“ฮู...ฮู...”
ห้องเล็กๆ แทบกลายเป็หม้อต้มขนาดย่อม ไอสีขาวขุ่นหนาทึบอบอวลไปทั่วทุกพื้นที่ ราวกับใครก้าวเท้าเข้าไปคงนึกว่าหลุดเข้าไปในห้องซาวน่า
ลู่เซิ่งคือต้นกำเนิดของไอขาวเ่าั้อย่างไม่ต้องสงสัย
ทุกรูขุมขนบนร่างเขาระบายความร้อนระอุออกมาไม่หยุดหย่อน ราวกับกาต้มน้ำที่ถูกต้มจนเดือดพล่าน
ในม่านไอน้ำเลือนรางนั้น สามารถสังเกตเห็นกล้ามเนื้อของลู่เซิ่งกระตุกเป็จังหวะช้าๆ ทว่าหนักแน่น
ราวกับกำลังหายใจ และพองตัวขึ้นทีละน้อย
พลังะเิที่ซ่อนอยู่ใต้ิันั้น แม้แต่สายตาก็ััได้
ไม่นาน ลู่เซิ่งก็ทำท่าสุดท้ายเสร็จสิ้น
ทว่าเขาไม่ได้ลืมตาขึ้น แต่กลับนั่งขัดสมาธิอยู่กับที่
หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลง ไอขาวจำนวนมหาศาลถูกสูดเข้าทางจมูก ก่อนจะพ่นออกมาทางปาก ราวกับอสรพิษที่แหวกว่ายอยู่ในห้อง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ไอน้ำในห้องค่อยๆ จางหายไป ลู่เซิ่งจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“สมกับเป็ ‘วิชาฝึกร่างกายแห่งดาวฤกษ์’ สุดยอดวิชาฝึกร่างกายของหมื่นปีหลังจากนี้ เพิ่มศักยภาพของร่างกายได้มากจนเหลือเชื่อ
หากเป็แบบนี้ต่อไป ภายในกายของฉันอาจจะถือกำเนิดดาวฤกษ์ขึ้นมาสักดวงได้จริงๆ...”
“ ‘ทักษะการหายใจอย่างเป็ธรรมชาติ’ ก็ไม่ธรรมดาพอกัน ดูเหมือนจะมีพลังฟื้นฟูที่แข็งแกร่ง หากไม่มีทักษะการหายใจนี้ วิชาฝึกร่างกายก็คงไม่ได้ผลดีขนาดนี้...”
ลู่เซิ่งกำหมัดแน่น ััพลังที่ะเิอยู่ระหว่างปลายนิ้ว แล้วเผยรอยยิ้มยินดีออกมา
“ค่าพลังชีวิตแข็งแกร่งขึ้นมาก
ยาต้มเสริมกล้ามเนื้อบำรุงเืได้ผลดีเกินคาด ด้วยสภาพร่างกายของฉันในตอนนี้ ดื่มวันละสองชุดก็เพียงพอแล้ว ดื่มมากกว่านี้คงดูดซึมไม่หมด
เมื่อคำนวณแล้ว ยาต้มสิบสองชุดก็พอให้ฉันดื่มได้หกวัน หลังจากหกวันค่อยหาวิธีปรุงเพิ่ม...”
“กรี๊งงง”
โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างกายดังขึ้น
ลู่เซิ่งรับโทรศัพท์
“ได้”
“เมื่อไร? อีกหนึ่งสัปดาห์ก็แล้วกัน”
ไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไร ลู่เซิ่งก็วางสายด้วยสีหน้าสงบ
คนที่โทรมาคือชายหนุ่มจากร้านสิงซ่านที่แอบให้เขาเช่าห้องปรุงยา
อีกฝ่ายบอกว่าคุณหนูใหญ่ร้านสิงซ่าน้าพบเขา
ลู่เซิ่งตอบตกลง แต่กำหนดเวลาเป็ตอนที่เขา้าใช้ห้องปรุงยาในครั้งหน้า
“จากนี้ไป ควรตั้งใจฝึกฝนอย่างมุ่งมั่น”
ลู่เซิ่งไม่อาจลืมเลือนสิ่งที่แบกรับอยู่บนบ่าได้
...
“เป็ยังไงบ้าง? เขาว่ายังไง?”
เหอหลิงซู่จ้องมองหม่าเฟยด้วยสายตาคาดหวัง
“เฮ้อ เอามือถือมานี่ ฉันจะคุยกับเขาเอง!”
เหอหลิงซู่แย่งมือถือจากหม่าเฟยทันที ยังไม่ทันได้กดรับ ก็ได้ยินเสียงหมดหนทางของหม่าเฟย
“เขาวางไปแล้ว”
“งั้นก็โทรกลับไปอีก”
เหอหลิงซู่ไม่ยอมแพ้ ทว่าไม่นานก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ว่า “หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้”
“อ๊ากกก! ฉันจะบ้าตาย!”
เหอหลิงซู่ระบายอารมณ์ด้วยการทุบมือถือของหม่าเฟยอย่างแรงสองที ทำให้หม่าเฟยที่อยู่ข้างๆ แสดงสีหน้าเ็ปออกมา
คุณหนูครับ นั่นมันโทรศัพท์ผมนะครับ จะทุบก็ทุบของตัวเองสิครับ
“คุณเหอครับ จริงๆ แล้วเขารับปากว่าจะมาพบเราแล้วนะครับ...”
“อะไรนะ?!”
ดวงตาคู่สวยของเหอหลิงซู่เป็ประกาย “จริงเหรอ?! เขาว่ายังไงบ้าง?”
“เขาบอกว่าได้ แต่ต้องรออีกหนึ่งสัปดาห์”
“หนึ่งสัปดาห์?”
ความยินดีบนใบหน้าของเหอหลิงซู่จางหายไปอย่างรวดเร็ว
“หนึ่งสัปดาห์นานเกินไป ตัวแปรเยอะเกินไป ไม่ได้”
เหอหลิงสู่ส่ายหน้า
เธอเพิ่งเผชิญหน้ากับการถูกชิงตัดหน้ามา แค่ไปช้ากว่าครึ่งวันเท่านั้น
หนึ่งสัปดาห์?
ดอกไม้จีนเย็นหมดแล้ว (หมายถึง รอนานมาก สายเกินไป)
“คุณเหอครับ ตอนนี้ไม่ใช่ว่าเราจะทำได้หรือไม่ได้ แต่เป็ว่าเขาจะทำได้หรือไม่ได้ ประเด็นอยู่ที่เขา...”
หม่าเฟยอธิบายให้เหอหลิงซู่ฟังอย่างอดทน
“ฉันรู้ว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่เรา”
เหอหลิงซู่กล่าวอย่างเ็า “แค่ฉันรอหนึ่งสัปดาห์ไม่ได้”
เหอหลิงซู่สั่งหม่าเฟย “จากนี้ไป นายต้องรับผิดชอบตามหาปรมาจารย์ท่านนั้นให้ฉัน เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากทำภารกิจสำเร็จเร็วกว่ากำหนดให้วันละห้าพัน...ไม่สิ หนึ่งหมื่นหยวน!”
“จริงเหรอครับ?!”
เมื่อได้ยินว่ามีรางวัล หม่าเฟยก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
“คุณเหอครับ คุณต้องรักษาคำพูดนะครับ!”
“ฉันเคยผิดคำพูดเมื่อไรกัน...”
เหอหลิงซู่รู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย ตอนนี้อารมณ์ของเธอทั้งตื่นเต้นและประหม่า ทั้งกระวนกระวายและหวาดหวั่น อารมณ์ที่เหมือนจะได้อย่างที่้าแต่ก็กลัวว่าจะเสียไปนั้น ยากที่จะอธิบายได้
หม่าเฟยคำนวณอย่างมีความสุขว่าตนเองจะได้รับรางวัลเท่าไร ทันใดนั้นก็นึกขึ้นมาได้ จึงกล่าวด้วยความเป็ห่วง “คุณเหอครับ คุณเข้าใจผิดอะไรไปหรือเปล่า คนที่มาขอยืมห้องปรุงยา อายุแค่สิบกว่าปีเองนะครับ ยังเป็นักเรียนอยู่เลย...จะเป็ปรมาจารย์นักปรุงยาที่คุณพูดถึงเหรอ?”
“นักเรียนเหรอ?...”
คิ้วของเหอหลิงซู่ขมวดเล็กน้อย พึมพำกับตัวเองเบาๆ “บางที เื้ัเขาอาจจะมีปรมาจารย์นักการปรุงยาคอยหนุนหลังอยู่ก็ได้...”
“อย่างนี้นี่เอง”
หม่าเฟยพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก
...
“ทุนการศึกษา?!”
บนโต๊ะอาหาร ลู่ต้าไห่ เจิ้งอวี้เฟิน และลู่ชิงเหอสามคนต่างเบิกตากว้าง จ้องมองลู่เซิ่งราวกับกำลังฟังนิทาน
“ลูกบอกว่า ลูกซื้อไอ้เครื่องนี่ให้พ่อด้วยเงินทุนการศึกษา?”
ลู่ต้าไห่ถือเครื่องมือคล้ายไฟฉายสีขาวเอาไว้ ถามซ้ำอีกครั้งด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“มันคือเครื่องกระตุ้นโลหิต”
ลู่เซิ่งแก้ไข แล้วหยิบเงินสองพันหยวนออกมาวางบนโต๊ะ “เหลืออีกสองพัน ให้แม่เป็ค่าอาหาร”
“ยังมีเหลืออีกเหรอ?!”
ลู่ต้าไห่เบิกตากว้าง สงสัยว่าตนเองตาฝาดหรือหูแว่วไป
เจิ้งอวี้เฟินกลับดีใจจนเนื้อเต้น กอดเงินสองพันหยวนไว้แนบอก กอดลู่เซิ่งแล้วหอมแก้มสองที
“ลูกชายฉันได้ทุนการศึกษาแล้ว! เก่งจริงๆ...”
ลู่ชิงเหอที่อยู่ข้างๆ กลับอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ “ทุนการศึกษาอะไรมันเยอะขนาดนี้? พี่จะได้ทุนการศึกษาอะไรกัน...”
“ทุนพัฒนาการเรียนรู้ ่นี้ค่าพลังชีวิตของฉันเพิ่มขึ้นเร็วมาก เลยได้รับการประเมิน”
ลู่เซิ่งโกหกหน้าตาย
ลู่ชิงเหอไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด ยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่เมื่อสบตากับลู่เซิ่ง ก็ทำได้เพียงเงียบปากไป
ลู่ต้าไห่และเจิ้งอวี้เฟินเชื่ออย่างสนิทใจ
เหตุผลหลักคือ่หลังมานี้ลู่เซิ่งเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะความอยากอาหารของเขานั้นสุดๆ ไปเลย!
พวกเขามองเห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทั้งหมดด้วยตาตนเอง ยิ่งลูกชายของตนเองได้รับทุนการศึกษาซึ่งเป็เื่ดี พวกเขาจะมีเหตุผลอะไรให้สงสัย
“เอาเงินพวกนี้ไปซื้อยาบำรุงจะดีกว่า ซื้อเครื่องกระตุ้นอะไรนี่ มันเปลืองเงินเปล่าๆ...”
“เอาน่า ลูกชายได้ทุนการศึกษาครั้งแรก ซื้อของขวัญให้พ่อไม่ได้เหรอ? อีกอย่าง ่นี้พ่อบ่นว่าปวดหลังอยู่ไม่ใช่เหรอ เหมาะที่จะใช้พอดีเลย ฉันดูในทีวี เขาบอกว่าเครื่องนี้ได้ผลดีมากนะ...”
“จะดีแค่ไหนกันเชียว...”
ลู่ต้าไห่พูดว่าสิ้นเปลือง แต่ในใจกลับมีความสุขจนแทบะเิออกมา
ยังกินข้าวไม่ทันเสร็จ ก็ถือเครื่องกระตุ้นโลหิตวิ่งไปนั่งโซฟาคนเดียวแล้วเริ่มลองใช้
เจิ้งอวี้เฟินผู้เป็แม่ก็ยิ้มจนแก้มปริ นับเงินสองพันหยวนซ้ำไปซ้ำมาอย่างทะนุถนอม พร่ำบ่นว่าจะเก็บเงินไว้ให้ลู่เซิ่ง ไว้ใช้เรียนมหาวิทยาลัยในอนาคต
ลู่เซิ่งมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสายตา ในใจก็สงบและอ่อนโยน
สิ่งที่เขาตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก ก็แค่้าให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้นเอง
ให้ลู่ต้าไห่ผู้เป็พ่อสบายขึ้น ให้เจิ้งอวี้เฟินผู้เป็แม่ไม่ต้องกังวลเื่เงินทองในทุกวัน ให้ลู่ชิงเหอผู้เป็น้องสาว...
ลู่เซิ่งหันไปมองลู่ชิงเหอ
ลู่ชิงเหอกำลังจ้องมองเขาอย่างลับๆ พอสังเกตเห็นสายตาของเขา ก็รีบหันหน้าไปอีกทาง ทำท่าทีเ็าและไม่ใส่ใจ
เอาเถอะ ลู่ชิงเหอยังไม่นับ รอให้เธอโตขึ้นอีกหน่อยค่อยว่ากัน
ลู่เซิ่งเติมประโยคนี้ในใจอย่างเงียบๆ