สุสานประมุขเฒ่าตั้งอยู่บนเนินเขาหลังสำนัก เหล่าศิษย์สวมชุดผ้ากระสอบขาว ยืนไว้อาลัยท่ามกลางความเงียบ สายตาหลายคู่ทอดมองไปยังบุรุษหน้าป้ายหิน
หลินเทียนซื่อในชุดไว้ทุกข์ ใบหน้าหม่นหมอง คิ้วขมวดมุ่น ศิษย์ทั้งสำนักต่างมองภาพตรงหน้าด้วยความเคารพ ยามเห็นประมุขใหม่ยืนซบหน้าอาลัย มีเพียงฟู่เฉิงที่ยืนรั้งท้าย ลอบสังเกตแววตานิ่งสงบดุจน้ำในบ่อของเขา...
หลังสิ้นประมุขเฒ่า อำนาจทั้งหมดตกอยู่ในมือหลินเทียนซื่อโดยสมบูรณ์ ผู้าุโเก่าแก่ถูกลิดรอนหน้าที่ทีละน้อย บ้างถูกโยกย้ายไปคุม สาขาชายแดนอันห่างไกล บ้างถอดใจลาออกจากสำนัก คนรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาแทนที่
ทุกครึ่งเดือน จะมีนกพิราบสื่อสารบินออกจากห้องทำงานประมุขใหม่ มุ่งตรงสู่เมืองหลวง เส้นทางอำนาจเปิดอ้าต้อนรับเขาแล้ว เงื่อนไขเดียวที่เหลืออยู่คือการเกี่ยวดองกับตระกูลขุนนางใหญ่
ทว่า... เขายังมีพันธะค้างคาอยู่ที่เรือนทิศตะวันออก...
......
ฟ้าด้านนอกมืดครึ้ม สายฝนต้นฤดูหนาวเริ่มโปรยปราย สายลมหอบเอาไอเย็นเข้ามาในห้อง คุณหนูนอนนิ่งอยู่บนฟูก ใบหน้าซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มชัด ั้แ่บิดาจากไป นางไม่ยอมเอ่ยวาจากับผู้ใด ยามฟู่เฉิงยกน้ำแกงเข้ามาให้ ก็เพียงพยักหน้าแ่เบา ดวงตาจับจ้องทารกน้อยที่หลับสนิทข้างกาย ราวกับเด็กคนนี้คือแสงตะเกียงดวงเดียวที่ยื้อลมหายใจอันริบหรี่
เสียงสลักประตูเปิดออกช้าๆ ฝีเท้าหนักแน่นทว่านุ่มนวลก้าวเข้ามา คุณหนูไม่ได้หันมอง แต่นางรู้ว่าคือใคร กลิ่นกำยานที่ติดเสื้อผ้าของหลินเทียนซื่อเป็กลิ่นที่นางจำได้ดี
ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งบนขอบเตียง ยื่นมือหมายลูบเส้นผมที่ยุ่งเหยิงของภรรยา ทว่าคุณหนูกลับเบือนหน้าหนี
“เ้ายังไม่ยอมกินอะไรเลยหรือ” น้ำเสียงเขายังคงทุ้มต่ำและอ่อนโยน “หากเ้าเป็เช่นนี้ แล้วลูกจะอยู่ได้อย่างไร”
คำว่าลูกทำให้ร่างกายคุณหนูสั่นไหว นางหันกลับมาสบตาสามี แววตาที่เคยอ่อนหวานบัดนี้แห้งผาก
“ลูกของข้า... ย่อมมีวิถีชีวิตของเขา” นางเอ่ยเสียงแ่ทว่าชัดเจนทุกคำ “ตราบใดที่เขาไม่ได้โตขึ้นมาเป็เหมือนบิดา”
ใบหน้าหลินเทียนซื่อกระตุกวูบ แววตาแปรเปลี่ยนเป็เยือกเย็น เขาจับจ้องนางก่อนเอ่ย
“เป็เหมือนข้าแล้วมันต่ำต้อยตรงไหน... หากข้าไม่บุกบั่นฝ่าฟัน สำนักนี้ก็เป็ได้แค่เบี้ยให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ ในวันข้างหน้า เด็กคนนี้จะสุขสบายที่สุดเพราะมีบิดาเช่นข้าถากถางเส้นทางไว้ให้”
คุณหนูไม่ได้ตอบ นางเพียงปรายตามองอย่างสมเพช หลินเทียนซื่อเบนสายตาหลบ รอยยิ้มเ็าผุดขึ้นที่มุมปาก
“ข้าไม่อยากโต้เถียงเื่อดีต วันนี้ข้ามาเพื่อแจ้งข่าวเื่งานใหญ่ ในอีกสองเดือนข้างหน้า ข้าต้องเดินทางเข้าเมืองหลวง... เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับบุตรสาวเสนาบดีกรมพิธีการ”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงฝนโปรยปรายนอกหน้าต่าง คุณหนูไม่มีอาการตระหนกหรือแม้แต่ร่ำไห้ ทุกอย่างไม่เกินความคาดหมาย นางเพียงยิ้มหยัน เป็รอยยิ้มจาง ๆ ที่สิ้นหวัง
“ยินดีด้วย... ประมุขหลิน” นางเรียกสรรพนามใหม่ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ในที่สุดท่านก็ก้าวขึ้นสู่กระดานอำนาจได้สำเร็จ”
“เ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายถึงสิ่งใด” หลินเทียนซื่อขยับเข้าหา “นี่หมายความว่าสำนักคุ้มภัยเมฆาจะอยู่ค้ำฟ้า จะไม่มีใครกล้าแตะต้องเราอีก และ สำหรับเ้า...” เขากุมมืออันเย็นเฉียบของนางไว้แน่น “ข้าไม่คิดทอดทิ้ง เ้าคือภรรยาคู่ยากที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ขอเพียงเ้ายอมรับความจริง ยอมอยู่เงียบๆ ที่เรือนหลังนี้ ข้าสัญญาด้วยเกียรติของประมุขสำนัก ว่าจะเลี้ยงดูเ้าและลูกอย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต จะไม่มีใครในสำนักกล้าดูิ่”
คำว่าอยู่เงียบๆ ทำให้มือของคุณหนูสั่นสะท้าน นางดึงมือกลับจากการเกาะกุม
“เทียนซื่อ... ท่านดูถูกข้าเกินไป” นางกระซิบ น้ำเสียงอ่อนล้าเต็มที “คนอย่างข้า ยอมตายดีกว่าต้องก้มหัวให้คนเช่นท่าน... ท่านได้ทุกสิ่งไปแล้ว ก็จงเสพสุขกับมันเถอะ”
หลินเทียนซื่อชะงัก แววตาที่เคยอ่อนโยนพลันกร้าวขึ้น เขามองนางนิ่ง
“ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ หลิงเอ๋อร์” น้ำเสียงเขาเนิบนาบ “โลกเปลี่ยนไปแล้ว พวกที่ยึดติดกับคุณธรรมคร่ำครึจะไม่มีที่ยืน ข้าเพียงทำสิ่งที่ควรทำเพื่ออนาคต”
เขาก้าวเดินไปรอบห้อง ก่อนหยุดลงข้างโต๊ะบัญชีเก่าที่นางเคยนั่งตรวจ
“และมีอีกเื่ที่เ้าต้องมอบให้ข้า” หลินเทียนซื่อหันกลับมา แววตาจริงจัง “คัมภีร์ดาบเมฆาขั้นสูง... ท่านพ่อซ่อนไว้ที่ใด”
คุณหนูหลับตาลง ไม่ยอมเอ่ยวาจา
“ข้ารู้ว่าท่านพ่อซ่อนคัมภีร์ดาบไว้” หลินเทียนซื่อก้าวประชิดเตียง น้ำเสียงต่ำลง “วิชาที่ข้ามีเป็เพียงพื้นฐาน ท่านพ่อกลับเก็บงำของจริงไว้... บอกมาเถอะว่ามันอยู่ที่ไหน สำนักจำเป็ต้องมีวิชานี้เพื่อสยบชาวยุทธ์”
“ไม่มี...” นางตอบโดยไม่ยอมลืมตา “ท่านพ่อไม่ได้มอบสิ่งใดให้ข้า”
“เ้าไม่ต้องปดข้า” หลินเทียนซื่อกล่าวเสียงราบเรียบ “เ้าเป็คนละเอียดละออ ตรวจตราทุกสิ่งในสำนัก มีหรือที่ท่านพ่อจะปิดบังเ้า”
คุณหนูลืมตาขึ้นสบสายตาตรงๆ โดยไม่หลบเลี่ยง แววตาเด็ดเดี่ยวชวนให้คนมองหนาวสะท้าน “ต่อให้ข้ารู้ ข้าก็ไม่มีวันมอบมันให้คนเช่นท่าน... ท่านได้ตำแหน่งประมุข ได้เงินทองอำนาจไปแล้ว ทว่าจำไว้เถอะ... สิ่งที่เป็จิติญญาและความถูกต้องของสำนักนี้ ท่านไม่มีวันได้ครอง!”
แสงตะเกียงข้างเตียงหรี่วูบ เงาร่างหลินเทียนซื่อทอดทับลงบนร่างของคุณหนูและทารกน้อยจนมืดมิด เขายืนจ้องมองนางเนิ่นนาน สตรีตรงหน้ายังคงอ่อนแอจนแทบลุกจากเตียงไม่ไหว ทว่ามีบางสิ่งที่เขาไม่อาจบีบให้ยอมจำนนได้
หลินเทียนซื่อกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน รอยร้าวระหว่างคนทั้งสองกว้างใหญ่เหมือนเหวที่ไม่มีวัน
“ดี...” หลินเทียนซื่อเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงคืนสู่ความเ็า “ข้าจะไม่ร้องขออีก แต่ในเมื่อเ้าเลือกเช่นนี้ ก็อย่าหาว่าข้าไร้น้ำใจ”
ชายหนุ่มสะบัดชายเสื้อหมุนกายเดินออกจากห้อง ทิ้งคุณหนูไว้ในความมืดสลัวกับทารกน้อย