ค่ำคืนของวันแต่งงานผ่านพ้นไปโดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นยามเช้าเมื่อไป๋ซูเจี้ยนตื่นขึ้นมาเขาก็บอกให้สาวใช้เตรียมน้ำสำหรับชำระร่างกายตอนเช้า ให้คนสนิทช่วยเขาแต่งตัวแล้วไปนั่งทานสำรับยามเช้าที่หน้าเรือน
ระหว่างที่นั่งทานข้าวอยู่ไป๋ซูเจี้ยนก็เห็นสามีสวมชุดราชครูั้แ่หัวจรดเท้าเดินออกไปจากเรือนข้างๆเห็นได้ชัดว่ากำลังจะออกไปทำงานที่วังหลวง แม้ที่ฉางเก๋อจะเป็สำนักราชครูที่ผู้คนมากหน้าหลายตาจะมาที่นี่เพื่อศึกษาเล่าเรียนแต่ผู้ที่เป็ราชครูของเหล่าเชื้อพระวงศ์จะต้องไปอยู่ที่สำนักการศึกษาของวังหลวงเพื่อสั่งสอนเหล่าองค์หญิงองค์ชายในส่วนของไป๋เฮ่อนั้นนอกจากจะดำรงตำแหน่งราชครูของฝ่าาแล้วยังทำหน้าที่เป็ที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของฝ่าาด้วยดังนั้นเขาจึงต้องอยู่ที่สำนักการศึกษาของวังหลวงตลอดเพื่อคอยให้คำปรึกษาแก่ฝ่าา
แต่เห็นทีเื่หลังจากนี้ฝ่าาคงจะปรึกษาเขาไม่ได้
สองสามีภรรยาไม่ได้เอ่ยทักทายกันอย่างที่ควรจะเป็ เมื่อร่างสูงเดินลับตาไปแล้วคนสนิทของไป๋ซูเจี้ยนก็เอ่ยถาม
“จะดีหรือขอรับท่านเทพที่แยกเรือนกันอยู่แบบนี้แล้วยังไม่คิดจะปิดบังคนในพรรคด้วย”
“เื่นั้นจะสนใจไปไย ตัวเขายังไม่สนใจเลยเราจะสนใจไปทำไม” มือเรียวยกชาขึ้นจิบหลังจากนี้เขาก็ว่าจะไปเดินเล่นเสียหน่อย สำรวจบ้านใหม่ว่ามีอะไรน่าสนใจแล้วคนที่นี่เขาทำอะไรกันบ้าง
“แต่ในเมื่อแต่งงานกันแล้วก็ควรจะอยู่ร่วมเรือนมิใช่หรือขอรับ”
“เขาไม่อยากอยู่ร่วมเรือนกับข้าเช่นนั้นก็ไม่เห็นจะต้องขัดใจเขาเลย” ท่านเทพเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อนในเมื่อสามีของเขาอยากจะอยู่ห่างๆเขาเช่นนั้นไป๋ซูเจี้ยนก็จะอยู่ห่างๆตามที่้า
แรกเริ่มอะไรๆก็ยุ่งยากแบบนี้ อีกฝ่ายคงจะเป็แบบนี้ได้ไม่นานหรอก
เพราะเหมือนจะรู้จุดประสงค์ที่ไป๋ซูเจี้ยนมาที่นี่ถึงได้ต่อต้านขนาดนี้
แต่มนุษย์นั้นมีขีดจำกัด อีกไม่นานก็จะทนไม่ได้เอง
“ราชครูมาทำงาน?” ในวังหลวงที่ตำหนักทรงงานของจักรพรรดิฝ่าาตรัสเสียงสูงด้วยความสงสัย ราชครูมาทำงานอย่างนั้นรึ
“พ่ะย่ะค่ะ มาั้แ่เช้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฟ่านกงกงรายงาน ฟู่หลิงรั่วนึกอยากจะถอนหายใจออกมาดังๆฝ่าาทรงให้คู่แต่งงานได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสามวันแต่นี่ราชครูมาทำงานั้แ่วันแรกอย่างนั้นรึ
“ส่งคนไปสืบข่าวที่ฉางเก๋อมาให้เรา” เมื่อได้รับราชโองการให้ไปสืบข่าวฟ่านกงกงก็รีบส่งคนไปสืบข่าวที่ฉางเก๋อทันทีไม่ถึงครึ่งชั่วยามฟ่านกงกงก็นำข่าวมาทูลให้ฝ่าาทราบ
“แยกเรือนกันนอน!?” ฟ่านกงกงรีบเข้ามาประคองฝ่าาให้นั่งลงพร้อมทั้งหาพัดมาพัดให้ นางกำนัลรีบนำของหวานและน้ำชาเข้ามาเพราะฝ่าากำลังจะพิโรธ
“ฟ่านกงกง พวกเขาแยกเรือนกันนอนจริงรึ!”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านเทพเป็ผู้บอกเื่นี้กับหน่วยลับไม่ผิดแน่พ่ะย่ะค่ะ” มือเหี่ยวย่นรีบพัดลมเย็นๆให้ฝ่าา จะให้พระวรกายัเป็อะไรไม่ได้โดยเด็ดขาด
ฝ่าายกมือขึ้นนวดขมับ นี่แค่วันแรกราชครูยังมีอาการถึงเพียงนี้เชียวรึ
แม้ฟู่หลิงรั่วจะรู้ว่าเื่นี้ไม่สามารถปกปิดราชครูของเขาได้แต่มันเป็ทางเดียวที่เหลืออยู่แล้วในตอนนี้
หวังว่าท่านปู่เทพจะทำอะไรได้บ้าง มิเช่นนั้นเขาคงตายตาไม่หลับแล้ว
ที่ฉางเก๋อหลังจากที่ท่านเทพทานอาหารเช้าเสร็จก็ออกไปเดินเล่นที่ในพรรค แม้ค่ำคืนของการเข้าหอจะเพิ่งผ่านพ้นไปแต่ทุกคนก็รู้กันหมดแล้วว่าไป๋เฮ่อและไป๋ซูเจี้ยนนั้นแยกเรือนกันอยู่เป็ที่เรียบร้อย
เพราะที่ฉางเก๋อนั้นเป็สำนักราชครูเมื่อเดินไปได้ไม่ไกลก็จะมีเด็กน้อยที่กำลังนั่งอ่านตำรากันอยู่มากมาย เพราะยังไม่ถึงเวลาเรียนเด็กๆจึงจับกลุ่มกันทบทวนตำรา พอมองแบบนี้แล้วก็หวนทำให้นึกถึงเด็กน้อยที่อยู่เผิงหลายพวกเขาก็มักจะทำแบบนี้กันทุกๆเช้าโบกมือให้กับท่านเทพทั้งสองที่มักจะเดินตรวจตราในยามเช้า ไป๋ซูเจี้ยนถอนหายใจ
หวังว่าที่ป้าเตาจะไม่เจอกับเื่น่ารำคาญใจเขาเป็ห่วงเซี่ยหนิงเฉิง เด็กคนนั้นยิ่งเป็คนใจร้อนหากไม่ทำอะไรที่เกินตัวก็คงจะดี
“คารวะท่านเทพ” เมื่อเหล่าเด็กๆเห็นว่าท่านเทพกำลังมองพวกตนก็รีบยืนขึ้นแล้วคารวะท่านเทพในทันทีมือเรียวเอื้อมไปลูบผมเด็กน้อยที่กำลังยืนตัวตรงอยู่ก่อนจะเอ่ยถาม
“กำลังทำอะไรกันอยู่รึ”
“กำลังอ่านตำราที่อาจารย์ให้ไว้เมื่อวานเ้าค่ะ”เด็กน้อยยื่นตำราให้ดู ท่านเทพนั่งลงข้างๆเหล่าเด็กน้อยก่อนจะเปิดอ่าน
“ที่นี่สอนแบบนี้เองหรอกรึไหนเล่าให้ข้าฟังหน่อยว่าพวกเ้าเรียนอะไรกันมาบ้าง”เมื่อเห็นว่าท่านเทพไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเหล่าเด็กน้อยต่างก็พูดถึงเื่ที่ตัวเองมาเรียนที่นี่แล้วเรียนอะไรกันมาบ้างเล่าถึงอาจารย์ที่เป็ผู้สอนตนว่าใครเป็ผู้สอน จนกระทั่งล่วงเลยมาจนถึงเวลาที่เหล่าเด็กน้อยต้องเข้าเรียนท่านเทพก็เดินไปส่งเหล่าเด็กน้อยที่เรือนการศึกษา
“ท่านเทพ” ผู้ที่เป็อาจารย์ของเด็กน้อยเหล่านี้คือผู้ดูแลหอตำราหรือรองประมุขของฉางเก๋ออวิ้นหยาง เขาประสานมือคารวะท่านเทพอย่างนอบน้อม
“ข้าคุยกับเด็กๆเสียเพลิน คงจะยังไม่เลยเวลาเรียนกระมัง”
“ไม่เลยขอรับ ปกติพวกเขาก็เข้าเรียนกันตรงเวลาข้าต่างหากที่กลัวว่าพวกเขาจะรบกวนท่าน” อวิ้นหยางเอ่ยมองลูกศิษย์ที่กำลังแยกย้ายกันนั่งประจำที่ของตน
เด็กพวกนี้โชคดีเสียจริงไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่จะได้พูดคุยกับท่านเทพของเผิงหลายเห็นทีคงจะมีอนาคตไกลกันทีเดียว
“เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเวลาเรียนของเด็กๆแล้ว พวกเขาน่ารักกันจริงๆวันหลังข้าจะแวะมาคุยด้วยอีก”
“ท่านเทพก็มาถึงที่นี่แล้ว ไยไม่ลองมาเป็วิชาพิเศษให้เด็กๆดูสักวันเล่าขอรับ?” อวิ้นหยางเสนอเมื่อเช้าเขาได้ยินคนสนิทมารายงานว่าพี่ชายของเขาแยกเรือนกันอยู่กับภรรยาท่านเทพอาจจะอารมณ์ไม่ดีนัก แต่เขาก็ดูเหมือนจะชื่นชอบเด็กๆหากให้ได้สอนเด็กๆสักวันอาจจะทำให้อารมณ์ดีขึ้น
“จะดีรึ?” ไป๋ซูเจี้ยนเอ่ยถาม ปกติแล้วอาจารย์มักจะไม่ยอมให้ศิษย์ได้เรียนรู้กับคนอื่นเท่าไหร่นักอวิ้นหยางจะยอมให้เขาสอนเด็กๆหนึ่งวันรึ?
“ความรู้ใหม่ๆเป็สิ่งที่จำเป็สำหรับการเติบโตของเด็กๆเป็วิชาเสริมนอกห้องเรียนก็ไม่เลวใช่หรือไม่ นานๆครั้งได้เปลี่ยนบรรยากาศในการเรียนบ้างเด็กๆจะได้ไม่งอแงด้วยขอรับ” เด็กๆที่อวิ้นหยางสอนนั้นอยู่ระหว่างห้าถึงเจ็ดปียังเด็กอยู่มาก ให้นั่งเรียนแค่ในเรือนย่อมเป็ไปไม่ได้ หากจะทำให้พวกเขาตั้งใจเรียนจะต้องมีเื่ใหม่ๆมาดึงความสนใจของพวกเขาและวันนี้ท่านเทพก็มาส่งพวกเขาถึงที่เรือนการศึกษาแบบนี้จะไม่นับว่าเป็เื่ดีได้อย่างไร
“หากเ้าว่าเช่นนั้น...” ไป๋ซูเจี้ยนเองก็ชอบเด็กๆแต่ทั้งชีวิตเขามีเพียงเซี่ยหนิงเฉิงเท่านั้นที่เป็ศิษย์รักเพียงคนเดียวเป็คนเดียวที่เข้าใจการสอนอันซับซ้อนของเขาแต่เื่ที่เข้าใจง่ายไป๋ซูเจี้ยนก็สอนได้เพียงแต่คนส่วนใหญ่คิดว่าการเรียนรู้จากเขานั้นเป็เื่ที่อยู่ไกลเกินไป เขาเลยไม่ค่อยได้สอนใครมีเพียงแค่ชี้แนะเล็กน้อยเท่านั้น
ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อยก็ไม่เลว
อวิ้นหยางให้เด็กๆออกมารวมตัวกันที่ใต้ต้นไม้วันนี้จะมีวิชาพิเศษที่ท่านเทพจะเป็คนสอน เด็กๆต่างรีบวิ่งไปจับจองพื้นที่ให้ตัวเองฟังท่านเทพสอนสิ่งต่างๆและบอกเล่าเื่ให้ฟัง อวิ้นหยางก็นั่งฟังอยู่กับเด็กๆเื่ที่ท่านเทพเล่านั้นสนุกมากทีเดียวแล้วเด็กๆก็ชอบกันมาก นานๆครั้งให้ไป๋ซูเจี้ยนมาพูดคุยกับเด็กๆบ้างก็ดีเหมือนกัน
การสอนวันนี้ทำให้ไป๋ซูเจี้ยนอารมณ์ดีทีเดียวเมื่อถึงเวลาเลิกเรียนเด็กๆก็ไปยังเรือนนอนของตนที่สำนักราชครูแห่งนี้จะมีเรือนนอนสำหรับลูกศิษย์ เมื่ออยู่เล่าเรียนครบหนึ่งปีก็จะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านพวกเขาจะต้องร่ำเรียนอยู่ที่นี่จนกว่าจะอายุครบสิบห้าถึงจะสามารถออกไปแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองที่ภายนอกได้เพราะเด็กๆติดท่านเทพกันมากจึงขอให้ท่านเทพเดินไปส่งที่เรือนนอนด้วยกันไป๋ซูเจี้ยนก็ตามใจ เดินไปส่งเด็กๆถึงที่เรือนนอน ในหัวก็คิดอะไรขึ้นมาได้
ในเมื่อสามีไม่สนใจ เช่นนั้นก็ทำให้เด็กๆไม่สนใจเขาไปด้วยก็แล้วกันท่านเทพจะดึงเด็กๆเหล่านี้มาเป็พรรคพวกเสียทีนี้ไป๋เฮ่อก็จะกลายเป็หัวเดียวกระเทียมลีบ
ไป๋ซูเจี้ยนคิดอะไรขำๆคนเดียว หลังส่งเด็กน้อยทั้งหมดถึงเรือนนอนแล้วเขาก็ไปเดินเล่นรอบๆพรรคเพราะยังไม่ถึง่เย็น ที่นี่จะตกแต่งด้วยดอกบ๊วยมีสระบัวขนาดใหญ่อยู่ที่หลังพรรคที่นั่นมีนกกระเรียนมากมายกำลังแวะพักปีกดื่มน้ำอยู่เป็ทัศนียภาพที่เหมาะแก่การนั่งวาดภาพยิ่งนัก
เมื่อคิดได้ดังนั้นไป๋ซูเจี้ยนก็บอกให้คนสนิทช่วยเตรียมอุปกรณ์สำหรับวาดภาพให้ที่สระบัวนี้มีศาลาที่สวยงามอยู่ นับว่าสมแล้วที่ฉางเก๋อเป็พรรคราชครู ทั้งทัศนียภาพของที่พำนักสถานที่ภายในพรรค สิ่งก่อสร้างภายใน ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต ส่วนใหญ่ประดับด้วยหยกมรกตทำให้มีแสงสีเขียวสะท้อนไปมาดูเย็นสบายตาเมื่อคนสนิทนำของทั้งหมดมาให้แล้ว ไป๋ซูเจี้ยนก็เริ่มวาดภาพที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้โดยใช้ฉากเบื้องหน้าเป็แบบ
เมื่อตะวันตกดิน พระจันทร์เริ่มทอแสงแทนที่แสงตะวันยามกลางวันร่างสูงเดินเข้ามาภายในพรรค ปกติแล้วเขาไม่ได้กลับเรือนดึกแบบนี้เพียงแต่ตอนนี้ยามที่อยู่พรรคมันทำให้เขาจิตใจไม่สงบ บางครั้งก็ทำให้รู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้เขาจึงอยู่ที่สำนักการศึกษาที่วังหลวงตลอดทั้งวันและคิดว่าภรรยาของเขาคงจะเข้านอนไปแล้วจึงได้กลับมา
เพราะเขามีอะไรให้คิดอยู่มากหลังจากที่เดินมาจนถึงเรือนนอนก็เปลี่ยนใจเดินไปที่ด้านหลังพรรค ที่นั่นมีสระบัวที่งดงามไป๋เฮ่อมักจะไปที่นั่นเพื่อดีดพิณ ทำใจให้สงบแล้วยังมีหมู่กระเรียนมากมายมาล้อมรอบเพื่อฟังเขาบรรเลงพิณ ที่นั่นจึงเป็เพียงไม่กี่ที่ที่เขามักจะไปอยู่เพื่อทำสมาธิ
ฝีเท้าที่กำลังเดินมาที่สระบัวหยุดชะงัก ที่นั่นมีแสงไฟจางๆอยู่ในเวลาแบบนี้ยังมีใครอยู่ที่นี่อีกรึ
เมื่อเดินมาดูใกล้ๆราชครูก็เห็นว่ามีร่างโปร่งเ้าของเรือนผมสีขาวบริสุทธิ์กำลังนั่งวาดภาพอยู่ไป๋ซูเจี้ยนเกล้าผมขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เกะกะการวาดภาพท่าทางที่สบายๆนี้ทำให้เขาดูไม่เหมือนรองประมุขของเผิงหลายสักเท่าไหร่นักว่ากันว่าท่านเทพเซี่ยหนิงเฉิงที่ตอนนี้เป็เซียวหนิงเฉิงแล้วนั้นเข้มงวดมากแต่เมื่อเทียบกับรองประมุขของพรรคแล้ว ไป๋ซูเจี้ยนนั้นเข้มงวดมากกว่าเสียอีก ดังนั้นการได้เห็นเขาทำตัวสบายๆแบบนี้จึงเป็ภาพที่แปลกตามาก
ไป๋เฮ่อยืนมองอยู่แบบนั้นไม่นานก็หันหลังกลับ เขาไม่ได้เดินไปทักทายภรรยาของตัวเองที่นั่งวาดภาพอยู่กลับไปยังเรือนนอนของตัวเอง เรือนของพวกเขานั้นตั้งอยู่เคียงข้างกันมีเพียงแค่ธารน้ำเส้นเล็กๆที่คั่นกลางระหว่างเรือนทั้งสองธารน้ำนั้นมีปลาสีสวยกำลังแหวกว่ายอยู่ เดิมทีที่นี่ก็มีเพียงเรือนเดียวที่ตั้งอยู่เป็เรือนของท่านพ่อกับท่านแม่ของไป๋เฮ่อและอวิ้นหยาง เรือนใหม่ที่ไป๋เฮ่ออยู่ตอนนี้เป็เรือนที่เพิ่งสร้างส่วนเรือนที่ไป๋ซูเจี้ยนอยู่เป็เรือนที่ท่านพ่อกับท่านแม่เคยอยู่ ที่นี่ไม่ใช่เรือนประมุขของไป๋เฮ่อที่เขาตัดสินใจจะย้ายมาอยู่ที่นี่เป็เพราะต้องแต่งงานเรือนของประมุขที่แท้จริงนั้นอยู่อีกฝั่งของพรรคไป๋เฮ่อไม่ได้ย้ายของมาอยู่ที่นี่ทั้งหมด เขาตั้งใจจะกลับไปที่เรือนของตัวเองเพื่อจัดการเื่ส่วนตัวเป็ระยะ
“รายงานขอรับประมุข” หน่วยลับปรากฏตัวที่ข้างกายของผู้เป็ประมุขรายงานเื่ที่เกิดขึ้นภายในพรรคให้ฟัง บอกว่าวันนี้ท่านเทพทำอะไรบ้างไปที่ไหนบ้าง ตามคำสั่งที่ได้รับเอาไว้ว่าให้คอยดูแลฮูหยินทุกฝีก้าว
“อืม ขอบใจมาก” เมื่อได้ฟังว่าวันนี้ภรรยาของเขาทำอะไรมาบ้างราชครูก็ปลดกวานที่ประดับอยู่บนผมออกเอนกายกับเก้าอี้ หลับตาลงเพื่อพักผ่อนสายตาสักเล็กน้อยดูเหมือนไป๋ซูเจี้ยนจะไม่ได้ลำบากอะไรในการใช้ชีวิตที่ฉางเก๋อแล้วยังทำเหมือนที่นี่เป็บ้านของตัวเองไปแล้วเสียอีกพรุ่งนี้คงไม่ต้องให้ตามดูแล้ว
ผ่านไปครึ่งชั่วยามไป๋เฮ่อก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินมายังเรือนข้างๆเขาเลิกม่านขึ้นดูเป็ไป๋ซูเจี้ยนที่กำลังหอบม้วนกระดาษที่ตัวเองวาดรูปกลับมายังเรือน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินเข้าไปในเรือนแล้วราชครูก็ปิดม่านลง
หากไป๋ซูเจี้ยนไม่พยายามเข้ามายุ่งเื่ของเขาก็คงดี
ในตอนเช้าไป๋เฮ่อออกไปที่สำนักการศึกษาที่วังหลวงตามปกติแต่ระหว่างที่กำลังจะเดินออกไปนอกพรรคนั้นก็เห็นไป๋ซูเจี้ยนกำลังนั่งอยู่กับเหล่าลูกศิษย์ที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่เพิ่งจะเริ่มหัดอ่านเขียน ภาพที่ท่านเทพกำลังสอนเด็กน้อยเริ่มอ่านตำราโดยมีเด็กน้อยนั่งอยู่บนตักนั้นทำให้ไป๋เฮ่อยืนมองอยู่สักพักแล้วเดินออกจากฉางเก๋อไป
ท่านเทพเงยหน้าขึ้นมาในทิศทางที่ร่างสูงเคยยืนอยู่เขารู้ว่าไป๋เฮ่อหยุดมองเขาแต่เขาก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาทักทายแต่อย่างใด หลังจากที่สอนเด็กน้อยอ่านตำราแล้วเขาก็ส่งเด็กน้อยให้กับอาจารย์แล้วเดินไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่เมื่อวานไม่ได้มาสำรวจ
เรือนของไป๋เฮ่อ เรือนของประมุขแห่งฉางเก๋อ
ไม่มีอะไรที่เล็ดลอดสายตาของไป๋ซูเจี้ยนไปได้
เขารู้ว่าเรือนที่ไป๋เฮ่อกำลังอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่เรือนที่เขาอยู่มาั้แ่เกิดเรือนที่อยู่ตรงหน้าของท่านเทพในตอนนี้ต่างหากถึงจะเป็เรือนของประมุขที่แท้จริง
“ขออภัยฮูหยิน ประมุขสั่งเอาไว้ว่าห้ามใครเข้าไปขอรับ”คนเฝ้ายามรีบขวางเอาไว้เมื่อฮูหยินทำท่าจะเดินเข้าในเรือนของประมุขไป๋ซูเจี้ยนมองยามทั้งสอง มองไปยังด้านหลังที่มีหน่วยลับหกคนยืนอยู่
้าจะปกปิดอะไรที่อยู่ในเรือนของประมุขกัน
“ฮูหยิน โปรดออกจากที่นี่ด้วยขอรับ” หน่วยลับที่อยู่ด้านหลังเอ่ยกับฮูหยิน เมื่อหน่วยลับของอีกฝ่ายปรากฏตัวหน่วยลับของไป๋ซูเจี้ยนก็ปรากฏตัวเช่นกันเพื่อคุ้มครองนายของตน
“พวกเ้าแน่ใจกันแล้วใช่หรือไม่ว่าจะขวางข้า?” ท่านเทพเอ่ยถาม หากเขา้าที่จะเข้าไปมีหรือจะเข้าไปไม่ได้
“ประมุขสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดว่าห้ามใครเข้าไปขอรับ ต้องขออภัยที่ล่วงเกินฮูหยิน”หน่วยลับตั้งท่าที่จะจู่โจมหากท่านเทพคิดที่จะเข้าไปตราบเท่าที่เป็คำสั่งของประมุขพวกเขาก็ให้ใครเข้าไปไม่ได้ทั้งนั้นแม้แต่ท่านเทพเอง
“ขวางพวกเขาเอาไว้” ท่านเทพเอ่ยสั้นๆไหวตัวหนึ่งครั้งก็เข้ามาอยู่ในเรือนของไป๋เฮ่ออย่างง่ายดาย แม้แต่อาณาเขตที่กางเอาไว้ก็ไม่ะเืแม้สักนิด
ถึงกับกางอาณาเขตเอาไว้ด้วย เขาพยายามจะปกปิดอะไรกัน
ภายในเรือนของประมุขแห่งฉางเก๋อนั้นไม่ได้เรียบร้อยอย่างที่คิดเอาไว้ตำรามากมายถูกกองเอาไว้ที่พื้นจนแทบจะไม่มีทางเดินที่กลางห้องโถงใหญ่มีตำราที่ถูกเปิดเอาไว้หลายเล่มไป๋ซูเจี้ยนไม่ได้แตะต้องตำราเ่าั้ เขามองสิ่งที่เขียนอยู่ในตำราเดินไปยังชั้นวางตำราที่สูงเหนือศีรษะขึ้นไปอีกภายในเรือนนอกจากชั้นวางตำรามากมายแล้ว ที่นี่ก็แทบจะไม่มีอะไรเลยดูเหมือนว่าที่ผ่านมาไป๋เฮ่อจะหมกหมุ่นอยู่กับสิ่งที่เขียนอยู่ในตำราพยายามค้นหาอะไรบางอย่างที่อยู่ภายในตำราเ่าั้ตำราเกือบทั้งหมดที่อยู่ภายในเรือนนี้เขียนเกี่ยวกับเื่หนึ่งตำราทุกเล่มล้วนเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น เท่าที่ดูไป๋เฮ่อใช้เวลาทั้งหมดที่มีไปกับการศึกษาสิ่งที่อยู่ในตำราแต่จากสภาพภายในเรือนที่ไม่เรียบร้อย ข้าวของบางส่วนยังพังกระจัดกระจายเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เขาพยายามศึกษาอยู่นั้นไม่เป็ดั่งที่เขา้า
เอาแต่หมกหมุ่นกับเื่นี้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรเป็บ้างหรือเปล่า
มือเรียวไล้ไปตามชั้นวางตำรานอกจากไป๋เฮ่อแล้วคงไม่มีใครได้เข้ามาที่นี่ มีฝุ่นเริ่มเกาะอยู่เล็กน้อยที่ที่ไม่มีฝุ่นเลยก็มีเพียงแค่ส่วนกลางห้องโถงที่วางตำราเต็มไปหมดนั่นนอกจากตำราพวกนั้นแล้วยังมีกระดาษแผ่นเล็กแผ่นน้อยที่เขียนใจความสำคัญเอาไว้ทว่ามันก็ยังไม่ใช่คำตอบในสิ่งที่เขากำลังค้นหา
ความพยายามทั้งหมดมันอาจจะสูญเปล่า
ท่านเทพเดินไปยังโต๊ะที่อยู่ตรงกลางห้อง บนโต๊ะนั้นเขียนเอาไว้หลายอย่างกระดาษบางแผ่นก็เขียนด้วยตัวอักษรที่เรียบร้อย บางแผ่นก็ยับยู่ยี่ ระหว่างที่อยู่ที่นี่ไป๋เฮ่อคงจะเผชิญอยู่กับอารมณ์หลากหลายแบบต้องเจอกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเื่ที่กำลังค้นหาอยู่โดยไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใคร
แต่มันไม่ง่ายที่จะจัดการเื่นี้เพียงลำพัง
นั่นจึงเป็เหตุผลที่ไป๋ซูเจี้ยนอยู่ที่นี่ มาอยู่ยังฉางเก๋อแห่งนี้
คำตอบที่แฝงอยู่ภายในตำรานับพันที่อยู่ในเรือนนี้ ไป๋ซูเจี้ยนเป็คำตอบให้ไป๋เฮ่อแล้ว
ทว่ามันก็ไม่ง่ายนักเพียงแค่พวกเขาแต่งงานกันวันเดียวไป๋เฮ่อยังต่อต้านเขาถึงขนาดนี้ นั่นหมายถึงอีกฝ่ายรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการแต่งงานในครั้งนี้ท่านเทพยังต้องออกแรงอีกมากถึงจะทำให้จุดประสงค์ที่เขา้าบรรลุผลประสบความสำเร็จ
แต่เด็กคนนั้นคงไม่ยอมให้เขาช่วยเหลือง่ายๆท่าจะต้องออกแรงกันอีกเยอะทีเดียว
ต้องใช้ทุกวิธีที่มีเสียแล้ว
หากไม่ต้องเสียเวลานานก็คงจะดี
ท่านเทพใช้เวลาไม่นานในการสำรวจเรือนของสามีเมื่อออกมาก็พบว่าหน่วยลับทั้งสองหน่วยยังปะทะกันอยู่ ท่านเทพสะบัดมือหนึ่งครั้งทุกอย่างก็พลันหยุดนิ่ง หยดน้ำเล็กๆลอยขึ้นมาจากพื้นล่องลอยไปยังหน่วยลับทั้งหมดที่ปะทะกันอยู่ พวกเขาตกอยู่ในสภาพที่ร่างกายหยุดนิ่งอยู่ชั่วขณะไม่มีใครสามารถขยับตัวได้ แม้แต่ยามที่เฝ้าอยู่ก็ต้องหยุดยิ่งเมื่อหยดน้ำหยดเล็กๆนั้นลอยหายเข้าไปในหน้าผากของคนที่อยู่ที่นี่ทุกอย่างก็พลันกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
“เอาล่ะในเมื่อพวกเ้าไม่อยากให้ข้าเข้าไปข้าก็จะไม่เข้าไป อย่าปะทะกันจะได้หรือไม่”ไป๋ซูเจี้ยนเอ่ยขึ้นเมื่อทุกอย่างกลับมาอยู่ในสถานการณ์ปกติ ทุกคนคล้ายจะมึนงงและสับสนอยู่เล็กน้อยว่าเกิดอะไรขึ้นชักอาวุธกันทำไม ตอนนี้ท่านเทพยืนอยู่ห่างจากเรือนไปหลายก้าว บ่งบอกว่าั้แ่ที่ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปเขาก็ไม่ได้ขยับออกจากตรงนี้เลย
“ต้องขออภัยที่กระทำการไม่สมควรขอรับ” หน่วยลับเก็บอาวุธของตัวเอง ไป๋ซูเจี้ยนสั่งให้หน่วยลับของตนกลับไปทำหน้าที่ตามเดิมเขาจะไปเดินเล่นที่อื่นแล้ว หน่วยลับทั้งหมดจึงสลายตัวหายไปทั้งสองหน่วย ท่านเทพคว้าร่มของตัวเองมากางก่อนจะเดินออกไปจากพื้นที่แห่งนี้
วิชาที่ไป๋ซูเจี้ยนใช้เป็วิชาหยุดการเคลื่อนไหวชนิดหนึ่งที่ไม่ได้หยุดแค่ร่างกายแต่หยุดทุกอย่างที่อยู่รัศมีของพลังทั้งสายลม ใบไม้ที่สั่นไหว อาวุธที่กำลังลอยอยู่รวมถึงสตินึกคิดทุกอย่างให้หยุดนิ่ง จากนั้นใช้วิชาอีกแบบทำให้ลืมเลือนความทรงจำใน่ระยะสั้นๆออกไปวิชานี้ไม่ได้ใช้กันง่ายๆ แต่ไป๋ซูเจี้ยนอยู่มานานถึงร้อยปีวิชาแค่นี้จึงไม่ได้ลำบากอะไรเขาเลย
แม้จะคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าสาเหตุที่ไป๋เฮ่อปฏิเสธเขาแล้วยังกล้าเอ่ยออกมาตรงๆเป็เพราะอะไรแต่เมื่อได้รับการยืนยันจากเหล่าตำราที่อยู่ในเรือนว่าสาเหตุนั้นคือเหตุผลจริงๆไม่มีอะไรแอบแฝงมันก็ทำให้ไป๋ซูเจี้ยนเศร้าใจอยู่เล็กน้อยนั่นก็เท่ากับว่าที่ผ่านมาเขาปฏิเสธทุกคนที่พยายามเข้าใกล้ตัวเองหรือพยายามที่จะช่วยเื่นี้ไม่้าความช่วยเหลือจากใครหรืออาจจะเคย้าความช่วยเหลือแต่ทว่าผู้ที่ช่วยเหลือไม่สามารถช่วยเหลือเขาได้เขาจึงไม่คาดหวังว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากใครอีก พยายามที่จะค้นหาคำตอบเื่นี้ด้วยตัวเองแต่เพราะเขาไม่อาจปฏิเสธสมรสพระราชทานได้ นอกจากปฏิเสธกับไป๋ซูเจี้ยนตรงๆแล้วเขาก็ทำได้เพียงแค่แยกกันอยู่กับไป๋ซูเจี้ยนเท่านั้น
มีเื่ที่ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้จะหวังพึ่งพาใครก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นจะต้องจมอยู่ในความสิ้นหวังมากแค่ไหน
แม้ไป๋ซูเจี้ยนจะมีคำตอบในสิ่งที่ไป๋เฮ่อกำลังค้นหา ทว่ายังมีความจำเป็อีกหลายอย่างที่จะต้องจัดการเสียก่อนมิเช่นนั้นการแต่งงานครั้งนี้จะสูญเปล่า
หากเด็กคนนั้นไม่ดื้อรั้นจนไป๋ซูเจี้ยนเหนื่อยใจก็คงจะดี