รถเกวียนไม่หยุดสนิท
มันเพียงชะลอพอให้ศิษย์เวรด้านหลังผลักหลินเซวียนออกจากกระบะในจังหวะที่ล้อยังบดดิน ก้อนดินแดงกระแทกข้อเท้า เขาเอียงตัวครึ่งก้าวก่อนยืนได้ ฝุ่นเทากระพือขึ้นท่วมชายเสื้อ และในเวลาที่เขาเงยหน้าขึ้น เสียงล้อเกวียนก็ห่างออกไปทางทิศตะวันออกแล้ว
ไม่มีคำอำลา
ไม่มีคำกำชับ
ไม่มีแม้แต่การหันกลับมาดูว่าคนที่ถูกส่งมาตายยืนขึ้นได้หรือไม่
หลินเซวียนมองตามรถเกวียนจนมันหายเข้าไปในแนวหมอกบาง จากนั้นจึงก้มเก็บห่อผ้าใบเก่าที่ถูกโยนลงมาข้างเท้า ข้างในมีเสบียงแห้งสำหรับสองวัน น้ำหนึ่งกระบอก ผ้ากรองลมผืนหนึ่งที่ขอบไหม้ดำ และแผ่นไม้เล็ก ๆ ประทับตราสำนักไว้เพียงพอให้คนรู้ว่าเขาไม่ได้หลงทางมาที่นี่เอง
ของทั้งหมดเบากว่าที่ควร เบาแบบเดียวกับชีวิตคนที่สำนักตัดออกจากบัญชีแล้ว
เขาสะพายห่อผ้าขึ้นบ่าโดยไม่รีบ ความเจ็บที่ข้อเท้ากระจายขึ้นมาเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงขั้นทำให้เดินช้า เขาเก็บมันไว้เป็ข้อมูล ไม่ใช่เหตุผลให้หยุด
ข้างหน้าคือหมู่บ้านเถาดำ
รั้วไม้ซุงผุพังล้อมรอบหมู่บ้านอย่างต่ำ ๆ คล้ายสร้างขึ้นเพื่อกันลมมากกว่ากันคน บนยอดเสามีขนนกสีดำผูกเป็พวงสามกลุ่ม บางพวงหลุดจนเหลือแต่เชือกแห้งกระดิกในลม หลังคาดินเผาหลายหลังซ้อนอยู่หลังรั้ว ควันบางลอยจากปล่องสองสามจุด ควันจางของคนที่ประหยัดฟืน ไม่ใช่ควันอุ่นของหมู่บ้านที่ยังมีชีวิตเต็มแรง
ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านไม่ใช่สีฟ้าปิดเมฆ มันเป็สีเทาหม่น เหมือนเพดานของห้องปิดตายที่ถูกทิ้งไว้นานจนอากาศข้างในเริ่มเน่า
หลินเซวียนหายใจเข้าช้า ๆ กลิ่นแรกที่แตะปอดคือกลิ่นเถ้าแห้ง ไม่เหมือนเถ้าธูป ไม่เหมือนเถ้าไม้ มันไม่มีความอุ่นของสิ่งที่เคยเป็ฟืน หากเป็เถ้าแร่ เถ้าหิน เถ้าของบางสิ่งที่ถูกเผาจนไม่เหลือความเป็สิ่งมีชีวิต ขมที่โคนลิ้น แห้งที่ลำคอ และใต้กลิ่นนั้นยังมีอีกชั้นหนึ่ง จางมาก แต่คมพอให้เขานึกถึงลานคัดศิษย์เมื่อวาน
กลิ่นโลหิตไหม้
คำสั่งของผู้าุโ เสียงหัวเราะในลานพิธี และคำว่าไร้พลังเซียนที่ถูกเขียนทับชื่อของเขาในบัญชีสำนักตามมาถึงที่นี่ได้เร็วกว่าเขาเสียอีก
หลินเซวียนก้าวไปยังประตูรั้ว
ประตูหมู่บ้านไม่ได้ปิด มันเพียงไม่เปิด ไม้กระดานขนาดแขนวางขวางช่องทางเดิน ไม่มีโซ่ ไม่มีกลไกล็อก เป็เพียงท่อนไม้ที่บอกว่าคนนอกยังไม่ถูกเรียกให้เข้า ด้านหลังประตูมีรอยเท้าสดบนดินเทาหลายคู่ แต่ไม่มีเสียงคน
เขาหยุดอยู่หน้าประตู
“มีคนอยู่หรือไม่”
ไม่มีคำตอบ
เขารอจนได้นับสิบในใจ ลมพัดขนนกดำบนยอดรั้วให้สั่นเบา ๆ เสียงเชือกแห้งเสียดกับไม้ดังแกรกเดียวแล้วเงียบ รอยเท้าหลังประตูใหม่มาก คนอยู่หลังรั้ว แต่ไม่้าตอบ
ดี อย่างน้อยที่นี่ไม่ได้ร้าง
หลินเซวียนยกไม้กระดานออก วางไว้ข้างประตูอย่างเรียบร้อย แล้วก้าวเข้าไป
ก้าวแรกที่ผ่านแนวรั้ว มีดสั้นจ่อคอเขาจากด้านขวา
คมมีดหยุดห่างิัเพียงครึ่งนิ้ว คนถือมีดยืนชิดเสาไม้ตรงมุมที่เงารั้วบังอยู่พอดี นางตัวเตี้ยกว่าเขาเล็กน้อย ผมมัดสูงหลวม ๆ เสื้อดำซักจนสีซีด ผิวหลังมือมีคราบขาวซึ่งล้างไม่ออกแล้ว
หลินเซวียนมองคราบนั้นก่อนมองดวงตาของนาง
ไม่ใช่เกลือ ไม่ใช่หินปูน
เถ้า
เถ้าที่ไม่ได้เกาะอยู่บนผิว แต่ซึมเข้าไปจนกลายเป็ส่วนหนึ่งของมือคน
ดวงตาของหญิงสาวไม่กลัวเขา มันเป็ดวงตาของคนที่กลัวมามากพอแล้ว จนวันหนึ่งตัดสินใจว่าไม่มีประโยชน์จะกลัวต่อไป
“สำนักส่งมา” นางพูด เสียงต่ำกว่าที่รูปร่างชวนให้คาด
“ใช่”
“มาทำอะไร”
“ส่งของ ตรวจทาง บันทึกฝนเถ้า”
“นั่นสำนักสั่ง” ปลายมีดกดขึ้นอีกนิด “เ้าล่ะ อยากทำอะไร”
หลินเซวียนมองตานางตรง ๆ “เอาตัวรอด”
มีดสั้นนิ่ง
คำตอบนั้นไม่ทำให้นางเชื่อ แต่ทำให้นางยังไม่กรีดคอเขา
“คนที่สำนักส่งมาก่อนเ้า สี่คน สองปี ไม่มีใครรอด” นางกล่าว “บางคนขโมยของหมู่บ้านก่อนตาย บางคนเปิดประตูตอนฝนเถ้ามาแล้วพาพิษเข้าเรือนคนอื่น บางคนคิดว่าตัวเองเป็ศิษย์สำนัก จึงควรได้กินก่อนคนแก่”
ระหว่างพูด นางเหลือบไปทางบ่อน้ำกลางหมู่บ้านเพียงเสี้ยวเดียว แล้วมองกลับมาที่เขา การเหลือบนั้นสั้น แต่พอให้หลินเซวียนเข้าใจว่าน้ำคือเส้นชีวิตที่นางพร้อมฆ่าคนเพื่อปกป้อง
“แล้วข้าควรเชื่อเ้าตรงไหน”
หลินเซวียนตอบโดยไม่รีบ “ไม่ต้องเชื่อ”
ปลายมีดนิ่งอยู่ใต้คาง
“ให้ข้าทำงานก่อน ถ้าขโมย ข้าตายคืนนี้ ถ้าเปิดประตูผิดเวลา ข้าตายก่อนคนอื่น ถ้าทำให้เด็กในหมู่บ้านเจ็บ เ้าฆ่าข้าได้เลย”
หญิงสาวหรี่ตา “พูดเหมือนคนเคยคิดเื่ตายไว้แล้ว”
“เมื่อวานสำนักส่งข้ามาที่นี่”
คำตอบนั้นทำให้นางเงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะสงสาร แต่เพราะรู้ว่าประโยคนั้นจริงเกินกว่าจะใช้เยาะ
“ถ้าเ้าทำให้คนในหมู่บ้านนี้เดือดร้อน” นางพูดเสียงราบ “ข้าจะไม่รอให้สำนักตัดสิน”
“เข้าใจ”
“ถ้าขโมยน้ำ”
“เข้าใจ”
“ถ้าแตะประตูตอนฟ้าเปลี่ยน”
“ข้าจะถอยก่อนเ้าพูดจบ”
ดวงตานางไหวเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้ม แต่เป็เสี้ยวของการประเมินใหม่
“ชื่อ”
“หลินเซวียน”
“เยี่ยชิงอี”
นางลดมีดลง ไม่ได้เชิญเขาเข้า เพียงแต่ไม่ขวางทางอีก
หลินเซวียนก้าวผ่านนางเข้าไปในหมู่บ้าน
หมู่บ้านเถาดำมีเรือนราวยี่สิบหลัง เรียงตัวรอบลานดินกลางที่มีบ่อน้ำก่อหินเก่า บ่อถูกคลุมด้วยผ้าหนาหลายชั้น รอยเถ้าดำเกาะขอบผ้าจนดูเหมือนสีเดิมของมันเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว เชือกผูกผ้าคลุมบ่อมีปมซ้ำสามชั้น แปลว่าคนที่นี่กลัวบางสิ่งตกลงไปในน้ำมากกว่ากลัวคนแอบตัก
หลินเซวียนเดินตามเยี่ยชิงอีและสังเกตโดยไม่พูด เรือนด้านซ้ายมีเด็กสี่ห้าคนนั่งอยู่หน้าประตู ผิวของพวกเขามีคราบขาวขึ้นถึงคอและใบหู เด็กคนหนึ่งไอแห้ง เสียงไอนั้นไม่เหมือนหวัด มันคล้ายมีผงละเอียดขูดอยู่ในลำคอ เรือนด้านขวาคือผู้เฒ่าสองคน แขนของคนหนึ่งมีลวดลายซีดกระจายใต้ผิว เหมือนเนื้อเยื่อข้างในถูกบางอย่างกัดจนแห้ง ชายที่อายุมากกว่านั่งพิงเสาไม้ หายใจช้า หนัก และไม่สม่ำเสมอ
ไม่มีอาหารสดแขวนอยู่หน้าเรือน ต้นไม้ข้างรั้วใบซีด ผักที่ตากไว้มีเถ้าเกาะจนขอบใบดำ ไก่ตัวหนึ่งยืนใต้ชายคา ไม่คุ้ยดิน ไม่ส่งเสียง มีเพียงดวงตาขุ่นที่มองฟ้าเหมือนสัตว์ตัวเล็กก็รู้ว่าท้องฟ้าที่นี่ไม่ใช่สิ่งควรไว้ใจ
หลินเซวียนเข้าใจแล้ว
ที่นี่ไม่ใช่คุกของเขาคนเดียว มันเป็หลุมฝังคนทั้งหมู่บ้าน เพียงแต่คนในหลุมยังหายใจอยู่ และสำนักชิงหลัวก็ส่งเขามาในฐานะคนที่ควรค่อย ๆ กลายเป็เถ้าเพิ่มอีกหนึ่งชื่อ
เยี่ยชิงอีหยุดหน้าเรือนว่างกลางหมู่บ้าน ฝาเรือนมีรอยเถ้าดำเกาะ หลังคายังไม่พัง ประตูเอียงเล็กน้อยแต่ปิดได้
“นอนได้ที่นี่” นางพูดโดยไม่หัน “น้ำสะอาดตักที่บ่อก่อนลมบ่าย หลังเที่ยงอย่าแตะน้ำถ้าไม่ได้กรอง”
“เพราะอะไร”
“เถ้าบางลงมาตอนบ่าย มองไม่เห็น แต่อยู่ในน้ำ”
หลินเซวียนมองบ่อน้ำที่ถูกคลุมผ้าหลายชั้น
กฎข้อแรก น้ำไม่ได้สะอาดเพราะมองใส
“คนที่สำนักส่งมาก่อนข้า” เขาถาม “ไม่มีใครฟังกฎนี้หรือ”
เยี่ยชิงอีหันกลับมา “บางคนคิดว่ากฎของหมู่บ้านต่ำกว่าคำสั่งสำนัก บางคนไม่ทันเรียนรู้ บางคนเรียนรู้แล้วแต่สายเกินไป”
“ข้าจะฟัง”
“ทุกคนพูดได้”
“งั้นให้ข้าฟังจนเ้าจับผิดได้”
นางมองเขานานพอให้ลมพัดกลิ่นเถ้าผ่านระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง
“เราดูกันไป”
คำตอบนั้นไม่ใช่การต้อนรับ แต่ในหมู่บ้านแบบนี้ การไม่ถูกไล่ออกทันทีอาจนับเป็ประตูบานแรกแล้ว
บ่ายของวันแรก หลินเซวียนเดินไปยังขอบหมู่บ้านด้านตะวันตก
เขาไม่ได้ทำเพราะว่าง ไม่มีใครในที่แบบนี้ว่างจริง เขาเดินเพราะต้องรู้ว่ากำแพงอยู่ที่ไหน ลมเข้าทางใด บ่อน้ำห่างจากประตูกี่ก้าว เรือนว่างของตนห่างจากที่หลบภัยแค่ไหน และถ้าต้องหนี เขาจะตายตรงจุดใดก่อน
ทิศตะวันตกคือคำตอบที่เลวร้ายที่สุด
เมฆที่สะสมอยู่บริเวณนั้นเข้มขึ้นั้แ่ตอนเช้า ขอบล่างเลื่อนต่ำลงเรื่อย ๆ ไม่ใช่เมฆฝนธรรมดา ฐานของมันดำคล้ำเหมือนเขม่าที่กำลังจะหลุดจากก้นเตาหลอม ฟ้า้ายังนิ่งเกินไป นิ่งแบบคนกลั้นหายใจก่อนลงมือ
หลินเซวียนยกมือขึ้นแตะลม
ลมเย็น แต่ไม่ชื้น
ฝนธรรมดาควรพาความชื้นมา สิ่งนี้พากลิ่นโลหะไหม้มาแทน
เขาหันกลับเข้าหมู่บ้าน แต่ยังไม่พูดทันที
คนเฝ้ายามสองคนยืนอยู่ใกล้ประตู คนหนึ่งเงยหน้ามองเมฆตะวันตกสลับกับเชือกบนรั้ว อีกคนถือถังน้ำครึ่งถัง สีหน้าทั้งคู่ไม่ใช่ไม่รู้เื่ พวกเขารู้ดีเกินไปจนเถียงกันด้วยเสียงต่ำและเร็ว
“ถ้าปิดตอนนี้ บ่อน้ำฝั่งเหนือยังไม่ได้มัดผ้าชั้นนอก” ชายถือถังกล่าว
“ถ้ารอจนได้ยินเสียงแรก เด็กฝั่งตะวันตกจะวิ่งไม่ทัน”
“เมื่อเช้าข้าเห็นฐานเมฆ ยังไม่ควรลงก่อนยามเย็น”
“วันนี้ลมชั้นบนผิด”
ไม่มีใครในหมู่บ้านนี้โง่พอจะไม่รู้จักฝนเถ้า ปัญหาคือทุกการตัดสินใจมีราคา ปิดเร็วเกินไป คนที่ยังตักน้ำ เก็บฟืน หรือพยุงคนป่วยจะติดอยู่นอกจุดปลอดภัย ปิดช้าเกินไป พิษจะเข้าหมู่บ้านก่อนคนสุดท้ายถึงประตู
หลินเซวียนเดินเข้าไปใกล้พอให้ทั้งสองได้ยิน แต่ไม่ใกล้พอให้ดูเหมือนออกคำสั่ง
“กลิ่นมาก่อนลม”
ชายทั้งสองหันมาพร้อมกัน
คนถือถังขมวดคิ้ว “ว่าอะไร”
“ลมชั้นล่างยังนิ่ง แต่กลิ่นโลหิตไหม้เข้ามาจากข้างรั้วตะวันตกแล้ว” หลินเซวียนยกมือชี้ต่ำกว่าฐานเมฆ “ถ้ากลิ่นมาก่อนเมฆ แปลว่าฝนชุดนี้ไม่ได้รอชั้นลมสูง มันเคลื่อนต่ำกว่าปกติ”
ชายที่จับเชือกรั้วมองฟ้าอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้มองฐานเมฆ เขามองแนวหญ้าแห้งนอกหมู่บ้าน เศษเถ้าเล็ก ๆ ที่ติดปลายหญ้าเริ่มสั่นผิดทิศกับธงผ้าเหนือรั้ว
สีหน้าของเขาเปลี่ยน
“ปิดครึ่งหมู่บ้านก่อน” เขาะโ “เด็ก คนแก่ เข้าตะวันออก! บ่อน้ำเหนือใช้ผ้าชั้นเดียวพอ มัดแล้วถอย!”
อีกคนไม่รอคำซ้ำ เขาทิ้งถังน้ำไว้ข้างประตู วิ่งเข้าไปในหมู่บ้านและะโรับคำสั่ง เสียงแรกแตกเป็เสียงที่สอง เสียงที่สาม แล้วทั้งหมู่บ้านก็ขยับพร้อมกันอย่างชำนาญเกินกว่าจะเป็ความตื่นตระหนกธรรมดา
ผ้าคลุมถูกดึงออกจากราว เด็ก ๆ ถูกไล่เข้าเรือน คนแก่ถูกพยุงขึ้น บ่อน้ำถูกมัดปมเพิ่มเท่าที่ทัน ประตูหน้าต่างปิดลงทีละบาน เสียงไม้กระทบกันดังสั้นและหนัก ชาวบ้านไม่ได้รอให้หลินเซวียนบอกว่าต้องทำอะไร พวกเขารู้หน้าที่ของตนอยู่แล้ว สิ่งที่เขาให้ไปเป็เพียงข้อมูลหนึ่งชิ้นที่ทำให้การตัดสินใจเอียงไปทางรอดเร็วขึ้น
เยี่ยชิงอีปรากฏตัวข้างหลินเซวียนโดยไม่มีเสียง
“เ้าพูดอะไรกับพวกเขา”
“กลิ่นมาก่อนเมฆ”
“เ้าดมออกหรือ”
“ยังไม่ชินพอจะไม่รู้สึก”
คำตอบนั้นทำให้นางเงียบ
คนที่อยู่กับเถ้านานเกินไปบางครั้งแยกกลิ่นเถ้าใหม่จากเถ้าเก่าได้ช้าลง ไม่ใช่เพราะโง่ แต่เพราะร่างกายถูกบังคับให้อยู่กับพิษจนเรียนรู้ที่จะไม่สะดุ้งทุกครั้งที่มันแตะจมูก
เยี่ยชิงอีสบถเบามาก “คนใหม่ก็มีประโยชน์อยู่เื่หนึ่ง”
หลินเซวียนไม่ตอบ
ประโยชน์คือสิ่งแรกที่ทำให้คนอยู่รอดได้ในที่ที่ความสงสารหมดราคา
“เข้าเรือน” เยี่ยชิงอีกล่าว “ห้ามออกมาจนกว่าจะได้ยินสัญญาณหยุด”
“ข้ายังไม่รู้ว่าเรือนข้าอยู่ตรงไหน”
นางหันมามองเขาเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าคนที่ตนปล่อยเข้าหมู่บ้านยังไม่รู้ทางหนี
“บ้าเอ๊ย ตามมา”
นางคว้าแขนเสื้อเขาแล้วลากออกวิ่ง
พวกเขาตัดลานดินกลางหมู่บ้าน หลินเซวียนจับทิศได้ว่าเรือนที่นางพาไปอยู่ฝั่งตะวันออก ไกลจากแนวเมฆที่กำลังมา เื้ัมีเสียงประตูปิด เสียงเด็กร้อง เสียงคนลากถังน้ำ เสียงคนแก่ไอเหมือนลมหายใจถูกขูดด้วยทราย แล้วเสียงเ่าั้หยุดลงพร้อมกันเกือบหมด
หมู่บ้านเงียบ
ไม่ใช่ความเงียบตอนเขามาถึง ความเงียบตอนนั้นคือการไม่ต้อนรับ ความเงียบตอนนี้คือการกลั้นหายใจรอมีดตกจากฟ้า
เสียงแรกมาถึงจากหลังคาเรือนตะวันตกสุด
แกรก
ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง
เป็เสียงเม็ดเล็ก ๆ กระทบดินเผาจากที่สูง คล้ายทรายถูกโปรยลงมา แต่หนักกว่า คมกว่า และไม่มีความชื้นของฝน
แกรก แกรก แกรก
เสียงนั้นขยายจากหลังคาหลังแรกไปหลังที่สอง หลังที่สาม ไล่จากตะวันตกมาทิศกลางเร็วเกินกว่าคนจะวิ่งข้ามลานได้
เยี่ยชิงอีหันกลับมา
“วิ่ง”
หลินเซวียนไม่ถาม
ทั้งสองพุ่งไปทางเรือนด้านตะวันออก เสียงบนหลังคารอบตัวดังถี่ขึ้นจนเหมือนมีมือมหึมาขูดเถ้าจากท้องฟ้าลงบนหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน
เม็ดแรกตกลงบนหลังมือหลินเซวียน
มันไม่เจ็บในทันที
นั่นทำให้มันน่ากลัวกว่า
มันเกาะผิวอยู่หนึ่งลมหายใจ ััเย็นผิดธรรมชาติ แล้วแห้งแตกออกเอง ทิ้งความชาเล็ก ๆ ไว้ที่จุดนั้น ราวกับิับริเวณนั้นถูกใครสั่งให้ลืมว่าควรรู้สึกอย่างไร
เม็ดที่สองตกบนไหล่ เม็ดที่สามแตะคอเสื้อ เม็ดที่สี่แตกบนเส้นผม ฝนเถ้า์ไม่ได้เทลงมาเหมือนฝน มันไล่ล่า
เยี่ยชิงอีถึงประตูก่อน นางผลักบานไม้เปิด หลินเซวียนก้าวตามเข้าไปในจังหวะเดียวกับที่ลมจากตะวันตกกระแทกหลังเขา
ลมนั้นพาบางสิ่งเข้ามาด้วย
ไม่ใช่กลิ่นเถ้าแร่ที่เขาได้กลิ่นมาตลอดวัน แต่เป็กลิ่นลึกกว่า แหลมกว่า เหมือนโลหะร้อนถูกจุ่มลงในเืเย็น และใต้กลิ่นนั้นมีบางอย่างที่ไม่มีชื่อในความทรงจำของเขา
มันเข้าปอดเขาครึ่งลมหายใจก่อนประตูจะปิดสนิท
หลินเซวียนกลั้นหายใจทัน
แต่ไม่ทันพอ
เส้นปราณที่ลำคอแน่นขึ้นเหมือนมีเส้นด้ายดำพันรอบจากด้านใน บางสิ่งเล็กมาก หนักมาก ตกลงไปในอกพร้อมอากาศครึ่งลมหายใจนั้น มันไม่ใช่ฝุ่นธรรมดา ไม่ใช่ควัน ไม่ใช่เถ้าที่ปัดออกได้จากิั
เขาไม่ไอ ไม่สำลัก ไม่ทรุดให้เยี่ยชิงอีเห็น
แต่ปลายนิ้วที่กำห่อผ้าอยู่เย็นลงทีละนิ้ว ความเย็นนั้นไม่ได้อยู่บนผิว มันแทรกเข้าไปตามเส้นเล็ก ๆ ในมือ แล้วค่อย ๆ ขยับขึ้นสู่ข้อมือ เหมือนพิษกำลังเรียนรู้ทางเดินในร่างเขาอย่างใจเย็น
เยี่ยชิงอีดันสลักประตูลง แล้วหันมามองเขา
“สูดเข้าไปหรือไม่”
หลินเซวียนกลืนรสขมที่ขึ้นมาถึงโคนลิ้น
“ครึ่งลมหายใจ”
สีหน้าของนางนิ่งลงในแบบที่เลวร้ายกว่าใ
นางรู้ว่าครึ่งลมหายใจหมายถึงอะไร
หลินเซวียนก็เริ่มรู้
ด้านนอก ฝนเถ้ากระแทกหลังคาไม่หยุด เสียงมันเหมือน์กำลังบดสิ่งที่เหลืออยู่ของหมู่บ้านให้ละเอียดลงอีกชั้น เขายืนอยู่ในเรือนมืด กลิ่นพิษติดอยู่ในอก ปลายนิ้วชา ลำคอฝืด และทุกลมหายใจหลังจากนั้นต้องถูกบังคับให้สั้นลง ไม่ใช่เพราะเขากลัวเจ็บ แต่เพราะร่างกายเริ่มไม่ไว้ใจอากาศของโลกนี้แล้ว
เขาเข้าใจชัดเจนว่าตนไม่ได้ถูกส่งมายังหมู่บ้านของคนเป็
เขาถูกส่งมายังสถานที่ที่์ใช้ตรวจว่าคนใดตายช้าได้แค่ไหน