้อมกับนำดาบเล่มใหญ่มากอดไว้กลางหน้าอกของเธอ มาเรียเองก็ค่อนข้างสนใจเื่นี้เช่นเดียวกัน
“มันบอกว่า ประตูสู่สุสานบรรพชนได้เปิดออกแล้ว ให้ฉันเดินทางไปที่นั่น…”
“ประตูสู่สุสานบรรพชน…”
ทั้งกลุ่มนอกจากเซนต่างพึมพำชื่อนี้ซ้ำไปซ้ำมา แต่กลับพบว่าไม่สามารถนึกถึงหรือคุ้นชินกับชื่อเรียกได้กล่าวเลย เฒ่าชราเฉินลูบหนวดของตนเองก่อนที่จะกล่าวถามอย่างสงบว่า
“เ้ารู้ตำแหน่งของมันหรือไม่?”
“แน่นอนว่ารู้!”
เซนตอบอย่างไม่ต้องคิด เพราะทันทีที่เสียงในหัวของเขาดังขึ้น เขาก็ได้รับการระบุตำแหน่งของประตูนั้นแล้ว เขาสามารถรู้สึกได้ถึงมันและเขาเชื่อว่าหากเดินทางไปตามเส้นทางนี้นั้นจะต้องพบกับมันอย่างแน่นอน
“งั้นเรารีบไปกันเถอะ!”
ทั้งกลุ่มต่างเคลื่อนตัวเร็วขึ้นเมื่อทราบถึงจุดหมายที่พวกเขาจะต้องมุ่งหน้าไปแล้ว ตามเส้นทางตอนนี้นั้นเงียบสนิทราวกับป่าช้า อาจจะกล่าวได้ว่าป่าช้านั้นยังมีเสียงมากกว่าเสียอีก ั้แ่เกิดแผ่นดินไหวนั้นไม่มีการปรากฏตัวของโครงกระดูกอีก ทำให้ตลอดทั้งเส้นทางของเซนและพรรคพวกชั่วคราวนั้นไม่ได้ลำบากยากเย็นใดๆ และไม่นานพวกเขาก็ได้มุ่งหน้ามาถึงห้องโถงั์ทรงสี่เหลี่ยมที่ก่อนหน้านี้กองทัพประเทศเซนทอร์พึ่งจะผ่านไป
“อารยธรรมโบราณ?”
เซนนั้นเดาได้ในทันทีเมื่อเห็นอักษรที่ดูไม่รู้เื่เขียนอยู่บนผนังทั้งสี่ด้าน รวมถึงเสาที่อยู่จุดกึ่งกลางของห้องโถงแห่งนี้ด้วย เฒ่าชราเฉินที่ผ่านประสบการณ์ใช้ชีวิตบนโลกนี้มาอย่างยาวนานดูเหมือนเขาจะรู้บางอย่าง เขาลูบเคราของตนเองก่อนที่จะเดินไปที่ภาพวาดทั้งสี่ที่อยู่บนกำแพงพร้อมกับพึมพำออกมาว่า
“ตัวอักษรของจักรวรรดิโบราณ! ทุกอย่างในสถานที่แห่งนี้ล้วนมีเื้ัเป็จักรวรรดิโบราณจริงๆ”
เมื่อเฒ่าชราเฉินกล่าวจบท่าทางของยูริและนักบวชสาวมาเรียต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง พวกนางด้วยการเป็ชนพื้นเมืองของโลกใบนี้แน่นอนเป็ไปไม่ได้เลยที่พวกนางจะไม่รู้จักตำนานของจักรวรรดิโบราณ ซึ่งอย่างน้อยต้องเคยได้ยินมาบ้างแม้จะเล็กน้อย
“อะไรคือจักรวรรดิโบราณ เป็ประเทศที่ยิ่งใหญ่เหรอ?”
ท่ามกลางความตกตะลึงและตื่นเต้นของคนอื่นนั้น เซนได้กล่าวถามออกมาด้วยความสงบนิ่งทำให้เฒ่าชราเฉินที่มักจะไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดง่ายๆ เกือบจะสะดุดขาตัวเองเพราะคำกล่าวของเซน
“เ้า…เ้าไม่รู้จักแม้กระทั่ง จักรวรรดิโบราณ! เ้ายังเรียกตัวเองว่าเป็คนของโลกนี้ได้เช่นไร”
ใบหน้าของเซนหลังจากได้ยินคำกล่าวของชายชรานั้นบึ้งตึงเล็กน้อย
‘ก็ต้องเป็อย่างนั้นสิ เพราะฉันไม่ได้เป็คนของโลกนี้!’
เซนไม่ได้กล่าวออกไปเขาเพียงแค่คิดในใจของตนเองเท่านั้น เขาคิดเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวตอบท่ามกลางความสงสัยของทุกคน
“ข้านั้นั้แ่เกิดมาไม่เคยได้รับการศึกษา อุดอยู่แต่ในป่าและฝึกฝนตนเองอย่างหนักเท่านั้น ไม่มีเวลาทำสิ่งใดเลยนอกจากฝึก แล้วก็ฝึก แล้วก็ฝึก…”
เมื่อเฒ่าเฉินได้ยินคำกล่าวของเซนเขาก็พยักหน้า ก่อนที่จะถอนหายใจและกล่าวว่า
“ข้าเข้าใจแล้ว ความแข็งแกร่งของเ้าไม่ได้มาง่ายๆ จริงๆ”
เฒ่าชราเฉินในใจของเขาตอนนี้นั้นรู้สึกเหลื่อมใสในตัวของเซนอย่างมาก เขาเป็คนหนึ่งที่มุ่งสู่ความแข็งแกร่ง และเขานั้นชื่นชอบและเคารพคนที่แข็งแกร่งอย่างมาก
เซนนั้นไม่ได้สนใจเฒ่าชราเฉินเลยแม้แต่นิดเดียว เขาเลือกที่จะหันไปหาสองสาวเพื่อฟังคำตอบแทน ซึ่งก็เป็มาเรียนั่นเองที่เป็คนตอบเขา
แม้ว่าความรู้ของเธอเกี่ยวกับจักรวรรดิโบราณนั้นจะไม่มากนัก แต่เธอก็สามารถทำให้เซนนั้นเข้าใจถึงรายละเอียดเบื้องต้นได้ หลังจากฟังเื่ราวทั้งหมดจบแล้ว เขาก็หันมาดูภาพวาดบนกำแพง ดูเหมือนภาพวาดนั้นจะบ่งบอกถึงการสังเวยเลือกให้กับตัวตนบางอย่างซึ่งจากการคาดเดาของเซนนั้นตัวตนนั้นจะต้องอยู่ในสุสานแห่งนี้แน่ๆ ไม่อย่างนั้นภาพวาดบนกำแพงทั้งสี่ภาพนี้จะกลายเป็ไร้เหตุผลทันที
เฒ่าชราเฉินที่ตอนแรกเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างเมื่อมองภาพนี้ แต่สุดท้ายเขาก็ยังไม่รู้อะไรอยู่ดี เพราะเขาไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับโบราณคดีมาโดยตรง แม้แต่ประวัติศาสตร์นั้นก็ไม่ได้แตะ และจักรวรรดิโบราณนั้นเป็แค่จักรวรรดิที่รุ่งเรืองของมนุษย์ในอดีต ความเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์ของเขาที่แยกกันอย่างสิ้นเชิงนั้นแทบไม่มี
“มองภาพกับตัวอักษรพวกนี้ไปก็ตาลายเปล่าๆ ทำไมเราไม่หาประตูบานที่ว่านั่นกัน?”
ยูริกล่าวขึ้นมาหลังจากมองภาพและอักษรบนกำแพงอยู่นานจนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเวียนหัวและ้าจะออกจากบริเวณนี้ เมื่อยูริได้กล่าวขึ้นเซนก็ได้กล่าวตอบทันทีเพราะเขานั้นสังเกตเห็นประตูบานั์นั้นมาั้แ่เข้ามาในห้องโถงนี้ั้แ่แรกแล้ว
“ทางนั้นเป็ทางไปต่อ”
เฒ่าชราเฉินพยักหน้าเห็นด้วย ดูเหมือนว่าเขานั้นจะเห็นประตูนั้นแล้วด้วยเช่นกัน เขามองไปรอบๆ พื้นที่ก่อนที่จะกล่าวออกมาว่า
“ดูเหมือนก่อนหน้านี้จะมีคนมาถึงก่อนเราและเป็คนเปิดประตูนั้น”
ยูรินั้นพยักหน้าอย่างเห็นด้วยและกล่าวเสริม
“ดูจากร่องรอยแล้วไม่น่าจะใช่กลุ่มเล็กๆ แต่อาจจะเป็กองทัพทหารของประเทศหนึ่งแน่นอน”
ทั้งกลุ่มต่างมุ่งหน้าสู่ประตูบานั์ เมื่อเห็นประตูบานั์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเป็ครั้งแรก ปฏิกิริยาของทั้งสองสาวเปลี่ยนเป็ตกตะลึงในทันที ต้องบอกก่อนว่าการใช้พื้นที่ในการสร้างประตูนี้นั้นเรียกได้ว่าฟุ่มเฟือยอย่างมาก เพียงแค่นี้ก็สามารถบรรยายความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโบราณได้แล้ว
อย่างไรก็ตามประตูยังไงก็เป็ประตู พวกเขาทั้งกลุ่มจำเป็ต้องก้าวผ่านมันไปอยู่แล้วดังนั้นจึงไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ทันทีที่ทั้งกลุ่มก้าวเท้าผ่านธรณีประตูไปนั้นฝีเท้าของพวกเขาก็ชะงักอย่างพร้อมเพรียงกันทันที
“ตูมมมมมม!”
ราวกับมีแรงกดดันและกลิ่นอายที่มองไม่เห็นกระทบและกดลงบนร่างกายของพวกเขา ทำให้แต่ละคนนั้นมีใบหน้าเปลี่ยนสีในทันที กลิ่นอายเช่นนี้นั้นจะปรากฏขึ้นเฉพาะผู้ที่แข็งแกร่งมากๆ เท่านั้น และกลิ่นอายนี้นั้นมีที่มาจากส่วนลึกของประตูบานนี้
มีเพียงเซนเท่านั้นที่ไม่ได้รู้สึกกดดันแม้แต่นิดเดียวเขาหายใจเข้าหนึ่งรอบก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปต่อ ซึ่งคนอื่นๆ เองก็รีบตามมาเช่นเดียวกัน