นับว่าพวกเขายังพอมีโชคอยู่บ้างในที่สุดก็สามารถนำพาคนผู้นั้นกลับมาได้อย่างปลอดภัย
จริงดังที่ฉีเฟิงว่าเอาไว้ขาข้างซ้ายของเขามีอาการผิดปกติ เดินย่างด้วยท่าทางกะโผลกกะเผลกเห็นได้ชัดว่าเขาไม่สามารถลงน้ำหนักได้เต็มที่
ซูอี้หว่านเพียงเหลือบมองก็ล่วงรู้ถึงปัญหาขาของชายผู้นี้มิได้เป็นเพียงบาดแผลจากการบาดเจ็บที่รักษาไม่หายสนิทเท่านั้นหากยังเพิกเฉยเช่นนี้ต่อไป อาการบาดเจ็บในอนาคตย่อมทวีความรุนแรง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าท่าทางการเดินกะเผลกจะยิ่งย่ำแย่ขาท่อนล่างก็ยังคงปวดแปลบอยู่เสมอ หากวันใดฝนพรำ อาการปวดก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นความทรมานเช่นนั้น เกินกำลังที่คนธรรมดาจะรับได้
คำกล่าวของซูอี้หว่านทำให้เซียวจวิ้นอันขมวดคิ้วทันทีน้ำเสียงทุ้มต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาก็เต็มไปด้วยความกังวลที่ไม่อาจซ่อนเร้น"อี้หว่าน ข้าฝากเจ้าช่วยดูอาการให้เขาหน่อยขาของเขาจะสามารถหายดีเหมือนแต่ก่อนได้หรือไม่?"
ถึงแม้ซูอี้หว่านจะเคยให้ความมั่นใจไว้แล้วว่าหากขาหักไม่เกินหนึ่งปี นางก็มีโอกาสถึงเจ็ดแปดส่วนที่จะรักษาให้หาย ทว่า ณเวลานี้ เซียวจวิ้นอันก็ยังมิอาจคลายความกังวลลงได้
มิใช่ไม่เชื่อมั่นในฝีมือแพทย์ของซูอี้หว่านเพียงแต่ลูกน้องผู้นี้ติดตามตนมาหลายปี ครานี้ก็เพราะตนเอง เขาจึงกลายเป็นเช่นนี้ตนจึงรู้สึกผิดยิ่งนัก
เมื่อคราวก่อนที่พบเขาในถ้ำผู้นี้ก็กึ่งเป็นกึ่งตาย นอนแน่นิ่งอยู่ภายในถ้ำเมื่อได้ยินเสียงก็มิได้มีปฏิกิริยามากนักเห็นได้ชัดว่ามิได้ใส่ใจเรื่องความเป็นความตายแล้ว
แต่เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาคือพวกเขาจึงตื่นเต้นขึ้นมา เมื่อเห็นเซียวจวิ้นอันสบายดี ก็ถอนหายใจโล่งอกพร้อมทั้งรีบสอบถามถึงอาการของฉีเฟิง
เมื่อทราบว่าฉีเฟิงถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือ บัดนี้จึงไม่มีสิ่งใดน่ากังวลแล้วเขาก็คลายความกังวลใจลง
ส่วนเรื่องที่เซียวจวิ้นอันกล่าวว่ามีผู้หนึ่งสามารถรักษาขาของเขาให้หายได้ เขาก็ยินดียิ่งนักทว่าหลังจากตื่นเต้นได้ไม่นาน เขาก็กลับมาสงบดังเดิม
อันที่จริงสภาพขาของตน ตนย่อมรู้ดีกว่าใคร เกรงว่าต่อให้หมอหลวงแห่งราชสำนักลงมือก็ยากจะทำให้ขากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างดีก็เพียงแค่ช่วยให้เดินได้สะดวกขึ้นเท่านั้น
สำหรับผู้ที่ดำรงชีพด้วยทักษะวรยุทธ์แล้วผลลัพธ์เช่นนั้นถึงแม้จะดีมากแล้ว เขาก็ยังมิอาจยอมรับได้
เดิมทีเขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้วบัดนี้ได้พบกับหมอที่ว่า กลับเป็นเด็กสาวรุ่นเยาว์ที่อายุยังน้อยกว่าเขาก็ยิ่งไม่คิดว่าขาของเขาจะสามารถรักษาให้หายได้
เขามิได้มีเจตนาจะดูเบาใครเพียงแต่เขาเคยได้ยินมาว่า วิชาแพทย์นั้นพรสวรรค์สำคัญก็จริงแต่ประสบการณ์สำคัญยิ่งกว่า
หาไม่แล้วไฉนหมอหลวงในวัง จึงมีแต่ผู้สูงอายุเสียเป็นส่วนใหญ่เล่า?
อย่างไรก็ตามก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตฉีเฟิงไว้ เขาจึงมิแสดงความดูแคลนออกมาเพียงแต่ในใจกลับยังคงกังขาว่า ซูอี้หว่านจะสามารถรักษาขาของตนให้หายได้แน่หรือ
ซูอี้หว่านให้เขานอนลงบนเตียงในห้องด้านในจากนั้นจึงส่งสัญญาณให้เขาม้วนขากางเกงขึ้นแล้วตรวจสอบสภาพขาของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
"งอขาขึ้นมา ข้าขอตรวจสอบดูหน่อย" ซูอี้หว่านออกคำสั่งพร้อมทั้งยื่นมือไปสัมผัสขาของเขาทำให้จ้าวเฟยรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด ทีแรกดูเหมือนไม่สนใจไยดีแต่ตอนนี้กลับรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา
เนื่องจากซูอี้หว่านเพิ่งล้างมือมาอุณหภูมิบนมือของนางจึงเย็นเล็กน้อย เมื่อมือน้อยแตะลงบนต้นขาจ้าวเฟยเขาก็เผลอสะดุ้งขึ้นมาครั้งหนึ่ง สีหน้าของเขาก็ดูแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
แท้จริงแล้วเขาเติบโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยต้องมือหญิงใดมาก่อน ทำให้รู้สึกเคอะเขินอยู่บ้าง
"อย่าขยับ"
น้ำเสียงของซูอี้หว่านแฝงความเคร่งขรึมนางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ “อีกสักครู่ข้าจะแตะตัวเจ้าหากรู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย ต้องรีบบอกข้า เข้าใจไหม?”
เห็นได้ชัดว่าจ้าวเฟยไม่นึกว่าเด็กหญิงที่ดูอ่อนเยาว์เช่นนี้จะมีด้านที่เข้มงวดขนาดนี้ด้วย เมื่อครู่ที่ถูกนางจ้องมองเขายังรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
ซูอี้หว่านมิได้ใส่ใจสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายยื่นมือลูบคลำตามกระดูกขาของเขาเบาๆ จากนั้นก็ขมวดคิ้วสีหน้ายิ่งจริงจังขึ้นหลายส่วน
นางออกแรงที่มือเล็กน้อย"ตรงนี้เจ็บหรือไม่?"
จ้าวเฟยผู้นั้นแต่เดิมทีใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเมื่อถูกนางบีบนวดเบาๆ เช่นนั้น ขาก็พลันเจ็บราวกับถูกเข็มทิ่มแทงหน้าผากถึงกับเหงื่อกาฬผุดพราย รีบกัดฟันพยักหน้า
"เจ็บ"
"ไม่เจ็บก็แปลกแล้ว" ซูอี้หว่านขมวดคิ้วน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก "ขาของเจ้าก่อนหน้านี้หักไปแล้วต่อกระดูกไม่สนิท กระดูกบิดเบี้ยว จะไม่เจ็บได้อย่างไร?"
เมื่อได้ฟังดังนั้นตัวจ้าวเฟยเองมิได้มีรู้สึกตกใจนัก กลับเป็นหลี่ชิงที่ดูตื่นตระหนกก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "เช่นนี้...จะยังรักษาได้หรือ?"
กระดูกบิดเบี้ยวเช่นนี้เกรงว่าจะรักษาไม่หายแล้วกระมัง?
จ้าวเฟยคงต้องเป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิตหรือมิหนำซ้ำกระดูกบิดเบี้ยวถึงเพียงนั้น เกรงว่าทุกย่างก้าวคงจะเจ็บปวดทรมานมากกระมัง?
"แน่นอนว่ารักษาให้หายได้" ซูอี้หว่านพยักหน้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย"บัดนี้กระดูกขายังมิได้ต่อให้สนิทดีอยากรักษาให้หายมิใช่เรื่องยากเพียงแต่ต้องดูว่าตัวเขาเองจะสามารถยอมรับวิธีรักษาของข้าได้หรือไม่"
เมื่อได้ยินซูอี้หว่านกล่าวเช่นนี้จ้าวเฟยไม่รู้เพราะเหตุใด แผ่นหลังถึงรู้สึกเย็นวาบ กลืนน้ำลายลงคอแล้วถามอย่างลังเลว่า "คือ... วิธีอันใด?"
"ง่ายมาก" ซูอี้หว่านยกยิ้มที่มุมปาก"กระดูกบิดเบี้ยว ก็ดัดให้ตรงเสีย ก็สิ้นเรื่อง"
เมื่อเห็นว่าแต่ละคนล้วนมองมาที่ตนเองด้วยความไม่เข้าใจทั้งยังดูไม่เชื่อถือ นางจึงใจดีอธิบายเพิ่มเติมอีกประโยค"พูดง่ายๆ ก็คือ หักขาอีกครั้ง แล้วต่อกระดูกใหม่"
กล่าวพลางนางยังใจดียื่นมือนิ้วชี้ไปที่ขาของจ้าวเฟย "เห็นหรือไม่ก็คือตรงนี้"
"หัก... หักขาเนี่ยนะ?" หลี่ชิงอ้าปากค้างเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า ตนเองเหมือนจะเคยได้ยินวิธีนี้มาก่อนเช่นกันผู้ที่ขาหักจนเดินกะเผลกเช่นนี้ หากอยากรักษาให้หาย หนทางเดียวก็คือหักกระดูกขาแล้วต่อใหม่
แต่วิธีการเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะสำเร็จทุกครั้ง เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า เมื่อต่อกระดูกใหม่แล้วขาข้างนี้อาจจะยาวไม่เท่ากับขาอีกข้าง
เมื่อถึงตอนนั้นขาทั้งสองข้างกลับสั้นยาวไม่เสมอกัน สุดท้ายก็หนีไม่พ้นสภาพคนพิการอยู่ดี
วิธีการเช่นนี้ฟังดูแล้ว ดูเหมือนจะไม่น่าไว้วางใจเท่าไร หลี่ชิงอดมิได้ที่จะถามย้ำอีกครั้ง"คุณหนูซู ขอเสียมารยาทถามสักหน่อย ท่าน...มีความมั่นใจประมาณกี่ส่วน?"
คำถามนี้กลับทำให้ซูอี้หว่านตอบได้ยากอยู่บ้าง
ในความเป็นจริงนางมีความมั่นใจเกือบร้อยส่วน สามารถต่อขาทั้งสองข้างของจ้าวเฟยได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งยังสามารถรับประกันได้ว่า จะไม่เกิดกรณีที่ขาสองข้างยาวไม่เท่ากัน
อย่างไรก็ตามหากนางกล่าวเช่นนั้น เกรงว่าพวกเขาคงจะไม่เชื่อซ้ำยังจะรู้สึกว่าตนเองดูหยิ่งยโสเกินไป
ซูอี้หว่านยังคงชื่นชอบความถ่อมตนและเรียบง่ายมากกว่าดังนั้นนางจึงใคร่ครวญ แล้วตอบว่า "แปดถึงเก้าส่วนกระมังจะรักษาหรือไม่รักษา เจ้าจงพิจารณาเอาเองเถิด"
"อย่างไรก็ดี ข้าจะบอกเจ้าว่า หากต้องการรักษาขาของเจ้าให้หายดีมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น"