เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 บทที่ 68 ความสัมพันธ์ยุ่งเหยิง

            “จริงด้วย คุณหนูใหญ่สกุลไป๋ทำตัวร้ายกาจอยู่ในจวนสกุลไป๋ทุกวี่ทุกวันจะยิงธนูเป็นได้อย่างไร?”

            เมื่อมีคนตั้งคำถามขึ้นมาสีหน้าของโหยวพิงถิงก็ฉาบไว้ด้วยความรู้สึกผิดอย่างจริงใจทันที

            “ขออภัยเจ้าค่ะพี่สะใภ้ข้าพูดผิดเสียแล้ว”

            ไป๋เซี่ยเหอส่ายศีรษะอย่างไม่ใส่ใจนางส่งคันธนูให้องครักษ์ จากนั้นก็ปรี่ไปตรงหน้าของฮั่วเยี่ยนไหวโดยไม่สนใจเสียงตั้งคำถามเหล่านั้น

            “เป็นอย่างไรเพคะ?”

            ฮั่วเยี่ยนไหวยกจอกสุราตรงหน้าขึ้นมาด้วยท่วงท่าสง่างาม“พอใช้ได้!”

            สิ้นเสียงของเขา ทุกคนในงานเลี้ยงต่างเงียบลงชั่วครู่

            ต่อมาพวกเขาก็เข้าใจทันทีที่แท้เซ่อเจิ้งอ๋องเป็นผู้สอนนี่เอง เช่นนั้นก็ไม่น่าแปลกใจ ผู้ใดไม่รู้บ้างว่ายามเซ่อเจิ้งอ๋องเข้าสู่สนามรบเมื่อปีนั้นสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญที่สุดคือการยิงลูกธนูสิบดอกพร้อมกัน ทุกดอกล้วนเข้าเป้าอย่างแม่นยำ!

            ทว่า...

            เซ่อเจิ้งอ๋องสอนไป๋เซี่ยเหอตั้งแต่เมื่อไรกัน?

            ทักษะเช่นนี้ไม่อาจฝึกฝนได้ภายในวันสองวันเป็นแน่

            ทว่าก่อนหน้านี้คุณหนูใหญ่สกุลไป๋เป็นคู่หมั้นของไท่จื่อไม่ใช่หรือ?

            เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้วก็ไม่กล้าคิดต่อ

            ความสัมพันธ์ช่างยุ่งเหยิงนัก!

            สีหน้าของฮั่วหมิงเชินหมองคล้ำจอกที่กำอยู่ในมือส่งเสียง ‘กร๊อบ’ เบาๆ ก่อนจะแตกออก

            สุราในจอกไหลออกมาตามรอยแตกมันไหลไปตามง่ามนิ้วก่อนจะนองอยู่บนพื้น

            ไป๋เซี่ยเหอมุ่นคิ้วโดยไม่ได้สนใจท่าทีกังขาของทุกคน นางนั่งลงข้างกายของฮั่วเยี่ยนไหวอย่างเป็นธรรมชาติโดยนั่งใกล้เขามากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

            “อย่าลืมคำสัญญาของท่านเสียเล่า”

            “ย่อมได้”

            ภาพการกระซิบกระซาบของทั้งสองตกอยู่ในสายตาของผู้คนและเป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเขารู้จักกันมานานแล้ว

            โหยวพิงถิงกำมือแน่นก่อนจะนั่งลงในตำแหน่งเดิมของตนเองด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ“พี่สะใภ้เก่งกาจจริงๆ เจ้าค่ะ”

            จากนั้นนางก็หันไปมองฮั่วเยี่ยนไหวที่ดูหล่อเหลาและสง่างาม“พี่ชาย...เซ่อเจิ้งอ๋องทรงสอนพี่สะใภ้ได้ดีจริงๆ เพคะ”

            “อืม”

            น้ำเสียงของฮั่วเยี่ยนไหวเฉยเมยไม่บ่งบอกอารมณ์ทว่ากลับเป็นการยอมรับกลายๆ ว่าเขาเป็นคนสอนไป๋เซี่ยเหอยิงธนู

            การยอมรับของเขาเพียงพอให้ไป๋เซี่ยเหอหลุดพ้นจากความยุ่งยาก

            “ท่านอ๋องกับพี่สะใภ้ช่างหวานชื่นกันเสียจริงเพคะ”

            ไป๋เซี่ยเหอหันไปมองโหยวพิงถิงด้วยสายตาเฉียบคมทว่ากลับพบเพียงแววตาที่ชื่นชมและใสบริสุทธิ์เท่านั้น

            ไป๋เซี่ยเหอจึงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม“วันหน้าเจ้าก็จะได้พบกับบุรุษที่รักและทะนุถนอมเจ้าเช่นกัน”

            เมื่อโหยวพิงถิงได้ฟังถ้อยคำนี้ก็มีท่าทีโศกเศร้าในทันใด

            “บนโลกนี้ไม่มีบุรุษที่รักและทะนุถนอมข้ามากที่สุดอีกแล้วเจ้าค่ะ”

            ฮั่วเยี่ยนไหวที่นั่งอยู่ข้างๆตัวแข็งทื่อ เขามีท่าทีเซื่องซึมและไม่พูดไม่จาใดๆ

            ทันทีที่งานเลี้ยงจบลง

            ไป๋เซี่ยเหอเดินตามหลังฮั่วเยี่ยนไหวไปและกล่าวขอบคุณ

            นางไม่ได้เอ่ยอย่างชัดเจนว่าขอบคุณเรื่องใดทว่าทั้งสองต่างรู้ว่าเป็นเรื่องของเซี่ยถิง

            ฮั่วเยี่ยนไหวชะงักฝีเท้าเขาไม่ได้เอ่ยอะไร และจากไปทันที

            “คุณหนูเซ่อเจิ้งอ๋องเป็นอะไรหรือเจ้าคะ?”

            ฝูเอ๋อร์ที่เมื่อครู่ไม่กล้าส่งเสียงกลับถามขึ้นด้วยความระมัดระวังนางสังเกตเห็นว่าอารมณ์ของฮั่วเยี่ยนไหวดูคล้ายจมดิ่งลง

            “ฝูเอ๋อร์เจ้าคิดว่าอันหนิงจวิ้นจู่เป็นอย่างไร?”

            ฝูเอ๋อร์ครุ่นคิด “บ่าวรู้สึกว่าอันหนิงจวิ้นจู่งดงามและน่าสงสารมากเจ้าค่ะ”

            “ถูกต้อง น่าสงสาร...”

            เมื่อกลับถึงจวนไป๋เซี่ยเหอก็รินสุราดอกท้ออุ่นๆ ใส่จอกและยกขึ้นจิบ

            “เซี่ยถิงเจ้ารู้ความเป็นมาของกริชเล่มนั้นหรือไม่?”

            เซี่ยถิงเดินเข้ามาจากด้านนอก เขาคารวะไป๋เซี่ยเหอด้วยความเคารพ จากนั้นก็เล่าในสิ่งที่ตนเองรู้ทั้งหมด

            “เจ้าบอกว่ากริชเล่มนั้นฮั่วเยี่ยนไหวเป็นคนทำขึ้นแล้วมอบให้แม่ทัพเวยอู่อย่างนั้นหรือ?”

            เช่นนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่เขามีท่าทีเช่นนั้น

            ว่ากันว่าหลังจากสงครามครั้งนั้นมีคนนำศพของแม่ทัพเวยอู่กลับเมือง เกราะของเขาพังยับเยิน ร่างกายมีร่องรอยถูกแทงทั้งตัวทว่ากริชกลับถูกเก็บรักษาในสภาพสมบูรณ์

            “ขอรับว่ากันว่าเซ่อเจิ้งอ๋องกับแม่ทัพเวยอู่มีความสัมพันธ์อันดีอย่างยิ่งเป็นทั้งอาจารย์ทั้งสหายขอรับ”

            ทว่าอันหนิงจวิ้นจู่คือทายาทเพียงหนึ่งเดียวของแม่ทัพเวยอู่

            เซี่ยถิงไม่ได้เอ่ยถ้อยคำนี้ออกไป

            “คุณหนูเช่นนั้นหากท่านอ๋องอภิเษกสมรสกับอันหนิงจวิ้นจู่ ท่านจะทำ...”

            ฝูเอ๋อร์ยังพูดไม่ทันจบประโยคก็ถูกเซี่ยถิงที่อยู่ข้างกายกระทุ้งศอกใส่อย่างแรง

            เซี่ยถิงรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อยไม่เห็นหรือไรว่านายท่านไม่สบอารมณ์? เหตุใดถึงยังพูดเรื่องนี้อีก?

            ยามดึก

            เป็นเวลาที่จวนสกุลไป๋ตกอยู่ในความเงียบสงัด

            ประตูของเรือนสุ่ยฉิงได้เปิดออก

            “นายท่าน”

            เซี่ยถิงปรากฏกายในเวลาที่สมควรเขาดูประหลาดใจเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด

            “ไปกันเถิดไปดูเรือนที่จิ่วหานเตรียมเอาไว้กัน”

            เรือนถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยมาสองสามวันแล้วเพียงแต่นางไม่ว่างไปดูเท่านั้นเอง ถือโอกาสที่วันนี้นอนไม่หลับพอดีไปเยือนสักครา

            เพื่อที่จะหลบเลี่ยงสายตาของผู้คนเรือนหลังนั้นจึงไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางของถนนอันพลุกพล่านในเมืองหลวง มันอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย

            ‘ก๊อกๆๆๆ’

            หลังเสียงเคาะประตูเป็นจังหวะดังขึ้นจิ่วหานก็เปิดประตูจากข้างในพร้อมกับหาวทีหนึ่ง

            “เข้ามานั่งสิขอรับ”

            ไป๋เซี่ยเหอตรงเข้ามาในเรือนโดยไม่ชายตามองสิ่งใดก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เรียกคนออกมาให้หมด”

            นี่คือสิ่งที่นางเคยสั่งไว้ในจดหมายกล่าวคือ หลังจากเรือนสร้างเสร็จแล้ว ให้พาตัวขอทานเด็กจำนวนหนึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่โดยบอกพวกเขาเพียงว่าให้ฝึกซ้อมเพื่อเป็นองครักษ์ของคุณชายคุณหนูแห่งจวนขุนนาง

            ตอนนี้มีเด็กประมาณสามสิบกว่าคนเป็นอย่างน้อย

            “ขอรับ”

            สีหน้าของจิ่วหานดูจริงจังเขาหมุนกายเข้าไปในลานอันมืดมิด

            ผ่านไปหนึ่งก้านธูป

            เด็กอายุระหว่างแปดถึงสิบสองปีจำนวนสามสิบเก้าคนก็ยืนอยู่ภายในลาน

            แม้ว่าพวกเขาจะมีรูปร่างผอมบางอย่างยิ่งทว่ากลับดูกระปรี้กระเปร่า เห็นได้ชัดว่าใช้ชีวิตเป็นอย่างดีในช่วงหลายวันมานี้

            “เหตุใดถึงเรียกพวกเราออกมาดึกดื่นป่านนี้?”

            “ถูกต้องข้าทั้งง่วงทั้งหนาว”

            ยืนไม่เรียบร้อย พูดจาไร้สาระไม่มีความเป็นระเบียบแม้แต่น้อย

            นี่คือความประทับใจแรกที่ไป๋เซี่ยเหอมีต่อเด็กเหล่านี้

            แย่! แย่มาก!

            ไป๋เซี่ยเหอนั่งจิบชาอยู่ในเรือนนางเชิดหน้ามองเด็กเหล่านั้นที่ยืนอยู่ในลานโดยไม่เอ่ยวาจา หมอกสีขาวที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือถ้วยชาได้บดบังแววตาของนาง ทำให้ผู้คนไม่อาจรู้ได้ว่านางรู้สึกอย่างไร

            ใบหน้าของจิ่วหานฉาบไว้ด้วยความจนปัญญาเช่นเดียวกันเด็กพวกนี้อกตัญญูเสียจริง ถึงแม้จะรับพวกเขามาอาศัยอยู่ในเรือนหลังนี้หลายวันแล้วทว่านายท่านไม่ได้สั่งให้เขาทำสิ่งใด เขาจึงไม่ได้ทำอะไร

            ทำให้เด็กเหลือขอพวกนี้ได้ผลประโยชน์กินอิ่มนอนหลับทุกวัน นับว่าเป็นการเลี้ยงดูให้ท้ายจนเคยตัวเสียแล้ว

            จิ่วหานมองเด็กที่สวมเสื้อคลุมหนาเตอะทว่ายังบ่นว่าหนาวเขาจำได้ว่ายามที่เด็กผู้นี้เพิ่งมาถึงที่นี่ อีกฝ่ายสวมเพียงเสื้อบางๆตัวเดียวเท่านั้น ทั้งยังขาดวิ่นเสียจนไม่อาจห่อหุ้มร่างกายได้

            “พี่จิ่วสตรีที่อยู่ข้างบนคือผู้ใดหรือขอรับ? งดงามนัก”

            จนถึงตอนนี้เพิ่งจะมีคนสนใจการมีอยู่ของไป๋เซี่ยเหอ

            “อ๊าก!”

            เสียงกรีดร้องดังขึ้น

            เด็กที่กล่าววาจาจาบจ้วงไป๋เซี่ยเหอกลับเอามือปิดปากตนเองด้วยใบหน้าหวาดผวาเลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมาตามง่ามนิ้วของเขาอย่างไม่ขาดสาย แทบเท้าของเขามีเศษลิ้นชิ้นเล็กๆตกอยู่

            “ฆ่าคนแล้ว”

            “ช่วยด้วย ฆ่าคนแล้ว”

            ความวุ่นวายเกิดขึ้นทันทีเด็กๆ ส่งเสียงดังเอะอะขึ้นมา

            “หากยังส่งเสียงเอะอะอีกก็ไสหัวไปประเดี๋ยวนี้!”

            เสียงของไป๋เซี่ยเหอไม่ดังนักทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจ

            ภายในลานเงียบลงอย่างรวดเร็วเด็กๆ ต่างพากันตัวสั่นงันงก

            “นายท่านจะจัดการเด็กผู้นี้อย่างไรขอรับ?”

            รูม่านตาของทุกคนขยายใหญ่ที่แท้สตรีที่ไร้เหตุผลและงดงามนางนั้นคือเจ้านายของพวกเขานั่นเอง

            การพูดจาดูหมิ่นเจ้านายต่อหน้าสาธารณชนนั้น...

            “โยนเขาออกไป”

            “อย่าขอรับ ข้าผิดไปแล้วอย่าโยนข้าออกไปนะขอรับ” เมื่อเสียลิ้นไปซีกเล็กๆ ซีกหนึ่ง เขาจึงพูดได้ไม่คล่องนักทว่าตอนนี้เขากลัวว่าตนเองจะถูกโยนออกไปเสียยิ่งกว่า

            เขาไม่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตอย่างขอทานที่อดมื้อกินมื้อและไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ยามเหมันตฤดูอีกแล้ว

            ไหนเลยจะมีความสุขเช่นตอนนี้

            ขอเพียงอยู่ที่นี่ต่อไปได้ต่อให้ถูกตัดลิ้นอีกส่วนก็ไม่มีปัญหา

            เพียงแต่ไม่มีผู้ใดสนใจคำพูดของเขาจิ่วหานสั่งให้คนหิ้วตัวออกไปอย่างรวดเร็ว

            ไป๋เซี่ยเหอวางถ้วยชาในมือลงก่อนจะเดินนวยนาดไปที่หน้าประตูแล้วเอนกายพิงกรอบประตู

            นิ้วชี้อันเรียวบางและขาวผ่องชี้ไปยังเด็กจำนวนสิบสองคน

            “นอกจากพวกเขาสิบสองคนแล้วที่เหลือออกไปให้หมด”

            ------------------------

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน