เสียงยกจอกชากระทบกับจานรองที่วางอยู่บนโต๊ะ แม้ไม่ดังแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เฝิงหรานที่ฟุบหลับอยู่ข้างที่นอนตื่นขึ้นมาในทันที
“ คุณหนู หากท่านจะดื่มน้ำเหตุใดไม่เรียกบ่าวก่อน ชาเย็นชืดไม่ดีต่อสุขภาพท่านนะ” เฝิงหรานเริ่มต้นบ่นแต่เช้า พลันลอบมองหน้าของกู้เซียนเซียนไปด้วย สีหน้านางสดชื่นแจ่มใสเหมือนทุกวัน ไม่มีความอิดโรยหลงเหลืออยู่ รวมถึงความทรงจำของเมื่อคืนที่ผ่านมาด้วย
ผิดกับนางที่ตอนนี้ใต้ตาคงจะหมองคล้ำไปหมดแล้ว นางรีบลุกขึ้นเพื่อไปต้มน้ำชามาใหม่แต่ฉับพลันร่างบางกลับเซถลาไปด้านข้างจนล้มลงบนที่นอน เด็กหญิงเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้าไปหานางทันทีก่อนโค้งตัวลงไปช่วยประคองเฝิงหราน
“ เ้าทำไมมานอนอยู่ที่ตรงนี้ ทำไมไม่ไปนอนที่เรือนข้าง อย่าบอกนะว่านอนหลับอยู่ที่ข้างเตียงข้าทั้งคืน” เซียนเซียนเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย
“ บ่าวเพิ่งเข้ามาถึงตอนเช้ามืดนี่เอง เห็นคุณหนูเหมือนหลับไม่สบายจึงมานอนเฝ้าอยู่ข้างๆนี่ “ เฝิงหรานตอบกลับก่อนค่อยๆลุกขึ้นมาใหม่อีกรอบ
“ ท่านรอข้าที่นี่ ข้าจะรีบไปต้มน้ำมาให้ท่าน อย่าดื่มชาเย็นเหล่านี้อีกเลย “ นางเอ่ยต่ออย่างเอาใจใส่ก่อนผละจากไปบนความงุนงงกลายๆของกู้เซียนเซียน
“ อืม” เซียนเซียนตอบกลับไปสั้นๆตามแบบฉบับของนาง สมองของนางกำลังไล่ทบทวนสิ่งที่ไม่ถูกต้องอยู่ขณะนี้
ั้แ่ที่นางตื่นขึ้นมาก็เป็เวลาที่สายมากแล้ว ดวงอาทิตย์แทบจะเลยหัวนางไปทิศตะวันตกแล้ว แท้จริงในเวลานี้หากเป็เช่นทุกวัน นางจะต้องฝึกท่องคัมภีร์เบญจศาสตร์อยู่ที่หอตำราร่วมกับศิษย์คนอื่นๆ แต่วันนี้กลับไม่มีใครมาตามนางเลย
‘ หรือตามแล้วแต่นางไม่ตื่น ‘
‘ หากไม่ตื่น เฝิงหรานก็ควรจะปลุก ?? ‘ ทุกวันที่นางตื่นสาย ก็มีเฝิงหรานคอยเรียกให้นางลุกขึ้นอยู่เสมอ
‘ แต่ก็ดีเหมือนกันนางจะได้เร่งไปตามเอาจี้หยกของนางคืน ‘
เฝิงหรานตอนนี้อยู่ในห้องพักผ่อนของอาจารย์หญิง รายงานสุขภาพของเด็กหญิงให้กับอาของนางทราบ
อาจารย์หญิงพยักหน้ารับอย่างอ่อนโยน และแจ้งแก่เฝิงหรานให้กู้เซียนเซียนหยุดพักไปก่อนใน่วันสองวันนี้
ตอนที่เฝิงหรานจากไป อาจารย์หญิงจึงหลับตาลง ในมือยังคงไล่ลูกประคำไปเรื่อยๆ ก่อนระบายลมหายใจออกมา ‘พี่สาว ท่านทำเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือ’
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องพัก กู้เซียนเซียนรู้ว่านี่เป็โอกาสอันดีที่นางจะไปขอร้องคุณชายเซียวให้คืนสิ่งของแก่นาง
นางรีบกินอาหารอย่างรวดเร็ว ต่อด้วยชามยาสีดำที่เฝิงหรานบอกว่าเป็ยาที่ช่วยให้นอนหลับได้ดี นางจึงดื่มรวดเดียวจนหมดก่อนจะวิ่งออกจากห้องไป ท่ามกลางสายตาห่วงใยตามหลังของบ่าวผู้ภักดี
หลังเดินไปที่ลานด้านหลัง แล้วรออยู่ซักพัก เซียวหลงก็ปรากฏตัวเหมือนนัดกันไว้
“คารวะคุณชายสาม” เซียนเซียนกล่าวทักทายบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างนอบน้อม
“ เ้าหายแล้ว “ เขาเอ่ยปากถามกลับ
“ ข้าเป็อะไรหรือ “ นางเอียงคอถามยังคงไม่เข้าใจอยู่บ้าง
‘ นางกำลังเล่นละครอะไรกันแน่’ เซียวหลงเพ่งมองไปที่นาง
‘ หรือจะจำเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ได้ ’
“ มานี่สิ “ เขาควักมือเรียกนางเข้ามาไกล้ๆ ตอนที่นางก้าวขาเข้าไปใกล้เขา เซียวหลงก็คว้าข้อมือเล็กบอบบางของนางขึ้นไปจับชีพจรทันที
‘ อืม ชีพจรลอย อ่อนกำลัง มีภาวะพร่องไปทางชุ่น(寸)จริงๆ ‘ หลังจากได้คำตอบเซียวหลงจึงค่อยๆปล่อยมือนางลงก่อนมองไปที่สายตาสับสนของนาง
“ ไม่มีอะไร เห็นเ้าลมเพลมพัดเช่นนี้ข้าเพียง้าตรวจดูให้แน่ใจ “ เขายังคงเอ่ยต่ออีกประโยค
“ ที่แท้ท่านตรวจโรคเป็ด้วย “ นางเอ่ยขึ้นด้วยประกายตาที่เปลี่ยนไป “ ท่านตรวจให้อาจารย์หญิงบ้างสิ “
เข้ารู้ว่าอาจารย์หญิงที่นางพูดถึงเป็ใคร แต่คำตอบที่เอ่ยออกมาก็ชัดเจนและตัดบท
“ หึ ไร้สาระ เ้าแค่เห็นค่าจับชีพจรเป็ ก็จะให้ข้าไปตรวจโรคให้คนโน้นคนนี้แล้ว ต่อให้โง่งมขนาดไหนก็ไม่ควรจะเชื่อถืออะไรง่ายๆเช่นนี้
ข้าแค่ป่วยมานาน จนจับชีพจรตัวเองเป็เท่านั้น จ่ายยาหรือรักษาใครไม่ได้ทั้งนั้น อย่าได้เดาสุ่มเช่นนี้อีก “ เขาไผล่มองไปที่นางก่อนบ่นนางยาวต่อเนื่อง นี่คงเป็ประโยคที่เขาพูดกับคนอื่นยาวที่สุดในชีวิตแล้วกระมัง
“ คุณชายถ้าอย่างนั้น ที่ท่านจับชีพจรให้ข้า เพราะข้าป่วยหรือ “ นางยังคงถามเขาต่อโดยปราศจากทีท่าหวาดกลัว แม้เขาจะไร้น้ำใจกับนางก่อนหน้า เด็กหญิงก็ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจ
เขาอ่อนอกอ่อนใจกับการตอบคำถามของนางอยู่บ้าง หากนางจำไม่ได้ว่าเมื่อคืนนางป่วยอย่างไร และไม่มีคนบอกอะไรกับนาง จะให้เขาซึ่งเป็คนนอกบอกกล่าวอะไรกับนางกัน
“ ข้าเพียงเห็นเ้าคุ้มดีคุ้มร้าย จึงคิดว่าสมองเ้าอาจมีปัญหาถึงอยากตรวจให้รู้แจ้ง ซึ่งข้าบอกเลยว่ามันเป็เช่นนั้นจริงๆ” เขายังคงพูดจากระทบกระเทียบนางต่อไป
“ มานั่งตรงนี้ เขาชี้ไปที่เก๋งด้านหลังของลาน “ ไม่ใช่ตรงก้อนหินที่เคยนั่งเมื่อวาน ที่ตรงเก๋งโล่งกว้างไม่มีเศษใบไม้ มีเพียงเพิงหน้าผาไม่สูงนักอยู่ฝั่งด้านข้างโดยมีราวกั้นสูงขวางอยู่ เขาก้าวยาวๆเดินนำออกไป
ตรงเก๋งนั้นปรากฏฉินอยู่ 1ตัว เขานั่งที่ด้านหน้าของฉิน เมื่อเห็นนางใช้ขาสั้นๆวิ่งตามมาทันแล้ว เขาก็เริ่มปล่อยปลายนิ้วไล้ลงไปบนฉินเป็บทเพลงง่ายๆหนึ่งบท
“ เ้าลองทำดู “ เขาย้ายฉินไปที่ด้านหน้านางเมื่อเห็นนางนั่งเรียบร้อยดีแล้ว ก่อนสั่งให้นางเล่นตามเขา แม้จะเอ่ยด้วยเสียงไม่ดัง แต่ก็ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธเช่นกัน
กู้เซียนเซียนยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด นางถึงต้องมาฝึกเล่นฉินกับนายท่านสาม แต่เพราะนี่อาจเป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้นางได้จี้หยกคืน นางจึงไม่ปฏิเสธ
แน่นอนว่าฝีมือของนางช่างน่าอนาถนัก เซียวหลงเองก็กำลังคิดว่าบางทีเขาอาจคิดผิดที่เลือกใช้วิธีนี้กับนาง
หากบอกว่านางกำลังดีดฉิน เรียกว่านางกำลังเกาคางให้ม้าหรือวัวจะดีกว่า
ในฝั่งของกู้เซียนเซียน ถึงฝีมือนางจะไม่ดี แต่การเรียนฉินเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลาไปอยู่กับหนานข่ายหลี่อีกครั้ง ไม่รู้ว่าตอนนี้ พี่ชายหนานจะเป็อย่างไรบ้างแล้ว บทเพลงสายลมแห่งทิศบูรพาที่เขาสอนนาง นางก็ฝึกฝนอยู่ตลอด เพียงแต่นางไม่อยากดีดให้คนอื่นฟังเท่านั้น เพราะคนแรกที่นางตั้งใจจะดีดให้ฟังคือคนที่สอนนางนั่นเอง
นางอมยิ้มไปดีดฉินไป ท่าทางเป็สุขเสรีย์ยิ่งนัก จนเซียวหลงนึกประหลาดใจกับทีท่าของนาง นางไม่โกรธและไม่กลัวที่เขาดุนางอยู่แทบตลอดเวลา หากเทียบกับคนอื่นๆ เขาแค่ชายตามองโดยไม่ต้องเอ่ยอะไรออกไป คนพวกนั้นก็แตกกระเจิงหนีออกห่างจากเขาไปหลายลี้
นี่เป็ความท้าทายของเขาอยู่บ้าง เขาจะดูว่าเด็กหญิงคนนี้จะทนเขาได้ซักเท่าไหร่
“ เ้าวางมือผิด “
“ จังหวะผิดแล้ว “
“ นี่เ้าโง่หรือเปล่า ดีดข้ามจังหวะไปแล้ว “
“ โง่งม ผิดที่เดิมสามรอบติด เ้าตั้งใจยั่วโมโหข้าใช่หรือไม่ “
….
….
ตลอดสองชั่วยามที่ยาวนาน กู้เซียนเซียนก็สามารถดีดเพลง “ ง่ายๆ “ เพลงนั้นของเซียวหลงได้
“ เพลงนี้มีชื่อว่าอะไร “ นางถามหลังจากทบทวนเพลงและดีดให้เขาฟังอีกรอบ ‘ข้าดีดพอได้แล้ว ท่านคืนจี้หยกให้ข้าได้แล้วกระมัง’
“ เ้าชื่ออะไร “ ชายหนุ่มย้อนถามเสียงห้วนกลับไป โดยไม่ได้ให้คำตอบแก่นาง
“ ท่านไม่รู้จักชื่อข้าหรือ “ นางเอียงคอถามด้วยความสงสัย
‘ ข้าย่อมต้องรู้จักชื่อของเ้า คุณหนูสี่ ‘ เขาคิดอยู่ในใจ แต่ภายนอกเขาส่ายหัวเป็การตอบกลับนาง
“ ข้าแซ่กู้ นามเซียนเซียน เซียนที่แปลว่าผู้บำเพ็ญเพียร (仙 ) “ นางทำท่าขีดเขียนบนพื้นโต๊ะให้เขาดู
“ เพลงนี้ชื่อเพลงเซียนเซียน เ้าไปฝึกเถอะ มันไล่สายครบทั้งเจ็ดเส้น หากเ้าฝึกได้จนข้าพอใจ ข้าสัญญาจะคืนจี้หยกให้เ้า “
“ เพลงนี้ชื่อเดียวกับข้างั้นหรือ เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินมันมาก่อน “ เด็กหญิงมองไปทางเขาตั้งคำถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
‘ เ้าจะไปรู้จักมันมาก่อนได้ยังไง ก็ข้าเพิ่งแต่งขึ้นเมื่อคืนนี้เอง ‘ เขาไม่ได้ตอบคำถามนาง เพียงแต่เงยหน้าขึ้นมามองนางช้าๆ ก่อนพละสายตามองตรงไปที่หน้าผาเบื้องหน้าแทน
“ มันไม่มีที่มาที่ไปอะไรทั้งนั้น เ้าเอาฉินตัวนี้ไปฝึก แล้วมาดีดให้ข้าฟังที่นี่ทุกวันในยามเซิน ( 15-17.00 น ) “
“ จนกว่าข้าจะพอใจ “ เขากล่าวย้ำประโยคเดิมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนเลื่อนฉินตรงหน้านางกลับมาที่ด้านหน้าเขา
เขาบรรเลงเพลงเซียนเซียนซ้ำให้นางดูอีกรอบ แต่รอบนี้ เขาเพิ่มจังหวะดีดพรมนิ้วเข้าไปอีก ทำให้บทเพลงที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรในตอนแรก บัดนี้กลายเป็เพลงบรรเลงขั้นสูงที่มีความซับซ้อนขึ้นมาทันที กู้เซียนเซียนมองเขาดีดฉินอย่างใจลอย เขาแค่ขยับปลายนิ้วเบาๆ ก็สรรสร้างบทเพลงที่ปลอบประโลมโลกได้ถึงเพียงนี้ นับว่าทั้งคนทั้งเพลงช่างเหมาะสมกับความสงบเยือกเย็นดุจดั่งได้หลุดพ้นจากห้วงมรรคา
เซียวหลงเดินกลับมาที่ห้องพัก เพื่อฟังรายงานขององรักษ์สองคนของเขาเช่นที่ทำอยู่ทุกวัน
หลังฟังรายงานเื่ราวต่างๆในเมืองหลวงจบ
ฉินสี่ซึ่งเป็คนที่ตัวเล็กกว่า เอ่ยถามเซียวหลงขึ้นมา “ นายท่าน ท่านจะอยู่ที่นี่ถึงเมื่อไหร่ “
เซียวหลงไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่ทำให้เขาหวนนึกถึงเหตุการ์เมื่อตอนสายขึ้นมา
เขาใช้พิณสะกดิญญาซึ่งจะมีผลต่อผู้ที่มีอารมณ์อ่อนไหวรุนแรงเช่นเดียวกับเด็กหญิงแซ่กู้คนนั้น นับเป็วิชามารแขนงหนึ่งที่เขาได้ศึกษามานานตลอดหลายปีนี้ ชีพจรของนางอ่อนแอและบอบบางทำให้สูญเสียการควบคุมตนเองได้ง่าย ประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทำให้เขายิ่งมั่นใจว่านางไม่มีแม้แต่เกราะป้องกันตนเอง การใช้บทเพลงสะกดจิตย่อมทำกับนางได้อย่างง่ายดาย
เขาค่อนข้างพอใจกับผลลัพท์ที่ได้ แม้จะยังไม่ได้รายละเอียดที่เขา้า อาจเพราะนายท่านกู้น่าจะระมัดระวังตัวอยู่มาก ดูท่าไม่ใช่พ่อค้าทั่วไปที่เปิดเผยรายละเอียดต่างๆของตนให้คนในบ้านรับรู้ ตอนนี้พวกเขาเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าในจวนตระกูลกู้ นอกจากนายท่านกู้แล้ว ยังมีใครที่รู้เื่ราวซับซ้อนพัวพันมาถึงราชสำนักอีกบ้าง และคนที่เขาสงสัยอยู่ตอนนี้คือกู้ฮูหยิน มารดาของกู้เซียนเซียนนั้นเอง
ในห้วงเวลาสั้นๆที่นางไม่เป็ตัวของตัวเองอยู่นั้น นางเล่าว่ามารดาของนางไม่ได้ทำดีกับนางมากนัก บิดายิ่งดูดายมุ่งทำแต่การค้า สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ได้ผิดไปจากข้อมูลที่เขาสืบมาได้ก่อนหน้า
แต่เขายังมีเวลาที่จะสอบถามนางไปเรื่อยๆทั้งใน่เวลานี้และในอนาคต
แต่หากคนๆหนึ่งถูกสะกดิญญาไปเรื่อยๆ จะไม่เป็ผลดีกับสุขภาพในระยะยาว อาจถึงขึ้นฟั่นเฟือนจนไม่อาจแยกแยะระหว่างความจริงกับความฝันได้ เขาเองก็ไม่ได้เร่งร้อนอะไร ไม่จำเป็ต้องเร่งรัดเอาข้อมูลทั้งหมดกับนางตอนนี้ เฉพาะตอนนี้ที่เขาเองก็รู้สึกว่ากระทำการเอาเปรียบนางอยู่บ้าง หากมิใช่ว่าเขาไม่สามารถสืบหาข้อมูลใดๆจากนายท่านกู้ที่ดูเหมือนจะรอบคอบอยู่ตลอด หรือกระทั่งกับกู้หยุนซึ่งน่าจะไม่รู้เื่ราวต่างๆเช่นเดียวกัน เขาก็คงไม่เข้าหานางด้วยวิธีนี้
ตัวตนที่เขาแสดงกับนางทำให้บางครั้งเซียวหลงรู้สึกกระอักกระอ่วนยิ่งนัก เอาไว้หากผ่านเื่นี้ไปได้ เขาตั้งใจจะชดเชยให้นางตามสมควร
หวังว่าข้อสันนิฐานต่างๆของเขาและรัชทายาท จะไม่เกี่ยวข้องใดๆกับตระกูลพ่อค้าผ้าไหมแห่งนี้ เซียวหลงมุ่นคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ในมือยังคงกำจอกชาร้อนไว้แน่นด้วยมือข้างที่มีผ้าพันแผลสีขาวพันอยู่
แม้จะเป็เพียงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง แม้จะต้องถูกบังคับให้เลือกเส้นทางเดิน แต่จะมีเพียงคนฉลาดและผู้ที่มีความเด็ดขาดเท่านั้นที่จะอยู่รอดใน่เปลี่ยนถ่ายอำนาจในห้วงเวลานับจากนี้ไป
ฉินสี่และฉินหกต่างมองหน้ากันไปมา พวกเขาไม่รู้ว่านายของเขากำลังคิดเื่อะไรอยู่กันแน่ถึงได้ทำหน้านิ่วจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเช่นนี้
พวกเขายังคงยืนรอรับคำสั่งต่อไปเงียบๆ เสมือนไร้ตัวตนอยู่ในห้องพักของเซียวหลงกว่าค่อนคืน