ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 73 แก้วนี้ไม่ถูกต้อง

            หวาชิงเสวี่ยไม่อาจระงับความตื่นเต้นในใจได้นางรีบเดินกลับเข้าห้อง หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมา “ไปกัน! ไปดูที่ค่ายอาวุธไฟกัน!”

            เหลียงเหวินเฉิงเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันเพราะเขาได้เห็นกับตาว่าหวาชิงเสวี่ยสร้างสิ่งที่เหลือเชื่อออกมามากมาย จึงยิ่งตั้งตารอสิ่งที่นางจะสร้างออกมาในครั้งต่อไป!

            เขาส่งหวาชิงเสวี่ยขึ้นรถม้าอย่างนอบน้อมและตื่นเต้นถามว่า “ท่านอาจารย์ หากสร้างเครื่องกลั่นที่ท่านบอกได้แล้ว ข้าจะได้เรียนการสกัดให้บริสุทธิ์กับท่านหรือไม่?”

            หวาชิงเสวี่ยหัวเราะแล้วส่ายหน้า“ไม่เร็วขนาดนั้นหรอก ก่อนจะเรียนการสกัด เจ้าต้องท่องจำตารางธาตุและสูตรเคมีอย่างง่ายให้ได้ก่อนค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปนะ”

            เหลียงเหวินเฉิงพยักหน้ารับ

            ...

            ช่างทำแก้วที่เชิญมาครั้งนี้มีทั้งหมดห้าคนเป็นอาจารย์หนึ่งคน ที่เหลืออีกสี่คนเป็นลูกศิษย์

            ถึงจะเรียกว่าลูกศิษย์แต่ทั้งสี่คนก็เป็นผู้มีทักษะยอดเยี่ยมที่ถูกคัดเลือกอย่างเข้มข้นจากโรงงานทำแก้ว

            อาจารย์แซ่ซ่ง ตอนนี้กำลังนั่งพักผ่อนอยู่กับลูกศิษย์ในห้องบนโต๊ะมีน้ำชาเย็นและขนมไว้ให้ประทังความหิว

            บรรดาลูกศิษย์รินน้ำชาและส่งขนมให้อาจารย์พร้อมกับมองไปรอบๆ รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งภายในห้อง

            “ที่นี่ใหญ่โตจริง ๆแค่บ้านพักคนก็คงมีเป็นร้อยห้องแล้ว! ข้าเพิ่งไปดูด้านหลังมา เป็นบ้านที่สร้างใหม่ทั้งหมด!”

            “ใช่แล้ว ไม่รู้ว่าห้องด้านหน้าพวกนั้นเอาไว้ทำอะไรไอ้สิ่งก่อสร้างสูงๆ นั่นคือเตาหลอมหรือไม่? ถ้าหากใช่จริงก็ใหญ่โตเกินไปแล้ว...”

            “ได้ยินมาว่าที่นี่เป็นค่ายใหม่สร้างขึ้นมาเพื่อผลิตอาวุธใหม่โดยเฉพาะ!”

            “...ไม่รู้ว่าเป็นอาวุธอะไรเหตุใดถึงต้องใช้แก้วด้วย?”

            “จะไปสนใจอะไรให้มากมายเพราะถ้าพูดถึงเรื่องทำแก้ว ใครจะเทียบกับอาจารย์ของเราได้?”ลูกศิษย์นวดขา นวดไหล่ให้อาจารย์ซ่ง พลางกล่าวอย่างแข็งขัน “ไม่เช่นนั้นแม่ทัพใหญ่ฟู่จะเชิญอาจารย์มาถึงที่นี่ทำไมกัน?”

            อาจารย์ซ่งถูกลูกศิษย์ยกยอจนรู้สึกปลื้มใจสุดๆเขาหรี่ตามองแล้วกล่าวว่า “ไป เอาของของเราออกมาวางไว้ให้เรียบร้อย”

            ลูกศิษย์คนหนึ่งได้ยินดังนั้นก็รีบไปเปิดหีบ

            อาจารย์ซ่งขมวดคิ้ว“เส้าเหวิน ข้าไม่ได้เรียกเจ้า”

            “นั่นสิ เจ้ามันซุ่มซ่ามอย่ามาทำตัววุ่นวายเลย!” ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งที่ตัวสูงกว่าเดินเข้ามาเบียดเด็กคนนั้นไปด้านข้างพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก “ระวังหน่อย อาจารย์ใจดีถึงได้พาเจ้ามาเปิดหูเปิดตา อย่าแตะต้องอะไรมั่วซั่วหากหลุดมือตกแตกขึ้นมาจะทำอย่างไร?! เจ้าจะชดใช้ไหวหรือ?!”

            “นั่นน่ะสิ แก้วของอาจารย์ล้วนแต่เป็นของมีค่าหากทำแตกทำหักไป ขายเจ้าทั้งตัวก็ยังชดใช้ไม่ได้! ไปอยู่เฉยๆ เลยไป!”

            ลูกศิษย์ที่ชื่อเส้าเหวินหลบไปยืนเกร็งด้านข้าง เขาซ่อนมือไว้ด้านหลัง สีหน้าแสดงความขลาดกลัว

            ลูกศิษย์ที่อายุมากกว่าสองคนหยิบห่อผ้าออกมาจากหีบอย่างระมัดระวังวางลงบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็ค่อยๆ คลี่ผ้าหนาที่ห่อหุ้มอยู่ด้านนอกออก เผยให้เห็นประกายระยิบระยับที่อยู่ด้านใน

            นั่นคือเครื่องแก้วสองชิ้นชิ้นหนึ่งเป็นขวดแกะสลักลายนูนรูปภูเขาสูงธารน้ำไหล อีกชิ้นหนึ่งเป็นประติมากรรมตั๊กแตนจับจักจั่นนกขมิ้นอยู่ด้านหลัง

            ขวดแก้วมีรูปทรงโบราณสีฟ้าครามดูสวยงามน่าหลงใหล โดยรวมดูโดดเด่นหรูหรา

            ประติมากรรมแก้วมีความประณีตบรรจงอย่างหาที่ติไม่ได้โดยเฉพาะตัวจักจั่น ปีกดูโปร่งแสง เหมือนมีชีวิตจริงๆ

            ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแก้วชิ้นใดหากนำไปขายก็มีมูลค่าเป็นพันตำลึงทอง ไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็นผลงานชิ้นเอกของอาจารย์ซ่ง

            ลูกศิษย์ของเขาใช้ผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเช็ดอย่างระมัดระวังพร้อมกับเอ่ยชื่นชมว่า “เมื่อพวกเขาเห็นเครื่องแก้วของอาจารย์แล้ว จะต้องเชิดชูอาจารย์เป็นแขกคนสำคัญแน่ๆ!”

            ซูเส้าเหวินยืนมองเครื่องแก้วทั้งสองชิ้นอยู่ข้างๆดวงตาแสดงความปรารถนาออกมา

            ในขณะนั้นเอง ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้ามากมายดังขึ้นเหมือนมีคนจำนวนมากกำลังเดินมาทางนี้

            ลูกศิษย์คนหนึ่งชะโงกมองไปที่ประตูรีบจัดเครื่องแก้วบนโต๊ะให้เรียบร้อย “อาจารย์ พวกเขามาแล้วขอรับ!”

            อาจารย์ซ่งตื่นเต้นเล็กน้อยกำลังจะลุกขึ้นต้อนรับ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นผลงานสองชิ้นของตน เขาก็รู้สึกลำพองใจ จึงนั่งลงตามเดิมทำท่าทางสงบนิ่ง

            เหลียงเหวินเฉิงนำทางหวาชิงเสวี่ยเข้ามาเพราะอารมณ์ดีมาก จึงไม่ทันสังเกตว่าอีกฝ่ายยังคงนั่งอยู่โดยไม่ขยับเขยื้อน

            ส่วนหวาชิงเสวี่ยเองก็เป็นคนที่เคารพผู้สูงอายุอยู่แล้วจึงไม่ได้รู้สึกว่าท่าทางของอาจารย์เฒ่าผู้นั้นผิดแผกหรือไม่เหมาะสม

            “ท่านนี้คืออาจารย์ซ่งเป็นช่างทำแก้วที่มีชื่อเสียงที่สุดในแถบเหอตง” เมื่อเข้ามาในห้อง เหลียงเหวินเฉิงก็รีบแนะนำให้หวาชิงเสวี่ยรู้จัก

            อาจารย์ซ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืนกล่าวอย่างถ่อมตน “นายช่างเหลียงชมเกินไปแล้ว ข้าน้อยก็แค่พอมีชื่อเสียงบ้างเท่านั้น”

            “สวัสดีค่ะ ท่านอาจารย์ซ่ง”หวาชิงเสวี่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ขอดูฝีมือของท่านหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

            “นี่อย่างไร” อาจารย์ซ่งผายมือให้หวาชิงเสวี่ยดูเครื่องแก้วทั้งสองชิ้นบนโต๊ะ

            เมื่อหวาชิงเสวี่ยมองไปก็ถึงกับชะงักไปพักหนึ่ง

            อาจารย์ซ่งและลูกศิษย์ไม่แปลกใจกับสีหน้าตกตะลึงเช่นนี้เพราะผู้ใดก็ตามที่ได้เห็นผลงานของอาจารย์ล้วนแต่เผยความตื่นตะลึงออกมาเช่นนี้ทุกคน!

            ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้สถานะของหวาชิงเสวี่ยแต่การที่นายช่างเหลียงเป็นคนพามาด้วยตนเอง แสดงว่าจะต้องสูงส่งมาก

            ลูกศิษย์คนโตของอาจารย์ซ่งเห็นว่าหวาชิงเสวี่ยนิ่งเงียบไปนานไม่ได้สติกลับมาเสียที จึงเกิดความคิดอยากจะโอ้อวดฝีมือ เขาจงใจกล่าวว่า “อาจารย์ของข้ายังมีพระพุทธรูปเจ็ดสีสูงแปดฉื่ออีกองค์หนึ่งงดงามยิ่งนัก มีพ่อค้าผู้มั่งคั่งเสนอเงินให้หมื่นตำลึง แต่อาจารย์ของข้าก็ไม่ยอมขายครั้งนี้เดินทางมาอย่างเร่งรีบ กลัวว่ามันจะถูกกระแทกเสียหาย เลยไม่ได้นำมาด้วย”

            หวาชิงเสวี่ยยังคงจ้องมองเครื่องแก้วบนโต๊ะอย่างุนงงราวกับไม่ได้ยินอะไรเลย

            พวกเขามองหน้ากันด้วยความสับสนรู้สึกว่าชักจะแปลกๆ แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก

            เหลียงเหวินเฉิงเองก็กำลังพิจารณาเครื่องแก้วบนโต๊ะอย่างถี่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นรูปทรงหรือสีสัน ล้วนแล้วแต่สมบูรณ์แบบ แสดงให้เห็นว่าช่างทำแก้วคนนี้มีทักษะที่ชำนาญมาก

            “มีปัญหาตรงไหนหรือขอรับ?”เหลียงเหวินเฉิงถามอย่างระมัดระวัง

            หวาชิงเสวี่ยได้สติกลับคืนมาบนใบหน้าปรากฏสีหน้ากระอักกระอ่วน “ขอโทษด้วยนะเจ้าคะ...อาจจะเข้าใจผิดกันนิดหน่อย...”

            เหลียงเหวินเฉิงรีบถามว่า“ทำไมล่ะ แก้วนี้ยังไม่ดีพอหรือขอรับ?”

            ทั้งอาจารย์ซ่งและลูกศิษย์ต่างก็ตะลึงทุกคนมีสีหน้าดูไม่ดีนัก

            หากเครื่องแก้วแบบนี้ยังไม่ดีพอก็คงจะเรียกร้องมากเกินไปแล้ว!

            “เครื่องแก้วพวกนี้ดีมากเจ้าค่ะเพียงแต่ว่า...” หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างฝืนๆ “เพียงแต่ว่า...มันไม่ใช่แก้วแบบที่ข้าต้องการ”

            สีหน้าของอาจารย์ซ่งมืดครึ้มลงดูไม่พอใจเล็กน้อย “แม่นางต้องการแก้วแบบใด ช่วยบอกให้ข้าพิจารณาดูหน่อยสิ ข้าทำแก้วมาสามสิบปีไม่ว่าจะเป็นสีอะไร รูปทรงอะไร ก็ยังไม่เคยเจอแก้วแบบที่ข้าทำไม่ได้!”

            “ท่านอาจารย์ แก้วที่ข้าต้องการเกรงว่าท่านคงทำไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ นี่มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าเองที่ผิด...” หวาชิงเสวี่ยรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างมากกล่าวขอโทษไม่หยุด “ลำบากท่านเดินทางมาไกลถึงที่นี่ ข้ารู้สึกเสียใจมากจริงๆ เวลาที่ท่านต้องเสียเปล่าไปพวกเราจะชดใช้ให้อย่างแน่นอน!”

            อาจารย์ซ่งรู้สึกโมโหขึ้นมานี่ถึงกับบอกว่าเขาทำไม่ได้เลยหรือ?!

            เขาทำเครื่องแก้วมาสามสิบปีจะมีแก้วอะไรที่เขาทำไม่ได้?!

            แต่ที่มาครั้งนี้เพราะท่านแม่ทัพเป็นคนเชิญอาจารย์ซ่งจึงต้องอดกลั้นความโกรธในใจเอาไว้ ไม่กล้าที่จะล่วงเกินคนในค่ายทหารเหล่านี้

            “เหตุใดแม่นางถึงมั่นใจว่าข้าทำไม่ได้กัน?!”อาจารย์ซ่งพยายามอดกลั้นความโกรธของตนแล้วถามออกมา

            หวาชิงเสวี่ยหมดหนทางนางจึงยกกาน้ำบนโต๊ะขึ้นมา รินน้ำลงบนฝ่ามือ “เครื่องแก้วที่ข้าต้องการ ต้องใสหมดจดเหมือนน้ำนี้เจ้าค่ะต้องบางเบาและโปร่งใส ไม่มีสี หรือสิ่งเจือปนใดๆ อยู่เจ้าค่ะ”

            ลูกศิษย์ที่อยู่ข้างๆรีบพูดขึ้น “จะทำได้อย่างไร?! แก้วแบบนั้นไม่มีทางเป็นไปได้แน่ๆ!”

            “นั่นสิ พวกเราทำแก้วมาตั้งหลายปียังไม่เคยเห็นแก้วที่ใสเหมือนน้ำแบบนี้เลย!”

            “นี่มันเพ้อฝันชัดๆเลยไม่ใช่หรือ?! ...”

            หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจเงียบๆรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง นางไม่อยากอธิบายอะไรกับคนเหล่านี้มากนัก นางจึงกล่าวขอโทษอีกครั้งแล้วส่งเรื่องให้เหลียงเหวินเฉิงจัดการ

            นางประมาทไปเอง ลืมไปว่าแม้สมัยโบราณจะมีเครื่องแก้วแต่ด้วยวัตถุดิบที่แตกต่างกัน จึงไม่มีทางผลิตแก้วให้เป็นไปตามผลลัพธ์ที่นางต้องการได้

            ...

            คนในห้องต่างก็รู้สึกหดหู่พวกเขาคิดว่าท่านแม่ทัพเชิญพวกตนมา จะได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้โด่งดัง แต่กลับกลายเป็นแบบนี้ไปได้!

            สีหน้าของอาจารย์ซ่งดำคล้ำเหมือนก้นหม้อ

            แม่ทัพใหญ่ส่งคนมาเชิญเขาให้มาร่วมงานที่ค่ายอาวุธแห่งใหม่ชาวบ้านแถวนี้รู้กันหมดแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ก็ต้องกลับไปแล้วหรือ?!

            พอกลับไปแล้วจะพูดว่าอย่างไร?!

            เขามองลูกศิษย์ที่กำลังเก็บทองคำแท่งใส่หีบก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย

            ยังดี...อย่างน้อยก็ไม่ถือว่ามาเสียเที่ยวได้สิ่งเหล่านี้กลับไป ก็ยังพอมีอะไรให้พูดได้บ้าง

            อาจารย์ซ่งรินชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วยพอมองน้ำชาในถ้วยที่ดูใสสะอาด แล้วนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของหวาชิงเสวี่ย มุมปากก็ยกขึ้นยิ้มเหยียดโดยไม่ปิดบัง

            แก้วที่ใสเหมือนน้ำ?จะเป็นไปได้อย่างไร?

            “เก็บของเสร็จหรือยัง?”อาจารย์ซ่งกวาดสายตามองเหล่าลูกศิษย์ “หากตรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะ”

            ขากลับก็ยังนั่งรถม้าคันใหญ่ที่มีทหารคุ้มกันดูสง่าไม่เบา

            “อาจารย์ขอรับ ซูเส้าเหวินหายไป!”จู่ๆ ก็มีคนพูดขึ้น

            อาจารย์ซ่งได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว“หายไป?ที่นี่เป็นค่ายอาวุธใหม่นะ! หากก่อเรื่องขึ้นมาจะถูกประหารเอาได้! เขาไปไหนกัน?!”

            “อ๊ะ! อาจารย์ ซูเส้าเหวินตามแม่นางคนเมื่อครู่ไปแล้วขอรับ!”ลูกศิษย์คนหนึ่งเกาะอยู่ที่ขอบหน้าต่าง ตะโกนออกมาเสียงดัง

            สีหน้าของอาจารย์ซ่งเปลี่ยนไปทันที!“แม่นางผู้นั้นขนาดนายช่างเหลียงยังไม่กล้าล่วงเกิน ต้องเป็นคนใหญ่คนโตแน่ๆ! รีบไปลากเขากลับมาเดี๋ยวนี้!หากไปล่วงเกินคนใหญ่คนโตเข้า พวกเราไปไหนไม่รอดแน่!”

            บางทีอาจจะต้องเสียทองคำแท่งพวกนี้ไปด้วย!

            อาจารย์ซ่งนึกเสียใจเหลือเกิน!ตอนแรกที่พาเด็กคนนั้นมา ก็แค่ต้องการแรงงานไว้ช่วยแบกสัมภาระเท่านั้น ใครจะคิดว่าจู่ๆเด็กคนนั้นจะกล้าทำเรื่องแบบนี้?! รู้อย่างนี้ไม่น่าพาเด็กคนนั้นมาด้วยเลย!

            ลูกศิษย์สองคนของอาจารย์ซ่งรีบวิ่งออกไปคิดจะพาซูเส้าเหวินกลับมา!

            อาจารย์ซ่งเดินไปที่ริมหน้าต่างมองออกไปข้างนอก เห็นซูเส้าเหวินตามหวาชิงเสวี่ยไปจนทันแล้ว ทั้งสองยืนอยู่ไม่ไกลนักไม่รู้ว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่

            ซูเส้าเหวินยังควักอะไรบางอย่างออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้หวาชิงเสวี่ยดู

            เพราะอยู่ไกลเกินไปอาจารย์ซ่งจึงมองเห็นไม่ชัด เห็นเพียงแค่สิ่งนั้นสะท้อนกับแสงอาทิตย์ สว่างเจิดจ้า

            เป็นแก้วหรือ?

            ไอ้เด็กเวรนี่ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร!เพิ่งเป็นลูกศิษย์ได้ไม่กี่ปี ถึงกับกล้าไปโอ้อวดฝีมือกับคนอื่นลับหลังแล้วหรือนี่!

            ตอนนั้นไม่น่าช่วยชีวิตมันไว้เลย!

            อาจารย์ซ่งโกรธจนตัวสั่นรีบเดินออกไปนอกห้องพัก เตรียมที่จะอบรมสั่งสอนเจ้าลูกศิษย์ทรยศคนนั้น!

            ใครจะรู้ว่าซูเส้าเหวินที่อยู่ไกลๆกลับเดินตามหวาชิงเสวี่ยไปแล้ว?!

            อาจารย์ซ่งยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเหลียงเหวินเฉิงเดินกลับมาด้วยรอยยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ซ่ง ไม่มีอะไรแล้วท่านพาพวกศิษย์เดินทางไปก่อนได้เลย ส่วนลูกศิษย์คนเล็กของท่านต้องอยู่ต่ออีกสักพักไม่ต้องเป็นห่วง”

            อาจารย์ซ่งยังไม่ทันตั้งตัว“นายช่างเหลียง นี่ นี่มัน...อะไรกันขอรับ?”

            เหลียงเหวินเฉิงหัวเราะ“จะเป็นอะไรไปได้อีก? เจ้าลูกศิษย์คนเล็กของท่านฉลาดหลักแหลมท่านอาจารย์ของข้าจึงรั้งให้เขาอยู่ต่ออย่างไรเล่า!”

            อาจารย์ซ่งตกตะลึงตาโตแทบจะพูดไม่ออก “อะไรนะ?! ...ท่าน...อาจารย์ของท่าน?นางน่ะหรือ...”

            “ใช่แล้ว ท่านอาจารย์ของข้ามีนามว่าหวาชิงเสวี่ยคนที่คิดค้นวิธีการตีเหล็กแบบพับทบ และสร้างคันธนูแบบผสมขึ้นมานั่นแหละ”

            อาจารย์ซ่งได้ยินก็ถึงกับมึนงงไปเลย

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน