#วันพฤหัสสีเขียว 1
“กรีนอาทิตย์หน้ามีงานแข่งที่สนาม พี่วานเป็ตากล้องให้หน่อยนะ” พี่ณัฐผู้จัดการสนามเอ่ยบอกเมื่อฉันเดินเข้าห้องทำงาน เป็สำนักงานในส่วนของสนามแข่งรถชื่อดัง ที่นี่ล้วนจัดการแข่งขันในทุกปี แล้วแต่ว่าจะจัดปีละกี่ครั้ง ฉันทำงานที่นี่ั้แ่เรียนจบ ไม่สิ ั้แ่ที่นี่เปิด ก็เกือบ ๆ สี่ปีล่ะมั้งจำไม่ค่อยได้แล้วล่ะ
“ได้ค่ะ แต่วันนี้ขอแอบงีบนะคะ เหนื่อยเหลือเกิน” ฉันบอกพี่ณัฐ คนเป็ผู้จัดการหัวเราะอย่างรู้ทัน แน่สิ ฉันมีงานตัดต่อ มีงานแต่งรูปเยอะมาก เพราะกราฟิกของสนามรวมถึงสำนักงานมีแค่ฉันกับมินนี่สองคน แต่งานที่ได้รับมอบหมายมาอย่างกับมีพนักงานห้าคน อย่างว่านั่นแหละ งานหนักเงินก็เยอะ เมื่อวานเราก็กลับกันตอนห้าทุ่ม ตอนนี้บ่ายโมงฉันก็เพิ่งเดินโซเซเข้ามาที่ทำงานนี่แหละ สำนักงานเรา เป็ห้องโล่ง ๆ มีโต๊ะผู้จัดการสนามอยู่มุมด้านนอก มีโต๊ะฝ่ายบัญชีสองโต๊ะ มีโต๊ะทีมดูแลสนามทีมช่าง ส่วนทีมสาว ๆ สวย ๆ ต้อนรับลูกค้าดีลงานลูกค้าอยู่อีกห้องหนึ่ง ซึ่งพวกฉันเองก็ไม่ค่อยได้ไปสุงสิงอะไรมาก แต่ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้สนิทกันทุกคนเลย ที่ทีมช่างอยู่ห้องนี้เพราะพวกฉันทำงานคนละ่กับอีกทีม พวกเขาทำงาน่กลางวันส่วนพวกฉันทีมกราฟิกทำตอนบ่าย ๆ ไปถึงกลางคืน เราเลยทำงานห้องเดียวกันได้
“พี่เจี๊ยบสวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้พี่ใหญ่สุดในห้อง พี่สาวคนสวยทำหน้าตาเคร่งเครียดที่หน้าคอม เป็แบบนี้ทุกครั้งเวลาใกล้สิ้นเดือนนั่นแหละ
“สวัสดีจ้า พี่จะสั่งกาแฟเอาอะไรไหม”
“ขอช็อกโกแล็ตเย็นค่ะพี่เจี๊ยบ แต่ตอนนี้ขอนอนต่อก่อนนะคะ ไม่ไหวเลย เหมือนจะหลับตลอดเวลา” ฉันบอกพี่เจี๊ยบพร้อมทั้งเดินไปยังโต๊ะทำงานที่อยู่มุมด้านในสุดของห้อง โต๊ะฉันกับมินนี่หันหลังชนกัน เราเว้นพื้นที่ว่างไว้เพื่อที่เวลาทำงานไม่ไหวกลับไม่ไหวก็ล้มตัวนอนที่พื้นที่ว่างหลังโต๊ะได้เลย
“แม่! หนูง่วงมากเลย” เสียงมินนี่ ลูกชายกึ่งสาวของฉันร้องงอแงมาั้แ่เปิดประตูเข้ามา ด้านหลังเป็กลุ่มนักแข่งที่ชอบเข้ามานั่งพักที่ห้องนี้ ทั้งที่ห้องพักของพวกเขาก็มี แต่ไม่ยักจะเห็นว่าพวกเขาเข้าไปพักเลย ว่างทีไรเข้ามาที่นี่ตลอด ที่สงสัยมาตลอดคือ ไม่ว่าจะทีมช่าง ทีมสนาม หรือนักแข่งพวกเขาคัดหน้าตากันหรือเปล่า ทุกคนล้วนหน้าตาดีกันทั้งนั้นเลยแต่ฉันน่ะชินแล้วล่ะอยู่เห็นมาตั้งนานแล้วรู้ใส่รู้พุงกันหมด แต่ละคนร้าย ๆ ทั้งนั้น
“ง่วงเหมือนกัน ยังดีที่งานเร่งเสร็จหมดแล้ว” ฉันตอบมินนี่ น้องเพิ่งเข้ามาทำงานได้สองปี ก่อนหน้านี้มีพี่อีกคนอยู่ด้วยแต่เพราะแต่งงานสามีเลยอยากให้ลาออกจากงานไปเลี้ยงลูก เราเลยอยู่กันสองคน เ้านายก็นะไม่ยอมรับสมัครพนักงานเพิ่ม
“คนสวยทำไมหน้าเป็ผีแบบนั้นกัน” ทีม นักแข่งของสนามเอ่ยแซวมินนี่ อย่างที่บอกไปทุกคนสนิทกันมากเลยเอ่ยแซวหรือพูดคุยกันได้
“เป็ผีที่สวยก็โออยู่นะ” มินนี่ตอบกลับ น้องทรุดนั่งที่เก้าอี้ก่อนจะไถลเข้าอี้มาชนเก้าอี้ที่ฉันนั่งอยู่
“แม่ ฝั่งนั้นเม้ากันว่ามีนักแข่งใหม่มา” ฝั่งนั้นที่มินนี่พูดถึงคือห้องสาวสวยนั่นแหละ เรามันสายถึกและสายซอมบี้ หลายคนจึงเอ่ยเรียกเราว่าซอมบี้
“อือ ได้ยินอยู่ แต่ยังไม่เคยเห็นหน้านะ” ฉันตอบน้อง มือก็เริ่มจับเมาส์คลิกส่งงานให้กับพี่ณัฐดู ผู้จัดการสนามเอนกประสงค์ ทำทุกอย่างดูแลทุกอย่างเลยล่ะพี่ณัฐน่ะ
“เขาว่าจะมาวันนี้นี่แหละ”
“ช่างเขาเถอะ อ้อ อาทิตย์หน้ามีงานแข่งพี่ณัฐให้ไปช่วยถ่ายรูปในงานนะ”
“ได้จ้า แต่ตอนนี้หนูขอนอนนะแม่ ไม่ไหวจริง ๆ ” ว่าจบมินนี่ก็กลับไปที่โต๊ะมือบางนั่นดึงผ้าห่มหนานุ่มมาปูที่พื้นหน้าโต๊ะจากนั้นก็ล้มตัวลงนอน
“ลืมเอาผ้าห่มมาเหรอ?” ฉันถามน้อง ตรงนี้แอร์เย็นมากเลยนะ ขืนนอนไม่ห่มผ้าได้ไข้จับแน่ ๆ
“ใช่ ซักแล้วมันยังไม่แห้ง”
“เอาของพี่ไปก่อน” ฉันส่งผ้าห่มสีฟ้าให้น้องไปอย่างเป็ห่วง
“ขอบคุณค่าแม่” เกือบสิบนาทีมินนี่น่าจะหลับไปแล้ว และฉันก็เริ่มทำงานชิ้นใหม่เป็โปสเตอร์ของการแข่งรอบหน้าที่สนามเป็คนจัดแข่งขัน จัดทำเพื่อโปรโมทการแข่งขัน งานนี้ไม่เร่งมากเท่าไหร่แต่ฉันอยากเคลียให้เสร็จเพราะรู้สึกว่าจะมีงานเร่งเข้ามาอีก พี่ณัฐก็เกริ่น ๆ ไว้แล้วว่าจะมีคลิปให้ตัดรวมถึงสัมภาษณ์นักแข่งของสนามด้วย
“กรีนพวกพี่จะสั่งข้าวเอาอะไรไหม” พี่เจี๊ยบะโมาถาม
“กะเพราะรวมสอง คะน้าหมูสับหนึ่ง แล้วก็ข้าวไข่เจียวหนึ่งค่ะพี่เจี๊ยบ” ฉันะโตอบโดยที่สายตายังมองอยู่ที่หน้าจอ
“กลับดึกอีกแล้วเหรอ?” พี่เจี๊ยบถามต่อ
“น่าจะดึกค่ะ มีงานใหม่มาอีกแล้ว” ฉันตอบพี่เจี๊ยบ ไม่ได้รับรู้อะไรเพิ่มเติมเลยว่ามีใครเข้าออกห้องทำงานบ้าง ฉันสวมหูฟังและเริ่มทำงาน งานนี้เหลือนิดหน่อยแต่ไม่รู้ว่าถ้าส่งไปจะได้แก้ตรงไหนบ้าง
“ซอมบี้กินข้าว!” เสียงพี่เจี๊ยบะโเรียกอีกครั้งหลังจากที่เงียบกันไปนาน
“ค่า” ฉันขานตอบ ขยับจากเก้าอี้บิดี้เีก่อนจะเดินไปปลุกมินนี่ให้ไปทานข้าวด้วยกัน น้องคนนี้ไม่ชอบทานข้าวต้องบังคับขู่เข็นถึงจะยอม บางทีก็แลกกับการพาไปเที่ยวร้านเหล้า นั่นแหละถึงยอมทานข้าว
“มินนี่กินข้าวก่อน มินนี่ตื่นเร็ว”
“จ้าแม่” มินนี่ลุกนั่งแต่ตายังปิดอยู่เลยน่าเอ็นดูจริงเชียวเด็กคนนี้ ฉันมองจนมั่นใจว่าน้องจะไม่ล้มตัวนอนต่อจากนั้นก็เดินไปยังโต๊ะกระจกมุมด้านหน้าห้อง มีกลุ่มคนนั่งอยู่กระจายกันไปตามที่ว่างของโซฟามีทั้งคนที่คุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้า เวลานั่งทานข้าวก็นั่งทานด้วยกันอยู่ตรงนี้นี่แหละ สั่งข้าวกล่องมาแล้วนั่งทานกัน
“มานี่ ๆ นี่นักแข่งคนใหม่ ชื่อเธิร์สเดย์” พี่ณัฐแนะนำให้ได้รู้จัก ฉันเหลือบตามองแล้วยิ้มให้น้อย ๆ เขายังดูเด็กอยู่เลย อายุก็น่าจะสักยี่สิบ ยี่สิบเอ็ดประมาณนั้น
“เอาละ เดี๋ยวว่าง ๆ ค่อยทำความรู้จักกัน แต่ว่า หลังทานข้าวเสร็จช่วยสัมภาษณ์นักแข่งแล้วตัดคลิปโปรโมทหน่อยนะ บรีฟพี่ส่งให้ในไลน์แล้ว” พี่ณัฐได้ทีล่ะสั่งรัวเลยนะ
“พี่ณัฐคะ ขอขึ้นเงินเดือนค่ะ เงินหนักมากค่ะ”
“แหม อย่ามาพูดแกน่ะได้เยอะพอ ๆ กับพี่เลยเถอะ” พี่ณัฐเอ่ยแซว
“รุ่นบุกเบิกเลยนะนั่น มาั้แ่เขาตั้งเสาอาคาร” พี่เจี๊ยบเอ่ยแซว แต่ก็จริงอย่างที่บอกนั่นแหละ มาั้แ่พี่ชายฉันมาดูที่ให้เ้านาย เคยบอกหรือยังนะ ฉันกับพี่เป็ลูกแม่บ้านของเ้านายที่ญี่ปุ่น แล้วพอแม่เสียเ้านายก็ส่งเสียให้เรียนและพาย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน เ้านายให้พี่ชายฉันหาที่ทางทำสนาม พี่เจี๊ยบก็มาจากบริษัทที่ญี่ปุ่นเราเลยสนิทกันเป็พิเศษและเขาก็ชอบแซวว่าฉันมาั้แ่เริ่มตั้งเสาเข็ม
“พี่อ่ะ เดี๋ยวคนอื่นว่าหรอก” ฉันบอกไม่จริงจัง
“ใครจะว่าก็ช่างสิ เราทำงานเต็มที่เหมือนกัน” พี่ณัฐเอ่ยบอก จากนั้นเราก็เปลี่ยนเื่คุยไปเรื่อย หลังจากทานข้าวเสร็จฉันกับมินนี่ก็ช่วยกันเตรียมกล้องเพื่อถ่ายวีดีโอสัมภาษณ์นักแข่งตามที่ได้รับบรีฟมาจากพี่ณัฐ ซึ่งก็เป็นักแข่งที่รู้จักกันอยู่แล้ว คงไม่มีปัญหาและหวังว่าพวกเขาจะไม่แกล้งฉันระหว่างทำงานหรอกนะ พอทานข้าวเสร็จเราก็นั่งคุยกันนิดหน่อยเกี่ยวกับงานที่ต้องทำ กระทั่งโทรศัพท์ฉันมีสายเรียกเข้าจากคนเป็พี่ชายและพ่วงด้วยตำแหน่งเลขาเ้านาย ไม่อยากจะรับหากโทรมาในเวลางานแบบนี้
“ค่ะ”
(ทำอะไรอยู่ ทานข้าวหรือยัง) พี่เกรฟถามอย่างปกติ ่นี้เราไม่ค่อยได้เจอกันเพราะเ้านายมีงานต่างประเทศตอนนี้ก็น่าจะอยู่ที่สิงค์โปรล่ะนะพี่ชายฉันกับเ้านายน่ะ
“ทานแล้วค่ะ พี่มีอะไรหรือเปล่า” ฉันรีบถามออกไปเพราะอยากจะไปทำงานต่อให้เสร็จแล้ว
(ทีมสปอร์นเซอร์อยากได้คลิปโปรโมทภายในพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง...)
“ฮะ!? จะบ้าหรือเปล่า” ฉันเก็บกล่องอาหารไปทิ้งถังขยะจากนั้นก็รีบเดินกลับไปที่โต๊ะ ฉันว่าพี่ณัฐเองก็รู้แล้วล่ะว่าทำไมฉันถึงหัวร้อน
(ก็เขา้ามาแบบนี้ พี่กับเ้านายก็พยายามยืดให้ได้มากที่สุดแล้ว)
“แต่พวกเขาเพิ่งเซ็นสัญญาเป็สปอร์นเซอร์ในการแข่งเมื่อวาน งานแจ้งเมื่อเช้าแล้วยังจะเอางานพรุ่งนี้?” ฉันถามกลับอย่างหัวเสีย บ้าจริง ฉันไม่ชอบงานเร่งงานเผาที่สุดเลย
(เอาน่า ใจเย็น ๆ ก่อน อยากได้อะไรไหมเดี๋ยวพี่ให้คนเอาไปให้) ปลายสายปลอบเสียงนุ่มแต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ยังหัวร้อนเหมือนเดิมนั่นแหละ แล้วคิดว่าจะทันไหมล่ะ ฉันมีสองคนนะเผื่อลืม
“บอกเ้านายให้เพิ่มคนมาช่วยเถอะค่ะงานหนักขนาดนี้อะ” ฉันบอกไปอย่างจริงจัง เสียงปลายสายที่หัวเราะแทรกเข้ามาทำให้ฉันรู้ว่าเ้านายก็ฟังอยู่ด้วย
(เดี๋ยวฉันให้คนเปิดรับสมัครแล้วกันนะ สักสองคนเป็ยังไง) เสียงเ้านายเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี
“เอ่อ ขอโทษค่ะที่พูดไม่ดี”
(ไม่เป็ไร ๆ เราคนกันเองทั้งนั้น แต่งานนี้ฝากหน่อยนะกรีน งานนี้สำคัญจริง ๆ)
“ค่ะเ้านาย”
(บอกให้เรียกอาก็ไม่เรียก น่าตีจริงเด็กคนนี้ เอาละ ตั้งใจทำงาน) สายถูกตัดไปฉันเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วหมุนไปมาอยู่อย่างนั้น ในหัวเริ่มขบคิดว่าจะลาออกดีไหม ทำไมงานหนักแบบนี้เวลานอนเวลาพักก็แทบจะไม่มี พอคิดไปคิดมา ถ้าออกแล้วฉันจะเอาอะไรกิน กลับไปทำงานยัยกรีน!!
============
เปิดตอนแรกเบาๆก่อนนะคะ ฝากคอมเม้นด้วยนะ ่นี้อาจจะยั่งมาไม่คงที่นะคะ