รุ่งเช้า…กู่ฉางเซิงตื่นก่อนที่แสงตะวันแรกแห่งวันจะโผล่พ้นขอบฟ้า
ตามนิสัยอันเรียบง่าย เขาเลือกที่จะหลับตา靜ฟังเสียงร่างกายของตนเองก่อนหยัดกายลุกขึ้น ทว่าคราวนี้ สิ่งที่รับรู้ไม่ได้มีเพียงชีพจรและลมหายใจที่สม่ำเสมอ บริเวณไหล่ขวามีรอยฟกช้ำจากการยกฝางกันดาบเมื่อคืนก่อน แม้าแจะไม่ลึกถึงกระดูก แต่มันกลับส่งอาการปวดตื้อออกมาอย่างต่อเนื่อง ร่างกายนี้แม้จะเริ่มฟื้นฟูดีขึ้นมากแล้ว ทว่าก็ยังห่างไกลจากร่างของนักสู้ผู้เจนศึก ราคาของการฝืนใช้กำลังเกินขีดจำกัด ย่อมแลกมาด้วยความเ็ปที่ตามมาราวกับเงาตามตัว
เขาลุกขึ้นนั่ง ค่อยๆ ใช้นิ้วมือกดประเมินความเสียหายบริเวณไหล่‘ฟกช้ำเพียงกล้ามเนื้อชั้นบน ไม่มีส่วนใดฉีกขาด หายเองได้ในสองสามวัน… นับว่าดีกว่าที่คาดไว้มากสำหรับสังขารของชายวัยหกสิบ’
บริเวณโต๊ะกินข้าวชั้นล่าง หลินชิงเสวียนั่งรออยู่ก่อนแล้ว บนโต๊ะมีชาร้อนหนึ่งกาและข้าวต้มต้มสุกกรุ่นๆ สองถ้วยส่งกลิ่นหอม ทันทีที่เห็นกู่ฉางเซิงเดินลงมาจากบันได สายตาของเด็กสาวก็พุ่งตรงไปยังไหล่ขวาของเขาทันที
"ไหล่ของท่านตาเป็อย่างไรบ้าง"
"แค่ฟกช้ำ" กู่ฉางเซิงนั่งลงตรงข้าม "ไม่มีส่วนใดหักหรอก"
"ข้ามียาน้ำมันนวดอยู่ในตะกร้า ทาก่อนทานข้าวจะช่วยให้ยาท่านซึมได้ดีกว่านะ"
กู่ฉางเซิงปรายตามองเด็กสาว "เ้ารู้เื่ยาน้ำมันนวดด้วยหรือ"
"ท่านพ่อเคยสอน" เธอตอบเรียบๆ พลันหยิบขวดแก้วเล็กๆ ออกมาจากตะกร้าข้างกาย "นั่งนิ่งๆ สักครู่นะ"
"ข้าทาเองได้"
"ข้าทาได้ตรงจุดมากกว่า ตำแหน่งไหล่ขวาหลังนั้น ท่านตาเอี้ยวมือไปกดเองไม่ถึงหรอก"
กู่ฉางเซิงตั้งท่าจะค้าน แต่ก็ต้องชะงักคำพูดลง เพราะสิ่งที่นางกล่าวล้วนถูกต้องตามหลักกายวิภาค เด็กสาวเขยิบเข้ามาใกล้ ยื่นมือที่แตะน้ำมันนวดลงบนไหล่ของเขาอย่างเบามือ นิ้วเรียวกดลงบนจุดสำคัญได้อย่างแม่นยำ น้ำหนักมือไม่แรงและไม่เบาจนเกินไป ความอบอุ่นของน้ำมันค่อยๆ ซึมผ่านิัลงสู่กล้ามเนื้อด้านใน
"พ่อของเ้าสอนวิชานวดด้วยหรือ"
"ท่านสอนว่า ต้องทาน้ำมันก่อนลงแรงกด" เธอตอบขณะที่มือยังคงนวดวน "หากทาหลังจากกด ยาจะระเหยเสียเปล่า แต่ถ้าทาก่อน ยาน้ำมันจะช่วยนำความร้อนจากนิ้วซึมลึกเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อพร้อมๆ กัน"
"พ่อของเ้าช่างสอนได้ดีนัก"
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านพ่อยอดเยี่ยมที่สุด"
กู่ฉางเซิงจิบชาร้อนเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยคำใดต่อ
ตลาดสมุนไพริญญาเพิ่งเริ่มเปิดทำการเมื่อทั้งสองก้าวออกจากร้านพัก พ่อค้าแม่ค้าบางรายกำลังกางแผงสินค้า บางคนเช็ดทำความสะอาดชั้นวาง ขณะที่บางกลุ่มจับคู่ถกเถียงเื่ราคาสมุนไพรในวันนี้ หลินชิงเสวียก้าวตามหลังกู่ฉางเซิงอย่างระมัดระวัง สายตาของเธอคอยสอดส่องมองไปข้างหน้าตลอดเวลา กู่ฉางเซิงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้น แต่ก็เลือกที่จะเงียบไว้
เป้าหมายตามที่ชายบุกรุกเมื่อคืนได้บอกไว้ คือบ้านพักสองชั้นบริเวณปลายถนนสายที่เจ็ด ซึ่งตั้งอยู่ติดกับกำแพงเมือง หน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่สองต้นตั้งผงาด คอยให้ร่มเงากับม้านั่งหินข้างประตู กู่ฉางเซิงหยุดยืนพิจารณาอยู่หน้าบ้านหลังนั้นครู่หนึ่ง ตัวบ้านมีขนาดใหญ่โตกว่าเรือนพักทั่วไปในตลาด ผู้ที่จับจองเช่าอาศัยย่อมต้องเป็ผู้มีฐานะและทรัพย์สินไม่น้อย
เขาเอื้อมนิ้วเคาะประตูสามครั้ง… ครืด
บานประตูไม้หนาหนักเปิดออก ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ก้าวออกมา ใบหน้าของเขาเรียบตึงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
"ท่านกู่ฉางเซิงใช่หรือไม่"
"ถูกต้อง"
"นายท่านกำลังรอท่านอยู่ เชิญด้านใน"
ภายในห้องรับแขก ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อดี ดูเรียบหรูไร้ความฟุ่มเฟือย บนผนังมีชั้นวางสมุนไพริญญาสองชั้นตั้งอยู่ ทุกขวดแก้วที่วางเรียงรายล้วนมีคลื่นพลังปราณเอ่อล้นซึมออกมา กู่ฉางเซิงััได้ถึงพลังเ่าั้ แต่มันเป็เพียงพลังปราณระดับปานกลาง ไม่มีสิ่งใดเทียบเท่ากับเกสรดอกไม้ที่เขาเพิ่งได้เลย
ที่โต๊ะตัวกลางห้อง ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปลายๆ นั่งรออยู่ ผมสีดำสนิทเริ่มมีเส้นขาวแซมเล็กน้อย ใบหน้าคมคาย รูปร่างกำยำล่ำสันตามแบบฉบับของผู้ฝึกบ่มเพาะพลังปราณมานานหลายสิบปี เขาอยู่ในชุดเสื้อยาวสีน้ำเงินเข้มไร้ตราประทับของสำนักใดๆ
นามของเขาคือ ซิวเฉิง
เขามองตรงมายังกู่ฉางเซิงด้วยสายตาของคนที่คาดหวังจะพบเจอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มั่นใจเต็มร้อยว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าใช่สิ่งที่ตนตามหาหรือไม่
"ท่านกู่" ซิวเฉิงเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ "ข้าต้องขออภัยเื่เมื่อคืนด้วย ลูกน้องของข้าทำเกินคำสั่งไปมาก"
กู่ฉางเซิงเดินเข้าไปนั่งลงตรงข้ามโดยไม่ต้องรอให้เชื้อเชิญ โดยมีหลินชิงเสวียก้าวยืนอารักขาอยู่ด้านหลังเพียงหนึ่งก้าว
"แล้วคำสั่งเดิมที่ท่านมอบให้พวกมันคืออะไรเล่า"
ซิวเฉิงยกชาขึ้นจิบเบาๆ ก่อนตอบ "ข้าสั่งให้พวกมันไปเจรจาขอซื้อเกสรคืนจากท่านในราคาสองเท่า แต่ลูกน้องทึ่มๆ กลับเข้าใจผิด คิดว่าคำว่า 'ขอซื้อ' หมายถึงการ 'ไปแย่งชิงมา'"
"แล้วถ้าข้าปฏิเสธที่จะขาย เล่า แม้ท่านจะให้ราคาสูงถึงสองเท่าก็ตาม"
ซิวเฉิงเงียบไปครู่หนึ่ง สายตานิ่งลึก "ข้าก็คงต้องหาวิธีอื่น"
'วิธีอื่น' — เป็คำตอบที่ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด แต่ก็ซื่อตรงพอที่จะไม่โกหกว่าเขาจะยอมตัดใจถอดถอนความตั้งใจไปง่ายๆ
"เหตุใดท่านถึง้าเกสรนั้นถึงเพียงนี้" กู่ฉางเซิงถามเข้าประเด็น
ซิวเฉิงวางถ้วยชาลง สายตาจับจ้องประเมินชายชราตรงหน้า "ท่านกู่ คงรู้อยู่แล้วสินะว่าเกสรนั้นมาจากพืชพันธุ์ชนิดใด"
"ข้ารู้"
"และท่านก็ยังยืนยันที่จะซื้อมา"
"เพราะข้ารู้ดีถึงคุณค่าของมัน ข้าจึงซื้อ"
ซิวเฉิงนิ่งเงียบไป พลันแววตาของเขาประกายความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย มันไม่ใช่ความโกรธแค้น หากแต่เป็ความสนใจอย่างตั้งอกตั้งใจที่เพิ่มมากขึ้น
"ข้าเฝ้าติดตามเสิ่นเหวยมานานถึงสิบห้าปี" เขาเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ "ข้ารู้ดีว่าเขาเก็บซ่อนเกสรนั้นไว้ และรู้ด้วยว่าเขาไม่รู้วิธีใช้อันแท้จริง ข้ารอคอยจนกว่าเขาจะยอมใจอ่อนขายมันให้ แต่เขากลับไม่เคยยินยอม..." เขาก็จ้องตาชายชรา "จนกระทั่งเมื่อวานนี้ มีคนสามารถรักษาอาการาเ็ของเขาได้ และเขาก็มอบเกสรนั้นตอบแทนแก่คนผู้นั้นไป"
"ข่าวของท่านช่างรวดเร็วยิ่งนัก"
"ข้ามีสายสืบและคนของข้ากระจายอยู่ในตลาดแห่งนี้มานานสิบห้าปีแล้ว" ซิวเฉิงตอบตรงไปตรงมาโดยไม่อ้อมค้อม
กู่ฉางเซิงพิเคราะห์ชายตรงหน้า… การรอคอยยาวนานถึงสิบห้าปี ย่อมไม่ใช่แค่ความโลภบังตา แต่มันคือความมุ่งมั่นอันแรงกล้า และคนที่ยอมอดทนรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขนาดนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลอันหนักแน่นซ่อนอยู่เื้ัแน่นอน
"ท่าน้าเกสรนั่นไปทำสิ่งใดกันแน่"
ซิวเฉิงไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขายกมือขวาของตนเองขึ้นมาพิศดู ิับริเวณหลังมือขวามีรอยสีคล้ำดำสนิทดูผิดแปลก มันคล้ายรอยรอยไหม้แต่กลับไม่ใช่ กระจายตัวออกจากกลางฝ่ามือลามออกไปคล้ายกับรากไม้ใหญ่
นั่นคือรอยแผลจากคลื่นพลังงานที่ผิดปกติ — ลมปราณชั่วร้ายที่ตกค้างและกำลังกัดกร่อนทำลายเนื้อเยื่ออย่างต่อเนื่อง
"เมื่อห้าปีก่อน" ซิวเฉิงเอ่ยเล่า "ข้าได้รับาเ็สาหัสจากการประลอง คลื่นพลังลมปราณของศัตรูแทรกซึมเข้ามาในมือขวา และตกค้างอยู่ภายในนั้น มันคอยสกัดและค่อยๆ กัดกินเส้นลมปราณที่มือของข้าทีละน้อย" เขาลองกำมือเข้าและคลายออก "สองปีมานี้ ข้าเริ่มจับถือสิ่งของได้ยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้อีกไม่กี่ปี มือขวาของข้าคงต้องกลายเป็อัมพาตและไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง"
กู่ฉางเซิงจ้องมองรอยแผลนั้นอย่างถี่ถ้วนคลื่นพลังปราณของศัตรูฝังลึกอยู่ในเนื้อเยื่อ แทรกซึมกัดกินเส้นลมปราณทีละสาย… ใช่แล้ว กรณีเช่นนี้ เกสรจากต้นเทพสังหารมีสรรพคุณในการดูดซับพลังงานแปลกปลอมออกจากร่างกายได้อย่างชะงัด เฉกเช่นเดียวกับสายน้ำธรรมชาติที่คอยดูดซับแร่ธาตุออกจากผืนดิน
"ท่านจึงคิดว่าเกสรนี้จะสามารถช่วยรักษามือของท่านได้สินะ" กู่ฉางเซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
"ข้ารู้เพียงว่ามันพอมีโอกาส แต่ข้ากลับไม่รู้วิธีการปรุงและใช้อย่างถูกต้อง" ซิวเฉิงตอบ "เสิ่นเหวยเองก็ไม่รู้ ข้าจึงไม่อาจหว่านล้อมให้เขายอมขายมันได้ เพราะเขาหวงแหนมันไว้เพื่อรอคอยคนที่รู้วิธีใช้อย่างแท้จริง"
"และในยามนี้" กู่ฉางเซิงเอ่ยต่อ "ท่านก็ปักใจเชื่อว่าข้าคือคนที่รู้วิธีการนั้น"
"เสิ่นเหวยไม่สามารถใช้การมือซ้ายมานานถึงสี่สิบปี แต่ท่านกลับรักษาเขาให้หายดีได้ภายในเวลาเพียงสามชั่วโมง" ซิวเฉิงมองตรงมายังกู่ฉางเซิง "หากแม้แต่ท่านยังไม่รู้วิธี ข้าก็คงไม่รู้ว่าจะไปตามหาหมอเทวดาที่ไหนในแผ่นดินนี้ได้อีกแล้ว"
กู่ฉางเซิงนิ่งเงียบ ไม่ได้รีบเอื้อนเอ่ยสิ่งใดคนตรงหน้านี้มีเหตุผล มีปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และยอมอดทนรอคอยมาสิบห้าปีเพื่อหาวิธีรักษาที่ถูกต้อง — ชายผู้นี้แตกต่างจากพวกเ้าฉีหยงหรือเต๋อฮวาอย่างสิ้นเชิง
ทว่า… ชายผู้นี้ก็ยังคงส่งคนมาชิงทรัพย์ในยามวิกาลอยู่ดี
"แต่เมื่อคืนนี้ ท่านก็ยังส่งคนมาชิงเกสรไปจากข้าอยู่ดี" กู่ฉางเซิงจี้ตรงจุด
ซิวเฉิงไม่ได้หลบสายตา "ข้ารอคอยมานานสิบห้าปี คืนก่อนเป็คืนแรกที่เกสรนั้นหลุดไปอยู่ในมือของผู้อื่น ข้าตัดสินใจผิดพลาดไปเพราะความใจร้อนและหวาดวิตก" เขามองกู่ฉางเซิงด้วยความจริงใจ "ข้าคงไม่ขอโทษเื่ความพยายามที่จะไขว่คว้าหาทางรอด แต่ข้าขออภัยสำหรับวิธีการอันมิชอบที่ข้าได้เลือกใช้"
นับเป็คำขอโทษที่ประหลาด — ขออภัยในวิธีการ แต่ไม่เสียใจในความพยายาม ช่างเป็คำพูดที่ซื่อตรงยิ่งกว่าการเสแสร้งขอโทษไปที
"ท่าน้าให้ข้ารักษามือให้ท่านใช่หรือไม่"
"ถูกต้อง โดยใช้เกสรที่ท่านอยู่" ซิวเฉิงตอบชัดเจน "ข้ายินดีจ่ายค่าตอบแทนในราคาเท่าใดก็ได้ตามแต่ท่านจะเรียกร้อง"
"ข้าไม่ได้้าเงินทอง"
ซิวเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "เช่นนั้นท่าน้าสิ่งใด"
กู่ฉางเซิงนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาเริ่มประมวลผลและประเมินสถานการณ์ทั้งหมดในหัวอย่างรวดเร็วซิวเฉิงผู้นี้มีวรยุทธ์และระดับพลังปราณที่สูงส่ง มีประสบการณ์โชกโชน มีสายสืบอยู่ในตลาดหลิงหยางมานานสิบห้าปี และสำคัญที่สุดคือ ชายผู้นี้กำลังจะเดินทางไปในทิศทางเดียวกับเขา — มุ่งหน้าสู่สำนักโอสถอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน
บุคคลที่มีข้อมูลแ่า ย่อมเป็ทรัพยากรที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทอง
"ข้า้าข้อมูลเกี่ยวกับสำนักโอสถอันดับหนึ่ง" กู่ฉางเซิงกล่าว "ท่านรู้จักสำนักนั้นดีมากน้อยเพียงใด"
ซิวเฉิงขมวดคิ้วฉงนเล็กน้อย "ก็พอสมควร… ข้าเคยติดต่อค้าขายสมุนไพริญญากับพวกเขามานานนับสิบปี"
"ท่านรู้หรือไม่ว่า ในปัจจุบันสำนักโอสถเปิดรับศิษย์ใหม่ด้วยวิธีการใดบ้าง"
"การรับศิษย์ใหม่แบ่งออกเป็สองเส้นทาง" ซิวเฉิงอธิบายช้าๆ "ทางแรกคือการลงแข่งสอบวัดผลที่ทางสำนักจะจัดขึ้นทุกๆ สามปี ซึ่งประจวบเหมาะว่าปีนี้ตรงกับรอบการสอบพอดี โดยการสอบจะเริ่มขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า ส่วนทางที่สอง คือการได้รับหนังสือรับรองและได้รับการเสนอชื่อจากศิษย์ระดับอาจารย์ขึ้นไป"
'สอบเข้าในอีกสองเดือน' — นี่คงเป็เหตุผลที่หลิวเฉียนหยวนต้องรีบร้อนเดินทาง เขาจำเป็ต้องกลับไปรายงานผลก่อนการสอบจะเริ่มต้นขึ้น
"การสอบนั้น วัดผลในด้านใดบ้าง"
"แบ่งออกเป็สามด้าน — ความรู้เื่สมุนไพร การปรุงยารักษา และ..." ซิวเฉิงชักชวนชะงักไปเล็กน้อย "...การประลองต่อสู้ด้วยพลังปราณ"
หลินชิงเสวียซึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังกู่ฉางเซิง มีสีหน้าเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด กู่ฉางเซิงรับรู้ถึงความกังวลของเด็กสาวได้ แต่เขายังคงเก็บอาการไว้ ไม่แสดงออกทางสีหน้า
"การสอบทั้งสามด้านมีน้ำหนักคะแนนเท่าเทียมกัน" ซิวเฉิงอธิบายต่อ สายตาจ้องจับอยู่ที่กู่ฉางเซิง "ท่านกู่ เดินทางมาที่นี่ เพื่อที่จะไปสอบเข้าสำนักโอสถอย่างนั้นหรือ"
"ถูกต้อง"
"สองด้านแรก ข้าคาดเดาว่าคนอย่างท่านคงผ่านพ้นไปได้โดยไม่ยากเย็นนัก" ซิวเฉิงกล่าวเสียงเรียบ "แต่ทว่าด้านที่สาม..." เขาเว้นจังหวะ "ด้วยระดับพลังปราณในกายท่านยามนี้ ท่านจะพ่ายแพ้แก่ผู้สมัครคนอื่นๆ ทุกคนอย่างแน่นอน"
"ข้ารู้อยู่แล้ว"
"แล้วท่านวางแผนที่จะรับมือกับมันอย่างไร"
เป็คำถามที่ตรงจุดและสะกิดใจยิ่งนัก กู่ฉางเซิงจ้องมองซิวเฉิงอยู่ครู่หนึ่ง
"ข้าไม่ได้ถามความคิดเห็นของท่านในเื่นั้น" เขาตอบเสียงแข็ง "ข้าถามเพียงสิ่งที่ท่านรู้เท่านั้น"
ซิวเฉิงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ซึ่งเป็เสียงหัวเราะที่ไร้การเสแสร้ง
"ท่านกู่ช่างเป็คนตรงไปตรงมายิ่งนัก" เขาเอ่ย "ข้าชอบคนเช่นท่าน"
ข้อตกลงจึงบรรลุลงได้ด้วยดี
กู่ฉางเซิงตกลงจะช่วยรักษามือของซิวเฉิงโดยใช้เกสรเทพสังหารเป็ตัวยาหลัก ขณะที่ซิวเฉิงจะมอบข้อมูลอันเป็ประโยชน์เกี่ยวกับสำนักโอสถ คอยนำทางในเส้นทางที่เหลือ และช่วยแนะนำผู้คนในสำนักให้หากมีความจำเป็
กู่ฉางเซิงหยิบขวดแก้วออกมา ค่อยๆ เปิดฝาออกทันทีที่ฝาถูกเปิด กลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวก็โชยออกมา มันไม่ใช่กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ทั่วไป แต่มันมีความลึกล้ำซับซ้อนที่ประสาทััรับรู้ได้ ซิวเฉิงสูดลมหายใจเข้าเบาๆ สีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที
"เกสรของจริง..." เขาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ "นานถึงสี่สิบปีแล้วสินะ ที่ต้นไม้ต้นนั้นยอมออกดอก"
"เสิ่นเหวยเก็บรักษามันไว้ั้แ่ยามยังหนุ่มแน่น" กู่ฉางเซิงกล่าว "ยื่นมือขวาของท่านออกมา"
ซิวเฉิงยื่นมือขวาวางลงบนโต๊ะ รอยแผลสีดำคล้ำที่หลังมือปูดนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องแสงตะวันยามเช้า กู่ฉางเซิงยื่นฝ่ามือเข้าไปใกล้ ััรับรู้ถึงพลังงานชั่วร้ายที่สิงสถิตอยู่ 내부
ไอพลังชั่วร้ายที่แทรกซึมมานานถึงห้าปี มันไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยังคงเคลื่อนไหวและคอยกัดกินเนื้อเยื่ออยู่อย่างต่อเนื่อง เส้นลมปราณสำคัญสี่สายบริเวณหลังมือถูกพลังนี้อุดตันและทำลายไปเกินครึ่งแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้อีกสี่ห้าปี มือขวานี้คงไร้ทางฟื้นคืน
"เกสรนี้มีสรรพคุณในการดูดซับพลังงานแปลกปลอมที่ตกค้าง" กู่ฉางเซิงกล่าวอธิบาย "แต่จำเป็ต้องใช้พลังปราณโคจรนำทาง ไม่ใช่เพียงแค่การนำมาทาหรือกลืนกินลงไป"
"ท่านจะใช้พลังปราณของท่านช่วยโคจรนำทางให้ข้าใช่หรือไม่"
"เปล่า... ท่านต้องใช้พลังปราณของตนเอง" กู่ฉางเซิงขัดขึ้น "ข้าทำหน้าที่เพียงแค่สะกิดเปิดเส้นทางให้ หากใช้พลังปราณของข้าซึ่งยังอ่อนแออยู่ สรรพคุณในการรักษาจะลดลงไปครึ่งหนึ่ง"
ซิวเฉิงมองเขาด้วยความทึ่ง "ท่านกู่ยอมรับออกมาตรงๆ ว่าพลังปราณของตนเองยังอ่อนแอ"
"การยอมรับความจริง ไม่ใช่ความอ่อนแอ หากแต่คือปัญญา"
ซิวเฉิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับน้อยๆ
กระบวนการรักษาเริ่มต้นขึ้น!กู่ฉางเซิงหยิบเข็มเงินห้าเล่มขึ้นมา แทงลงบนจุดลมปราณบริเวณมือขวาของซิวเฉิงด้วยความแม่นยำ จุดที่เลือกใช้แตกต่างจากการรักษาเฉินิเหลียง เพราะลักษณะของอาการเจ็บป่วยต่างกัน เข็มแรกแทงเพื่อเปิดทางระบายพลังร้าย จุดที่สองถึงสี่แทงเพื่อโคจรนำทาง และจุดที่ห้าแทงเพื่อเป็จุดรับพลัง
หลินชิงเสวียนั่งลงที่มุมห้อง คอยจ้องมองและจดจำทุกขั้นตอนอย่างตั้งใจ เธอเอ่ยถามคำถามเสียงเบาออกมาเป็ระยะ ซึ่งกู่ฉางเซิงก็เอ่ยตอบคำถามเ่าั้ขณะทำงานไปด้วย ราวกับการอธิบายความรู้ตามธรรมชาติ มิใช่การสั่งสอนที่เป็ทางการ
"ท่านตา จุดที่สองกับจุดที่สามอยู่ห่างกันเพียงแค่องคุลีเดียว" หลินชิงเสวียทักเสียงเบา "หากลงเข็มคลาดเคลื่อนไปแม้แต่น้อย..."
"พลังงานก็จะเดินผิดทิศทาง" กู่ฉางเซิงเอ่ยขณะกดเข็มเล่มสุดท้าย "นั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดการฝึกฝนวิชาแพทย์จึงต้องใช้วลาและความแม่นยำสูง"
"แล้วท่านตาต้องฝึกฝนมานานเท่าใดหรือ"
"นาน..." เขาตอบเพียงเท่านั้น
ซิวเฉิงที่นั่งนิ่งให้รักษาเอ่ยขึ้น "ลูกศิษย์ของท่านกู่ ช่างใฝ่รู้และรู้จักถามยิ่งนัก"
"เด็กที่ไม่รู้จักตั้งคำถาม คือเด็กที่ไม่รู้จักเรียนรู้" กู่ฉางเซิงกล่าว พลันโรยเกสรเทพสังหารปริมาณเล็กน้อยลงบนหลังมือของซิวเฉิง แล้วใช้นิ้วทาบลงไป "ยามนี้ จงรวบรวมพลังปราณมาไว้ที่มือขวา ค่อยๆ โคจรมันอย่างสม่ำเสมอ"
ซิวเฉิงหลับตาลง หลับตั้งสมาธิปฏิบัติตามคำสั่งทันที
กู่ฉางเซิงััได้ถึงคลื่นพลังปราณที่ไหลเวียนมายังหลังมือ มันเข้มข้น และสม่ำเสมอ สมกับเป็ผู้ฝึกบ่มเพาะมานานหลายสิบปี ยามเมื่อพลังปราณของซิวเฉิงเคลื่อนผ่านจุดที่เปิดไว้และเข้าัักับเกสรเทพสังหาร สรรพคุณในการดูดซับพลังงานก็เริ่มทำงานทันที! มันค่อยๆ ดึงเอาไอพลังชั่วร้ายที่ตกค้างมานานห้าปีออกมาทีละน้อย
ความร้อนสูงสายหนึ่งแล่นพล่านขึ้นมาบริเวณหลังมือของซิวเฉิง เขาถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ
"รู้สึกอย่างไรบ้าง" กู่ฉางเซิงเอ่ยถาม
"ร้อน..." ซิวเฉิงตอบด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านเล็กน้อย "แล้วก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังขยับแล่นอยู่ภายในเนื้อเยื่อมือขวา"
"นั่นแสดงว่ายารักษาตรงจุดแล้ว จงโคจรพลังต่อไป อย่าได้หยุด"
เวลาล่วงเลยไปกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็ม…
รอยแผลสีดำคล้ำบนหลังมือของซิวเฉิงจางลงเล็กน้อย แม้จะไม่มากนัก แต่มันก็เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเนื้อ กู่ฉางเซิงค่อยๆ ถอนเข็มเงินออก แล้วเก็บเกสรที่เหลือเข้าขวดแก้วตามเดิม
"หายดีแล้วหรือยัง" ซิวเฉิงเอ่ยถามด้วยความคาดหวัง
"ยังไม่หาย" กู่ฉางเซิงตอบตรงๆ "แผลที่สะสมมานานถึงห้าปี ไม่มีทางรักษาหายขาดได้ในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว ต้องทำการรักษาซ้ำเช่นนี้อีกสี่ถึงห้ารอบ โดยแต่ละรอบต้องเว้นระยะห่างกันสี่วัน"
ซิวเฉิงลองกำมือขวาเข้าออกอีกครั้ง พลันรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"แต่มันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ" เขาเอ่ย "ข้ารู้สึกได้... นานถึงห้าปีแล้ว ที่ข้าไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกเบาสบายในมือขวาข้างนี้มาก่อน"
นั่นคือสัญญาณการรักษาที่ถูกต้อง — เส้นลมปราณที่เคยถูกกดทับเริ่มกลับมาไหลเวียนได้อีกครั้ง หากทำการรักษาต่ออีกหกรอบ ร่างกายก็จะฟื้นฟูสมบูรณ์
"การรักษารอบต่อไปคืออีกสี่วันข้างหน้า" กู่ฉางเซิงกล่าว "หากท่านร่วมเดินทางไปทางสำนักโอสถพร้อมกับพวกข้า ก็สามารถทำการรักษาต่อเนื่องระหว่างเดินทางได้"
ซิวเฉิงจ้องมองกู่ฉางเซิงด้วยสายตาล้ำลึก
"ท่านกู่ ้าให้ข้า ร่วมเดินทางไปด้วยอย่างนั้นหรือ"
"ท่านมีข้อมูลที่เป็ประโยชน์" กู่ฉางเซิงเอ่ย "และการรักษาอย่างต่อเนื่อง ย่อมดีกว่าการทำๆ หยุดๆ ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้งสิ้น"
ซิวเฉิงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ หลินชิงเสวียซึ่งยืนอยู่มุมห้องจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา
"ท่านตา..."
"มีอะไรก็พูดมา"
"ท่านซิวเฉิงเคยส่งคนมาชิงของของท่านตาเมื่อคืนนี้ แล้วยามนี้พวกเราจะเดินทางร่วมไปกับเขาจริงหรือ" เธอเอ่ยช้าๆ มิใช่การกล่าวหา แต่มันคือการตั้งคำถามที่ตรงไปตรงมา
กู่ฉางเซิงหันไปมองเด็กสาว ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าซิวเฉิง "เ้าคิดว่าเื่นี้เป็ปัญหาหรือไม่เล่า"
หลินชิงเสวียหยุดคิดครู่หนึ่ง "ย่อมขึ้นอยู่กับว่า ท่านซิวเฉิงจะกระทำเื่เช่นนั้นอีกหรือไม่"
ซิวเฉิงมองเด็กน้อยด้วยความทึ่ง พลันหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อีกครั้ง
"ลูกศิษย์ของท่านช่างพูดจาตรงไปตรงมาดีแท้" เขาหันไปเอ่ยกับกู่ฉางเซิง "ข้าขอให้คำมั่นสัญญาว่า ตราบใดที่เราเดินทางร่วมกัน ข้าจะไม่กระทำการใดๆ ที่เป็ปฏิปักษ์ต่อพวกท่านอย่างเด็ดขาด"
"'ตราบใดที่' อย่างนั้นหรือ" กู่ฉางเซิงเน้นย้ำทวนคำสั้นๆ สองคำนั้น
"ใช่ 'ตราบใดที่'" ซิวเฉิงยืนยันคำเดิมโดยไม่แก้ไข "ข้าเป็คนซื่อสัตย์ต่อคำพูดของตนเองเสมอ ไม่ว่าคำพูดนั้นจะเป็สิ่งที่ท่านอยากฟังหรือไม่ก็ตาม"
กู่ฉางเซิงพิจารณาชายผู้นี้นานครู่หนึ่งบุคคลที่ซื่อสัตย์ต่อข้อจำกัดของตนเอง ย่อมมีค่ายิ่งกว่าคนที่เอื้อนเอ่ยคำสัญญาเลื่อนลอยโดยไร้เงื่อนไข แต่กลับพร้อมที่จะตระบัดสัตย์ได้ตลอดเวลา
"ตกลง"
พวกเขาก้าวออกจากเรือนพักของซิวเฉิงใน่สายของวันกู่ฉางเซิงเดินนำหน้า หลินชิงเสวียเคียงข้าง ขณะที่ซิวเฉิงเดินตามหลังมาเพียงหนึ่งก้าว พร้อมด้วยผู้ติดตามอีกสองคนที่คอยแบกสัมภาระเดินทาง ตลาดสมุนไพริญญาคึกคักและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนในยามสาย พ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงต่อรองราคากันดังลั่น กลิ่นหอมของสมุนไพรหลากหลายชนิดตลบลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
กู่ฉางเซิงหยุดเดินที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง เขาหยิบขวดสมุนไพรขึ้นมาพิศดู วางลง แล้วเดินต่อไปยังร้านถัดไป ทำเช่นเดิมซ้ำๆ หลินชิงเสวียก้าวตามหลังอย่างอดทน
จนกระทั่งถึงร้านที่สาม กู่ฉางเซิงหยิบขวดแก้วขึ้นมาสูดดมและใช้ััรับรู้ถึงพลังปราณภายใน ก่อนจะเอ่ยถามราคา พ่อค้าเสนอราคามาสูงลิบลิ่ว
"ตัวยาสามัญชิ้นนี้ ขาดสรรพคุณไปถึงสิบส่วน" กู่ฉางเซิงกล่าว พลางวางขวดลง "ราคานี้ สูงเกินกว่าคุณภาพยิงนัก"
พ่อค้าขมวดคิ้วไม่พอใจ "ตาแก่เช่นท่าน จะไปรู้อะไร—"
"ลองเปิดขวดนี้ให้ข้าดมเปรียบเทียบกับขวดบนชั้นสูงนั่นสิ" กู่ฉางเซิงชี้มือไปยังขวดแก้วบนชั้นวาง "หากกลิ่นและพลังปราณไม่แตกต่างกัน แปลว่าข้าประเมินผิดไปเอง"
พ่อค้าทำท่าลังเล แต่ก็ยอมเอื้อมมือไปหยิบขวดแก้วบนชั้นลงมาเปิดออกพร้อมกันทั้งสองขวด กลิ่นและระดับพลังปราณที่ส่งออกมาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จนพ่อค้าหน้าเสียและเปลี่ยนสีหน้าทันใด
"...ราคายังพอปรับลดลงได้" พ่อค้าเอ่ยอ้อมแอ้ม
"ลดลงสิบห้าส่วน" กู่ฉางเซิงตอกกลับ
พ่อค้าอ้ำอึ้งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องพยักหน้ารับคำ ซิวเฉิงก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างๆ คอยเฝ้าดูการต่อรองราคานั้นด้วยความสนใจ
"ท่านกู่ มีวิธีการทำให้ผู้อื่นยอมจำนนได้อย่างน่าทึ่งยิ่งนัก" ซิวเฉิงเอ่ยเบาๆ เมื่อเดินห่างออกมาจากร้านค้า
"ข้าเพียงแค่พูดความจริงในสิ่งที่พวกเขาพยายามปกปิดไว้" กู่ฉางเซิงเอ่ย พลางเก็บขวดสมุนไพรลงกระเป๋า "คนส่วนใหญ่ย่อมจำต้องยอมรับความจริงเมื่อได้เห็นด้วยตาของตนเอง แม้ภายในใจจะไม่อยากยอมรับมันก็ตาม"
หลินชิงเสวียที่ก้าวตามมาเอ่ยขึ้น "แต่ท่านตายินยอมจ่ายในราคาสดลงสิบห้าส่วน ทั้งที่คุณภาพของมันขาดไปสิบส่วน นั่นก็แปลว่าท่านตายังคงจ่ายแพงกว่าความเป็จริงอยู่ห้าส่วนมิใช่หรือ"
กู่ฉางเซิงหันมามองเด็กสาว "เ้ากล่าวได้ถูกต้อง"
"แล้วเหตุใดท่านตาจึงไม่เอ่ยเช่นนี้ตอนที่ยังอยู่ในร้านเล่า"
"หากเ้าแน่ใจว่าความคิดของตนเองถูกต้อง เ้าสามารถเอ่ยมันออกมาได้เสมอ"
หลินชิงเสวียนิ่งนึกและน้อมรับคำสอนนั้นไว้ ซิวเฉิงที่เดินอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นมาเบาๆ โดยไม่หันมอง "ลูกศิษย์ของท่านกู่ แยบคายขึ้นทุกวันจริงๆ"
"เ้าเพิ่งจะสังเกตเห็นหรืออย่างไร" กู่ฉางเซิงตอบเสียงเรียบ
พวกเขาก้าวออกจากเมืองหลิงหยางในบ่ายวันนั้นคณะเดินทางกลุ่มเล็กๆ ห้าชีวิต — กู่ฉางเซิง หลินชิงเสวีย ซิวเฉิง และผู้ติดตามอีกสองคน มุ่งหน้าไปตามเส้นทางสายหลักทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งตรงสู่สำนักโอสถอันดับหนึ่ง
ระยะทางจากเมืองหลิงหยางถึงสำนักโอสถ ต้องใช้เวลาเดินทางด้วยเท้าประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง ซิวเฉิงมีม้าและรถเกวียนขนาดเล็กมาด้วย แต่เส้นทางบาง่เป็เทือกเขาสูงชัน ม้าจึงไม่สามารถผ่านไปได้ตลอดรอดฝั่ง
เวลาหนึ่งเดือนครึ่ง — การเดินทางต้องผ่านเมืองอีกหลายแห่ง และเหลือเวลาอีกสองเดือนกว่าจะถึงกำหนดการสอบเข้าสำนัก หากไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ ขัดขวาง คณะเดินทางย่อมไปถึงได้ทันเวลาพอดี
กู่ฉางเซิงก้าวเดินนำหน้า ดวงตาสอดส่องไปทั่วทิศทางตามสัญชาตญาณ คอยสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว หลินชิงเสวียก้าวตามอยู่ข้างกาย ตะกร้าสมุนไพรสะพายอยู่ด้านหน้า สายตาของเธอคอยสอดส่องมองข้างทาง แต่เป้าหมายของเธอคือการจ้องมองต้นไม้และพืชพรรณแปลกๆ มากกว่าผู้คน
"ต้นไม้ใบกลม..." เธอเอ่ยขึ้นมาลอยๆ
"มีอะไรหรือ"
"ข้างทางด้านซ้าย ห่างไปราวห้าก้าว" หลินชิงเสวียชี้มือ "ต้นไม้ที่มีใบกลมสีเขียวเข้ม มีคลื่นพลังงานจางๆ มันคือต้นอะไรหรือ"
"ลองสังเกตดูด้วยตนเองสิ"
"ข้าพิจารณาดูแล้ว แต่ไม่รู้จัก"
"เช่นนั้นก็จงเก็บตัวอย่างมันไว้ แล้วค่อยไปค้นหาในตำรายามค่ำคืนนี้"
เด็กสาวก้าวออกไปเด็ดใบไม้สั้นๆ นำมาห่อผ้าอย่างเบามือ แล้วเก็บลงตะกร้า ก่อนจะก้าวกลับมาร่วมขบวน ซิวเฉิงที่เดินตามหลังเฝ้าสังเกตพฤติกรรมเ่าั้โดยไม่ได้เอ่ยขัดอันใด
ในยามค่ำคืน คณะเดินทางได้หยุดพัก ณ หมู่บ้านเล็กๆ ริมทางกู่ฉางเซิงนั่งลงที่โต๊ะไม้ภายในเรือนพัก หลินชิงเสวียกางตำรายาสมุนไพรที่นำติดตัวมาจากบ้านของพ่อ คอยเปิดหาข้อมูลพืชที่เก็บตัวอย่างมาเมื่อกลางวัน ขณะที่ซิวเฉิงนั่งแยกไปอีกโต๊ะเพื่ออ่านเอกสารส่วนตัว
"พืชชนิดนี้มีนามว่า 'หญ้าหยินหู'" หลินชิงเสวียเอ่ยขึ้น "สรรพคุณใช้ทำเป็ยาระบายและลดอาการบวมอักเสบได้ แต่จำเป็ต้องนำมาต้มสดๆ เท่านั้น มิอาจใช้แบบแห้งได้"
"แล้วหากนำแบบแห้งมาต้มเล่า"
"ตำราระบุว่า มันจะสูญเสียสรรพคุณยาทั้งหมดไป"
"เพราะเหตุใดกัน"
เด็กสาวก้มลงมองตำรา "ในตำราไม่ได้บันทึกเหตุผลไว้"
"เช่นนั้น เ้าลองคาดเดาดูสิ"
หลินชิงเสวียนิ่งคิด นิ้วเรียวเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ เป็จังหวะ"หากต้นไม้นี้มีพลังงานจริงๆ และพลังงานนั้นแฝงอยู่ในน้ำเลี้ยงของใบ..." เธอเอ่ยช้าๆ "การนำไปตากแห้งย่อมเป็การขับเอาน้ำเลี้ยงออกไป ส่งผลให้พลังงานระเหยหายไปพร้อมกับน้ำ เฉกเช่นเดียวกับที่ท่านตาเคยบอกว่า น้ำคือตัวนำพาพลังงาน"
กู่ฉางเซิงรับฟังเงียบๆ
"สิ่งที่ข้าคิด ถูกต้องหรือไม่"
"นับว่าสมเหตุสมผลดี"
"แต่ถ้าเป็เช่นนั้น..." เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็ประกาย "สมุนไพริญญาตากแห้งที่มีขายในเมืองหลิงหยาง เหตุใดจึงยังคงมีพลังปราณเข้มข้นอยู่อีกเล่า นั่นแสดงว่าพลังงานในสมุนไพริญญาไม่ได้แฝงอยู่ในน้ำเลี้ยงเพียงอย่างเดียว"
"ถูกต้องแล้ว"
"แล้วหญ้าหยินหู แตกต่างจากสมุนไพริญญาเ่าั้อย่างไรกันแน่"
"นั่นแหละคือคำถามที่ถูกต้อง" กู่ฉางเซิงกล่าว "จงหาคำตอบนี้ให้ได้ ก่อนที่เราจะเดินทางไปถึงสำนักโอสถ"
หลินชิงเสวียทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงอ่านตำราต่อ ซิวเฉิงซึ่งนั่งอยู่อีกโต๊ะเอ่ยขึ้นโดยไม่ออกจากการอ่านเอกสาร "คำถามข้อนั้น... เคยเป็ข้อสอบข้อที่สี่ ในการสอบเข้าสำนักโอสถเมื่อสิบห้าปีก่อน"
หลินชิงเสวียชะงักกึก "ท่านเคยลงแข่งขันสอบเข้าสำนักโอสถด้วยหรือ"
"ข้าเคยสอบ... แต่สอบไม่ผ่าน" ซิวเฉิงตอบเรียบๆ "ข้าสอบล้มเหลวถึงสามรอบติดต่อกัน"
บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบสงบ…
"...พ่ายแพ้ในด้านใดหรือ" หลินชิงเสวียเอ่ยถามเสียงเบา
"ด้านความรู้ ข้าสอบผ่านทั้งสามรอบ ด้านการปรุงยา ข้าผ่านสองรอบ" ซิวเฉิงพับเก็บเอกสารในมือ "ทว่าด้านการประลองต่อสู้ด้วยพลังปราณ... ข้าไม่เคยผ่านมันได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว"
ความเงียบปกคลุมห้องพักอีกครั้ง…หลินชิงเสวียหันไปมองกู่ฉางเซิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามมากมาย
กู่ฉางเซิงจิบชาร้อนโดยไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาซิวเฉิงผู้มีพลังปราณสูงส่งยังสอบตกถึงสามรอบเพราะการต่อสู้ นั่นหมายความว่า การสอบประลองยุทธ์ของสำนักโอสถโหดหินยิ่งนัก แม้แต่ผู้ที่มีวรยุทธ์สูงกว่าสังขารชราของเขาในยามนี้ ก็ยังไม่อาจผ่านพ้นไปได้ง่ายๆ
และตัวเขา… กำลังจะเข้าร่วมการสอบนั้นในอีกสองเดือนข้างหน้า ด้วยร่างกายที่ยังคงฟื้นฟูไม่เต็มร้อย
วันที่สี่ของการเดินทางร่วมกัน…ยามกลางวัน คณะเดินทางหยุดพักผ่อนอยู่ริมทางซิวเฉิงนั่งหลับตาโคจรพลังทำสมาธิ ผู้ติดตามสองคนคอยดูแลม้าและรถเกวียน กู่ฉางเซิงนั่งตรวจเช็กสภาพร่างกายของตนเองตามนิสัย โดยมีหลินชิงเสวียนั่งอยู่ข้างๆ เธอไม่ได้มองดูดาวบนฟ้า แต่มองดู 'ดาว' ในตำรายาสมุนไพรที่กางอยู่บนเข่า เพื่อค้นหาคำตอบของคำถามที่กู่ฉางเซิงทิ้งไว้ให้
"ท่านตา" เธอเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากหน้ากระดาษ
"ว่าอย่างไร"
"ตำราบันทึกไว้ว่า หญ้าหยินหูจัดเป็ 'พืชพรรณธาตุน้ำ' ไม่ใช่ 'สมุนไพริญญา'"
กู่ฉางเซิงมองหน้าเธอ "แล้วอย่างไรต่อ"
"พืชพรรณธาตุน้ำ กักเก็บพลังงานไว้ในน้ำเลี้ยงภายในใบ แต่มิใช่การสะสมพลังปราณไว้ในโครงสร้างเยื่อใยของพืช" เธอพูดช้าๆ "ผิดกับสมุนไพริญญาที่มีพลังปราณฝังลึกอยู่ในโครงสร้างโมเลกุล แม้จะตากแห้งจนไร้น้ำ พลังปราณก็ยังคงสิงสถิตอยู่ แต่พืชธาตุน้ำ เมื่อไร้น้ำ พลังงานก็ย่อมสูญสลายไป"
กู่ฉางเซิงนิ่งฟังครู่หนึ่ง "นับเป็คำตอบที่สมเหตุสมผลยิ่งนัก"
หลินชิงเสวียเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสว่างไสว "ข้าตอบถูกต้องใช่หรือไม่"
"ถูกต้องพอที่จะใช้เป็คำตอบในการสอบได้" กู่ฉางเซิงกล่าว "แต่มันยังคงขาดหายไปอีกครึ่งหนึ่ง"
เธอขมวดคิ้ว "ขาดสิ่งใดไปหรือ"
"ขาดการอธิบายว่า เหตุใดพืชบางชนิดจึงสามารถสะสมพลังปราณไว้ในโครงสร้างได้ แต่บางชนิดกลับทำไม่ได้ — นั่นคือสิ่งที่ตำราทุกเล่มยังไม่อาจให้อคำตอบได้อย่างสมบูรณ์"
"แล้วท่านตา รู้คำตอบนั้นหรือไม่"
"ข้ารู้เพียงบางส่วน"
"บอกข้าได้หรือไม่"
"ไว้ถึงสำนักโอสถเสียก่อน ข้าจึงจะบอก"
หลินชิงเสวียทำหน้าเสียดาย "เหตุใดต้องรอจนถึงตอนนั้นด้วยเล่า"
"เพราะข้ายังไม่อาจพิสูจน์มันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งใดที่ข้ายังไม่แน่ใจ ข้าจะไม่สั่งสอนผู้อื่นเด็ดขาด"
เด็กสาวนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับฟังแต่โดยดี
วันที่หกของการเดินทาง…ถึงเวลารักษามือของซิวเฉิงเป็รอบที่สองการรักษาทำขึ้นระหว่างหยุดพักผ่อนกลางวัน ณ ชายป่าเล็กๆ กู่ฉางเซิงใช้เข็มเงินเปิดจุดลมปราณอีกครั้ง คราวนี้ใช้ปริมาณเกสรเทพสังหารน้อยกว่ารอบแรก เนื่องจากเส้นทางลมปราณถูกเปิดออกไว้ก่อนแล้ว
"รอยแผลสีดำจางลงไปมากอย่างเห็นได้ชัดเลย" หลินชิงเสวียเฝ้ามองหลังมือขวาของซิวเฉิง
"การรักษารอบที่สาม" ซิวเฉิงเอ่ย พลางทดลองกำมือและคลายออก "ข้าคงเริ่มกลับมาใช้งานมือข้างนี้ได้เต็มที่เสียที"
"ต้องสี่รอบ" กู่ฉางเซิงเอ่ยขัด "แม้ร่างกายของท่านจะตอบสนองต่อยาได้ดีเกินคาด แต่ก็อย่าได้เร่งร้อนจนเกินไป"
ซิวเฉิงจ้องมองมือขวาของตนเองครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าปกติ"ท่านกู่... ข้ามีเื่บางอย่างอยากจะบอกแก่ท่าน"
กู่ฉางเซิงเก็บเข็มเงินลงกระเป๋า พลางตั้งใจรับฟัง
"เกี่ยวกับเื่การสอบเข้าสำนักโอสถ" ซิวเฉิงกล่าว "ในด้านการประลองต่อสู้ด้วยพลังปราณ... ผู้เข้าแข่งขันไม่จำเป็ต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ให้ได้ ขอเพียงแคยืนหยัดหยัดยืนอยู่บนลานประลองให้ได้นานพอเท่านั้น"
กู่ฉางเซิงจ้องมองเขา "ต้องยืนหยัดให้ได้นานเท่าใด"
"หนึ่งร้อยลมหายใจ" ซิวเฉิงตอบ "หากท่านสามารถยืนหยัดอยู่ได้ครบหนึ่งร้อยลมหายใจ โดยไม่หมดสติหรือถูกซัดกระเด็นออกนอกวงประลอง ก็ถือว่าผ่านการทดสอบแล้ว"
"ไม่จำเป็ต้องเอาชนะอย่างนั้นหรือ"
"ไม่จำเป็ต้องชนะ" ซิวเฉิงยืนยัน "ทางสำนักโอสถไม่ได้้าเฟ้นหานักฆ่าหรือนักสู้ผู้ไร้เทียมทาน พวกเขา้าเพียงหมอโอสถที่มีวิชามวยพอปกป้องตนเองได้ยามมีภัยเท่านั้น"
กู่ฉางเซิงน้อมรับข้อมูลสำคัญนั้นไว้ในใจหนึ่งร้อยลมหายใจ — หากระดับพลังปราณในกายของเขายังคงเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ในอัตรานี้ และมีเวลาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องอีกสองเดือน บางที… เขาอาจจะพอมีหวังผ่านการทดสอบได้ หากไม่โชคร้ายเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งจนเกินไป
"เหตุใดท่านจึงยอมบอกข้อมูลนี้แก่ข้า"
ซิวเฉิงนิ่งเงียบ ทอดสายตามองออกไปนอกผืนป่า"เพราะเมื่อสิบห้าปีก่อน หากมีใครสักคนยอมบอกเื่นี้แก่ข้า ข้าอาจจะสอบผ่านไปนานแล้ว" เขาเอ่ยช้าๆ "ยามนั้นข้าคิดเอาเองว่าต้องเอาชนะคู่ต่อสู้ให้ได้ จึงทุ่มเทแรงกายโหมบุกโจมตีั้แ่เริ่ม จนพลังปราณหมดสิ้นก่อนจะครบร้อยลมหายใจทุกครั้งไป... หากข้ารู้ว่าขอเพียงแค่อดทนยืนหยัดให้ครบเวลา..."
เขาหยุดถอนหายใจยาว
"ข้าเองก็ไม่รู้ว่าหากรู้แล้ว ผลลัพธ์จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ แต่ข้าก็อยากจะบอกให้ท่านได้รับรู้ไว้"
กู่ฉางเซิงจ้องมองชายตรงหน้า… ชายผู้ต้องเดินทางย้อนศรมานานสิบห้าปี คอยกว้านซื้อสมุนไพริญญา คอยเฝ้าติดตามเกสรเทพสังหารด้วยความหวัง และต้องทนทรมานแบกรับรอยแผลาเ็ไว้เพียงลำพัง
"ขอบใจท่านมาก" กู่ฉางเซิงกล่าว
ซิวเฉิงลุกขึ้นยืน พลันปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า "เื่แค่นี้ ไม่จำเป็ต้องขอบใจข้าหรอก"
วันที่แปดของการเดินทาง…ยามค่ำคืน ณ หมู่บ้านริมทางหลินชิงเสวียนั่งลงบนบันไดหน้าเรือนพัก เหม่อมองดวงดาวที่ส่องแสงระยิบระยับเต็มท้องฟ้า กู่ฉางเซิงเดินออกมาเห็นเธอนั่งอยู่เพียงลำพัง
"เหตุใดยังไม่นอนอีก"
"ข้ากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่" เธอตอบโดยไม่หันกลับมามอง
"เ้าถามข้า หรือกำลังบอกเล่าความคิดของตนเองกันแน่"
"ข้ากำลังบอกว่าข้ากำลังคิดอยู่ต่างหาก" เธอหันกลับมาสบตา "ท่านตาเองก็คงจะคาดเดาได้ว่าข้ากำลังคิดเื่ใดอยู่"
กู่ฉางเซิงทอดกายลงนั่งบนขั้นบันไดข้างๆ เธอ "เ้ากำลังคิดเื่การสอบเข้าสำนักโอสถสินะ"
"ใช่..." เธอตอบเสียงเบา "ข้าจะมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบด้วยหรือไม่"
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ "เ้าปรารถนาที่จะเข้าสอบอย่างนั้นหรือ"
"ข้าปรารถนา... แต่ข้าไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์หรือไม่ ข้าไม่ได้เดินทางมาในฐานะผู้สมัคร หากแต่มาในฐานะลูกศิษย์ที่ติดตามท่านตามาเท่านั้น"
"ในสำนักโอสถ มีกฎเกณฑ์กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้เข้าสอบหรือไม่"
เด็กสาวหยุดนิ่งคิด "ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีกฎเกณฑ์เื่อายุนะ"
"เช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเ้าแล้ว ว่า้าจะสอบหรือไม่"
หลินชิงเสวียจ้องมองดวงดาวอยู่ครู่หนึ่ง "ท่านตาคิดว่า ข้าจะสามารถสอบผ่านได้หรือไม่"
"ความรู้เื่สมุนไพร — เ้าพอมีลุ้นสอบผ่าน" กู่ฉางเซิงตอบตรงๆ "การปรุงยารักษา — เ้ายังขาดประสบการณ์ ต้องฝึกฝนอีกมาก ส่วนการต่อสู้... เ้ายังไม่มีพลังปราณที่เข้มแข็งพอ"
หลินชิงเสวียน้อมรับคำประเมินนั้นแต่โดยดี เธอไม่ได้แสดงอาการเ็ป หรือท้อแท้ให้เห็น
"หากสอบไม่ผ่าน ก็แค่อดทนเรียนรู้ใหม่ แต่หากไม่ลองสอบดู ก็คงไม่มีวันรู้" เธอเอ่ย "จริงหรือไม่"
"นับว่าเป็ความคิดที่ดีมาก"
เด็กสาวแย้มยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นโดยไม่ต้องรอคำยืนยันจากผู้ใด
วันที่สิบของการเดินทาง…เส้นทางขึ้นเขเริ่มขรุขระและชันขึ้นเรื่อยๆ พันธุ์ไม้รอบข้างเริ่มแปรเปลี่ยนไป อากาศรอบกายเย็นเยือกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กู่ฉางเซิงยังคงก้าวเดินขึ้นเขาไปข้างหน้าด้วยจังหวะที่มั่นคง ไร้ซึ่งความย่อท้อหรือชะลอก้าวเดิน
ซิวเฉิงเดินตามหลังมาพร้อมผู้ติดตามที่กำลังจูงม้า เขาคอยเฝ้าสังเกตก้าวเดินของชายชราด้านหน้าอยู่ตลอดเวลา
"ท่านกู่" เขาเอ่ยเรียก
กู่ฉางเซิงไม่ได้หยุดก้าวเดิน "มีอะไรหรือ"
"ข้าเฝ้าสังเกตท่านตลอดสิบวันที่ผ่านมา" ซิวเฉิงกล่าว "จังหวะการก้าวเดินของท่านเปลี่ยนไปมาก มันมิใช่ก้าวเดินของชายชราธรรมดาที่กำลังเดินขึ้นเขาเลยสักนิด"
"ข้าฝึกฝนมา"
"ฝึกฝนสิ่งใดหรือ"
"ฝึกฝนการก้าวเดิน" กู่ฉางเซิงตอบเรียบๆ
ซิวเฉิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะไม่เอ่ยถามสิ่งใดต่อ หลินชิงเสวียซึ่งเดินอยู่เคียงข้างได้ยินคำตอบนั้น เธอมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาเช่นกัน แต่กู่ฉางเซิงสังเกตเห็นมุมปากของเด็กสาวหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย ในแบบของคนที่รู้คำตอบอันแท้จริงแต่เลือกที่จะเงียบไว้
เธอเริ่มเรียนรู้แล้วว่า ยามใดควรเอื้อนเอ่ย และยามใดควรเงียบสงบ
คืนวันที่สิบสองของการเดินทาง…กู่ฉางเซิงนั่งขัดสมาธิฝึกลมปราณอยู่ภายในห้องพักขนาดเล็กลมปราณหลังจากได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอมานานนับเดือน คอยดูดซับพลังงานธรรมชาติจากสายน้ำ จากเกสรเทพสังหาร และจากการฟื้นฟูซ่อมแซมร่างกายทีละน้อย… หากเปรียบเทียบกับวันแรกที่เขาตื่นขึ้นมาในร่างชรานี้ ระดับพลังปราณได้เพิ่มพูนขึ้นมามากมายเพียงใดกันแน่
ยากที่จะวัดออกมาเป็ตัวเลขได้ แต่ความรู้สึกภายในนั้นเด่นชัดยิ่งนัก… ร่างกายที่เคยหายใจติดขัด ก้าวเดินได้เพียงสิบก้าวหัวเข่าก็ส่งเสียงร้องประท้วง ชีพจรยามกดเรียวนิ้วก็แ่เบาราวกับจะดับสูญ
ทว่ายามนี้ เขาสามารถสูดลมหายใจได้ลึกเต็มปอด ก้าวเดินขึ้นเขาสูงชันได้โดยไม่ต้องหยุดพักผ่อน และชีพจรเต้นเต้นฉีดฉีดอย่างเข้มแข็งกว่าเดิมถึงสองเท่า!
แต่มันก็ยังคงไม่เพียงพอสำหรับการยืนหยัดให้ครบหนึ่งร้อยลมหายใจในลานประลอง…
กู่ฉางเซิงเปิดถุงผ้าที่เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต้นเทพสังหารเอาไว้ออกดูเมล็ดพืชสีเทาเงินสองเมล็ด นิ่งสงบอยู่ในความมืดมิด… เมล็ดพืชที่อุดมไปด้วยพลังงานอันมหาศาลซึ่งกักเก็บไว้ก่อนการเจริญเติบโต หากนำมาสกัดอย่างถูกวิธีและนำมาใช้งานร่วมกับเกสรเทพสังหารที่อยู่ — ร่างกายชรานี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงและยกระดับขึ้นไปสู่ขอบเขตใหม่อย่างสิ้นเชิง!
ทว่ายามนี้ยังไม่ถึงเวลาอันเหมาะสม ร่างกายจำเป็ต้องได้รับการฟื้นฟูให้แข็งแกร่งพอที่จะรองรับรับพลังงานมหาศาลระดับนั้นเสียก่อน มิฉะนั้น จากการซ่อมแซมจะกลับกลายเป็การทำลายล้างสังขารตนเอง
อีกสองสัปดาห์… ร่างกายนี้จึงจะพร้อมสมบูรณ์
เขาปิดถุงผ้าลงแล้วเก็บรักษาไว้ตามเดิมรอคอยอีกเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น แล้วก้าวสำคัญที่สุดในการยกระดับร่างกายก็จะมาถึง!
วันที่สิบสี่ของการเดินทาง…ถึเวลารักษามือของซิวเฉิงเป็รอบที่สี่รอยแผลสีดำคล้ำบริเวณหลังมือขวาจางหายไปมากกว่าครึ่งแล้ว ซิวเฉิงทดลองกำมือและคลายออกหลายต่อหลายครั้ง ด้วยสีหน้าผ่อนคลายซึ่งหาได้ยากยิ่งจากใบหน้าอันเคร่งขรึมนั้น
"เหลือการรักษาอีกเพียงสองรอบเท่านั้น" กู่ฉางเซิงกล่าว พลางเก็บเข็มเงินลงกระเป๋า
"มือของข้า จะกลับมาแข็งแกร่งดังเดิมเหมือนเมื่อห้าปีก่อนหรือไม่"
"จะเหมือนเดิมหรือแข็งแกร่งยิ่งกว่า ขึ้นอยู่กับว่าหลังจากนี้ท่านจะคอยดูแลเส้นลมปราณของตนเองอย่างไร"
ซิวเฉิงจ้องมองมือขวาของตนเองอยู่นานครู่หนึ่ง"ท่านกู่... ยามรักษาในรอบแรก ท่านเคยบอกว่าต้องทำการรักษาซ้ำถึงห้าถึงหกรอบ ทว่ายามนี้เพิ่งจะผ่านไปเพียงสี่รอบ รอยแผลกลับจางหายไปเกือบหมดสิ้นแล้ว"
"นั่นเพราะร่างกายของท่านตอบสนองต่อยารักษาได้ดีเกินคาด"
"หรือเป็เพราะเกสรเทพสังหารนั้น สรรพคุณยอดเยี่ยมเกินกว่าที่ท่านคาดการณ์ไว้กันแน่" ซิวเฉิงเอ่ย สายตาจับจ้องพิจารณา "และหากมันมีสรรพคุณยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ปริมาณเกสรที่ท่านแบ่งสำรองไว้ใช้เอง..."
กู่ฉางเซิงเงยหน้าขึ้นสบตาซิวเฉิงเขารู้สึกได้ว่า ชายผู้นี้สังเกตเห็นบางสิ่ง
"...มันจะเพียงพอต่อความ้าของท่านหรือไม่" ซิวเฉิงเอ่ยต่อ มิใช่การตั้งคำถาม หากแต่เป็การระบุสิ่งที่เขาได้มองเห็นและวิเคราะห์ไว้
กู่ฉางเซิงเก็บอุปกรณ์รักษาลงกระเป๋าอย่างสงบนิ่ง"หากมันไม่เพียงพอ ข้าก็แค่หาวิธีอื่นต่อไป" เขาเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะลุกขึ้นเดินแยกออกไป
ซิวเฉิงไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ ทว่าภายในสายตาของเขา บัดนี้มีความรู้สึกบางอย่างเพิ่มพูนขึ้นตลอดสิบสี่วันที่เดินทางร่วมกัน — มันคือความเคารพยำเกรงที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยออกมาเป็คำพูด แต่ค่อยๆ สะสมขึ้นทีละน้อยจากสิ่งที่เขาได้เฝ้าสังเกตและพิจารณา
วันที่สิบหกของการเดินทาง…เส้นทางทุรกันดารเริ่มเข้ากับถนนสายหลักที่กว้างขวางขึ้น รถเกวียนและคณะเดินทางเริ่มคลาคล่ำหนาตา
ซิวเฉิงก้าวเข้ามาเดินเคียงข้างกู่ฉางเซิง"อีกประมาณสามสิบวัน" เขาเอ่ย "พวกเราก็จะบรรลุถึงเมืองหน้าด่านของสำนักโอสถ"
"ข้ารู้อยู่แล้ว"
"ที่เมืองแห่งนั้น มีสถานที่สำหรับลงทะเบียนเข้าสอบ" ซิวเฉิงกล่าวต่อ "ผู้สมัครทุกคนจำเป็ต้องทำการลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนการสอบสิบสี่วัน"
"และจะต้องผ่านการคัดกรองเบื้องต้นด้วยใช่หรือไม่" กู่ฉางเซิงทักขึ้น
"ถูกต้อง" ซิวเฉิงตอบ เสียงของเขาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย "การคัดกรองเบื้องต้นจะกระทำโดยศิษย์ของสำนักโอสถที่ถูกส่งมาดูแล หากพวกเขาตัดสินว่าผู้สมัครคนใดไร้ซึ่งศักยภาพ ผู้สมัครคนนั้นก็จะหมดสิทธิ์ก้าวเข้าสู่ลานประลองจริงทันที"
กู่ฉางเซิงหันไปมองซิวเฉิง
"และหลิวเฉียนหยวน ศิษย์สำนักที่เคยเดินทางไปตรวจสอบเมืองชิงหยาน..." เขาเอ่ย "เขาก็คงจะเป็หนึ่งในคณะกรรมการคัดกรองเบื้องต้นนั้นด้วยสินะ"
"มีความเป็ไปได้สูงยิ่งนัก"
เด็กหนุ่มผู้เคยจ้องมองชายชราด้วยสายตาเ็าดั่งมองผนังอิฐ แต่กลับทำหน้าที่รายงานผลตามจริงโดยไร้ความอคติ ไม่รู้ว่าในครั้งนี้ เขาจะตัดสินผู้สมัครอย่างไร
"ท่านกู่" ซิวเฉิงเอ่ยเสียงเบา "ข้าพอจะมีคนรู้จักอยู่ในสำนักโอสถ ซึ่งสามารถช่วยให้ท่านข้ามผ่านขั้นตอนการคัดกรองเบื้องต้นนี้ไปได้โดยสะดวก"
"นับเป็การทุจริตหรือไม่"
"นับเป็การใช้เอกสิทธิ์ที่มีอยู่ให้เป็ประโยชน์ต่างหาก" ซิวเฉิงอธิบาย "ศิษย์เก่าของสำนัก มีสิทธิ์เสนอชื่อแนะนำผู้สมัครได้รอบละสองคน ซึ่งศิษย์เก่าผู้นี้ไม่ได้ใช้สิทธิ์นั้นมานานถึงสองรอบติดต่อกันแล้ว"
"เหตุใดท่านจึงเสนอความช่วยเหลือนี้แก่ข้า"
"เพราะมือขวาของข้าจะหายดีในอีกสองรอบการรักษาข้างหน้านี้" ซิวเฉิงตอบตรงไปตรงมา "และข้าก็ติดหนี้บุญคุณท่านกู่ มากมายยิ่งกว่าแค่เื่ข้อมูลข่าวสาร"
กู่ฉางเซิงก้าวเดินต่อไปในความเงียบสงบครู่หนึ่ง…การใช้สิทธิ์ผ่านคนรู้จักเพื่อข้ามขั้นตอน กับการฝ่าฟันผ่านการคัดกรองด้วยความสามารถของตนเอง — สิ่งใดคือตัวเลือกที่ดีกว่ากัน?
หากใช้สิทธิ์ผ่านคนรู้จัก แม้จะได้รับโอกาสเข้าสอบ แต่หากสอบผ่าน ก็อาจถูกผู้คนกังขาในความสามารถ แต่หากสอบตก ก็คงไม่มีผู้ใดสนใจวิธีการที่เขาใช้ก้าวเข้ามา…
ทว่าหากฝ่าฟันด้วยตนเอง แม้จะเสี่ยงต่อการถูกคัดออกั้แ่รอบแรก แต่หากข้ามผ่านไปได้ ย่อมไร้ซึ่งข้อครหาใดๆ จากผู้คนทั้งปวง
"ข้าขอเลือกผ่านการคัดกรองเบื้องต้น ด้วยความสามารถของตนเอง" กู่ฉางเซิงเอ่ยตัดบทในที่สุด
ซิวเฉิงไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจแต่อย่างใด "ข้าคาดเดาไว้แล้ว ว่าท่านกู่จะต้องให้คำตอบเช่นนี้"
"อย่างไรก็ขอบใจท่านมาก สำหรับข้อเสนอ"
ซิวเฉิงก้าวเดินต่อไปในความเงียบ ทอดสายตามองออกไปสู่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
"ตลอดสามสิบวันต่อจากนี้..." เขาเอ่ยเสียงเบา "ข้าอยากจะเฝ้ามองดูเหลือเกิน ว่าท่านกู่จะสามารถข้ามผ่านมันไปได้หรือไม่"
"เพื่อสิ่งใดกัน"
"เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า ความคิดและการประเมินของข้าตลอดสิบหกวันที่ผ่านมา... ถูกต้องหรือไม่"
กู่ฉางเซิงทอดสายตามองไปยังขอบฟ้าทิศเดียวกัน…สำนักโอสถอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ตั้งผงาดอยู่เบื้องหน้า ห่างออกไปในระยะเวลาเดินทางสามสิบวัน!
ร่างกายชราที่กำลังฟื้นฟูเปลี่ยนแปลง เมล็ดพันธุ์เทพสังหารสองเมล็ดที่รอคอยการนำมาใช้งาน และเวลาอีกสองสัปดาห์ที่เหลืออยู่ก่อนที่สังขารจะพร้อมสมบูรณ์… มีตัวแปรมากมายเหลือเกินที่ไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ
แต่นั่น… ก็ไม่อาจเป็เหตุผลที่ทำให้เขาหยุดก้าวเดิน!
กู่ฉางเซิงออกก้าวเดินต่อไปข้างหน้า…แสงแดดยามบ่ายทอดแสงเจิดจ้าลงบนถนนสายดิน คณะเดินทางกลุ่มเล็กๆ ห้าชีวิต มีร่างชราก้าวเดินอยู่ตรงกลางขบวน
เขายังคงเป็เพียงชายชรา และยังคงก้าวเดินช้ากว่าผู้ฝึกบ่มเพาะพลังปราณคนอื่นๆ ทว่าก้าวแต่ละก้าวที่เหยียบลงบนผืนดิน กลับเต็มไปด้วยความหนักแน่น มั่นคง และสม่ำเสมอ…
ราวกับเขารู้ดีว่า ตนเองกำลังก้าวเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเพียงแค่นั้น… มันก็ทรงคุณค่าพอแล้ว!