ณ งานชุมนุมผู้ฝึกตนของเจ็ดสำนักใหญ่
บนลานกว้างขนาดมหึมา เจ็ดสำนักใหญ่ต่างยึดครองพื้นที่กันคนละส่วน
งานชุมนุมใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว บรรดาสำนักใหญ่ต่างรับศิษย์ใหม่ที่มีพร์โดดเด่นไปไม่น้อย มีเพียงหน้าสำนักเวิ่นซินเท่านั้นที่ยังคงว่างเปล่า
ผู้าุโกุยทอดถอนใจยาวพลางกระซิบปรึกษากับชายหนุ่มที่อยู่ข้างกาย "ปีนี้ก็ยังไม่มีศิษย์ใหม่เลยสักคน เราควรจะลดเกณฑ์การรับศิษย์ลงหน่อยดีหรือไม่? อย่างน้อยก็รับศิษย์สายนอกมาสักสองสามคนก็ยังดี"
ชายหนุ่มยิ้มพลางส่ายหน้า "ยอมขาดแคลนดีกว่าได้ของไร้คุณภาพ"
เขายกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบเบา ๆ แล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ "หลีลั่วยังไม่กลับมาอีกหรือ?"
"ออกไปครึ่งเดือนแล้ว บอกว่าอย่างช้าที่สุดจะกลับมาวันนี้ ไม่รู้ไปเที่ยวเล่นซนอยู่ที่ไหน"
ผู้าุโกุยแค่นเสียงฮึ "วัน ๆ ไม่รู้จักทำหน้าที่ที่ควรทำ เห็นบ่นว่าอยากได้ศิษย์น้องหญิง แต่กลับไม่มาร่วมคัดเลือกคน!"
สำนักเวิ่นซินรั้งท้ายในบรรดาเจ็ดสำนักใหญ่ ชื่อเสียงไม่โด่งดังนัก เป็ประเภทที่ว่าถ้าไม่พูดถึงเจ็ดสำนักใหญ่ขึ้นมา ก็คงไม่มีใครจำได้ว่ามีสำนักนี้อยู่
เจ็ดสำนักใหญ่จะจัดงานชุมนุมผู้ฝึกตนร่วมกันทุกปีเพื่อคัดเลือกผู้มีพร์ พวกอัจฉริยะส่วนใหญ่จึงมักจะไปอยู่กับอีกหกสำนักที่เหลือ แต่เกณฑ์การรับศิษย์ของสำนักเวิ่นซินกลับไม่ต่ำเลย ผลก็คือหลายปีมานี้สำนักเวิ่นซินไม่มีศิษย์ใหม่เข้าร่วมเลยสักคน
"ข้าจะออกไปดูหน่อย เผื่อจะมีอัจฉริยะที่ถูกมองข้ามตกหล่นอยู่บ้าง" ผู้าุโกุยเดินออกจากศาลาอย่างไม่คาดหวังนัก ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังระงม
ท่ามกลางท้องฟ้าที่ถูกย้อมด้วยแสงสีแดงจากพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดิน มีเงาดำสายหนึ่งพุ่งตรงมาที่เขาด้วยความเร็วสูง
ที่แท้มันคือกระบี่ที่ส่องประกายวาววับ!
รูม่านตาของผู้าุโกุยขยายกว้าง เขาอยู่มาจนป่านนี้ เพิ่งเคยเจอคนใจกล้าบ้าบิ่นคิดลอบสังหารคนในงานชุมนุมของเจ็ดสำนักใหญ่เป็ครั้งแรก
"หลบไปเร็ว!" เซิ่งซีะโเตือน พยายามควบคุมกระบี่บินให้หลบชายชราตรงหน้า นางรู้สึกได้ว่ารอบกายของอีกฝ่ายมีวงแสงสีน้ำตาลอ่อนสว่างขึ้น
เซิ่งซีเหยียบกระบี่บินทะยานขึ้น้าเพื่อหลบเขา และอาศัยจังหวะที่ยังอยู่ใกล้พื้นดินะโลงจากกระบี่แล้วลงสู่พื้นได้อย่างมั่นคง
"ใครบังอาจลอบสังหารตาแก่คนนี้!" ผู้าุโกุยโกรธจัด กำลังจะปลดปล่อยแรงกดดันิญญาออกมา ก็เห็นเซียวหลีลั่วคว้ากระบี่เล่มนั้นไว้แล้วลงสู่พื้นอย่างสง่างาม ก่อนจะปรี่เข้ามาหาเซิ่งซีด้วยความตื่นเต้น "ทำได้เยี่ยมมาก! ข้าว่าแล้วว่าเ้าต้องเป็ผู้มีพร์!"
พอนึกถึงความตายที่เพิ่งเฉียดผ่านไปเมื่อครู่ เซิ่งซีก็รู้สึกว่าตัวเองเป็ผู้มีพร์จริง ๆ "ท่านพูดถูก"
ทั้งสองคนตบมือกันอย่างรื่นเริง ทันใดนั้นก็มีเงาสายหนึ่งทอดทับลงมาตรงหน้า
ชายชราผู้หนึ่งที่มีศีรษะกลมมน แผ่นหลังค่อมเล็กน้อย และมีรูปร่างที่ดูบึกบึนกว่าคนรุ่นเดียวกัน กำลังจ้องมองพวกเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
ผู้าุโกุยต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อหักห้ามใจไม่ให้ฟาดฝ่ามือลงไป เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันถาม "เซียวหลีลั่ว เ้าคิดจะสังหารข้าหรือไร?"
เซียวหลีลั่วยังคงจมอยู่ในความตื่นเต้น ไม่ได้สังเกตเลยว่าสีหน้าของผู้าุโกุยย่ำแย่เพียงใด เขารีบเข้าไปประจบประแจงทันที "ผู้าุโ ข้าหาต้นกล้าชั้นยอดมาให้ท่านแล้ว! สหายท่านนี้อยู่แค่ขั้นรวบรวมปราณระดับสองก็เหินกระบี่ได้แล้ว เกือบจะเฉือนหัวท่านเลยนะ เก่งสุด ๆ ไปเลยใช่หรือไม่ล่ะ?"
ผู้าุโกุย "..." ข้าว่าเ้าอยากจะฆ่าข้ามากกว่า
ไม่รอให้ผู้าุโกุยเอ่ยปาก เซียวหลีลั่วก็วิ่งร่าเข้าไปในศาลา แล้วพูดกับชายหนุ่มที่ถือถ้วยน้ำชาอยู่ว่า "อาจารย์ สายตาข้าดีใช่หรือไม่? แป๊บเดียวก็หาสหายที่เก่งกาจขนาดนี้เจอ ท่านรับนางเป็ศิษย์เถอะนะขอรับ ข้าอยากได้ศิษย์น้องหญิง"
จิ้งเฉินหยวนจวินพิจารณาเซิ่งซี ในแววตาฉายแววตระหนกที่ไม่มีใครสังเกตเห็นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะยกยิ้มที่มุมปากแล้วถามเซิ่งซีว่า "เ้าเต็มใจจะกราบข้าเป็อาจารย์หรือไม่?"
จิ้งเฉินหยวนจวินผู้นี้ดูแล้วอายุราว ๆ ยี่สิบต้น ๆ เท่านั้น หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ท่วงท่าสง่างาม ในฐานะคนที่แพ้ทางคนหน้าตาดี เซิ่งซีตอบตกลงทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด "เต็มใจเ้าค่ะ!"
เซียวหลีลั่วรีบยกถ้วยน้ำชาที่รินไว้แล้วมาส่งให้ พร้อมกระซิบเตือน "น้ำชากราบอาจารย์"
เซิ่งซีหัวไวมาก นางรับน้ำชามาถือด้วยสองมือแล้วยื่นให้ "ศิษย์เซิ่งซี เชิญอาจารย์ดื่มน้ำชาเ้าค่ะ"
จิ้งเฉินหยวนจวินดื่มน้ำชาแล้วหยิบถุงศิลาิญญากับสร้อยเส้นหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ "นี่คือของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ จากอาจารย์ ศิลาิญญาระดับสูงหนึ่งร้อยก้อนนี้เ้าเอาไปซื้อของตามใจชอบเถอะ ส่วนสร้อยเส้นนี้ให้พกติดตัวไว้ มันสามารถต้านทานการโจมตีเต็มกำลังจากผู้ฝึกตนขั้นแปรเทวะได้หนึ่งครั้ง เมื่อกลับถึงสำนักแล้ว ค่อยไปรับสวัสดิการศิษย์ตามระเบียบ"
รวยแล้ว!!!
ในหัวของเซิ่งซีเหลือเพียงความคิดนี้เท่านั้น
เ้าของร่างเดิมอยู่สำนักลั่วเฟิงมาหลายปี ไม่เคยเห็นศิลาิญญาระดับสูงแม้แต่ก้อนเดียว แม้แต่เซิ่งหรูเยว่เองก็ยากลำบากกว่าจะเก็บหอมรอมริบศิลาิญญาระดับสูงได้ไม่กี่ก้อน และยังไม่กล้าเอาออกมาใช้ตามใจชอบ แต่ท่านอาจารย์คนใหม่ผู้นี้กลับให้นางมาหนึ่งร้อยก้อนแบบหน้าตาเฉย!
แถมสร้อยเส้นนั้น ยิ่งเป็ของล้ำค่าที่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้
ผู้ฝึกตนขั้นแปรเทวะมีความสามารถถึงขั้นเคลื่อนูเาถมทะเล ในแดนิญญาตงหนานที่เจ็ดสำนักใหญ่ตั้งอยู่นี้ ผู้ที่มีระดับพลังสูงสุดก็คือขั้นแปรเทวะ ซึ่งมีจำนวนน้อยมากแทบจะนับนิ้วได้
การที่สามารถทนรับการโจมตีเต็มกำลังของยอดฝีมือระดับนี้ได้ ก็แทบจะหมายความว่าเซิ่งซีสามารถอาละวาดในแดนิญญาแห่งนี้ได้โดยไม่ต้องกลัวใครทั้งสิ้น
ใครว่าสำนักเวิ่นซินยากจนกัน นี่มันเศรษฐีผู้ลึกลับชัด ๆ !
เซิ่งซีรู้สึกว่านางเลือกสำนักไม่ผิดจริง ๆ ต้องขอบคุณผู้มีพระคุณที่พานางมาที่นี่เสียหน่อย
เมื่อครู่แม้จะได้ยินผู้าุโกุยเรียกชื่อเซียวหลีลั่ว แต่เพราะผู้าุโกุยโมโหมากจนพูดไม่ชัด เซิ่งซีจึงได้ยินไม่ถนัดนัก นางจึงถามอีกครั้ง "ศิษย์พี่ ท่านชื่ออะไรหรือเ้าคะ?"
เซียวหลีลั่วคลี่ยิ้มจนเผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวสะอาด พร้อมชูป้ายหยกประจำตัวออกมา "ข้าชื่อเซียวหลีลั่ว"
เมื่อเห็นอักษรสามตัวบนป้ายหยกนั้น เซิ่งซีก็รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ
ดูเหมือนนางจะก้าวเท้าเข้าหลุมศพเข้าให้แล้ว...
เซียวหลีลั่วไม่ใช่ตัวละครผู้โชคร้ายที่น่าสงสารที่สุดในนิยายต้นฉบับหรอกหรือ!!!
ในนิยายต้นฉบับ เซียวหลีลั่วบรรลุขั้นแก่นพลังทองคำั้แ่อายุ 15 ปี เป็เด็กหนุ่มอัจฉริยะ หลังจากได้รู้จักกับเซิ่งหรูเยว่ เขาก็ยอมเป็ทัพหน้าบุกน้ำลุยไฟให้นางอย่างกล้าหาญไม่กลัวตาย แต่สุดท้ายกลับได้รับเพียงประโยคที่ว่า "ข้าเห็นเ้าเป็เพียงน้องชายเท่านั้น"
ในวันที่เขาถูกปฏิเสธรัก พวกเขาถูกเผ่ามารล้อมโจมตี เซียวหลีลั่วตัดสินใจอยู่รั้งท้ายเพื่อถ่วงเวลาให้พระเอกกับนางเอกหนีไป สุดท้ายเขาก็ตายอย่างวีรบุรุษ แม้แต่ศพก็ยังหาไม่เจอ
ไม่เพียงเท่านั้น ในความทรงจำอันน้อยนิดของเซิ่งซี นางยังจำได้ว่าบรรดาศิษย์พี่ในสำนักของเซียวหลีลั่วทุกคนต่างก็ต้องตายเพราะเซิ่งหรูเยว่ แถมแต่ละคนยังมีจุดจบที่อนาถยิ่งกว่ากัน
ช่วยด้วย...
นางแค่้านอนแผ่เป็ปลาเค็ม ไม่ได้อยากเข้ามารวมกลุ่มกับพวกตัวประกอบรอความตายนะ
ตอนนี้ถ้าจะทรยศสำนักหนีไป จะยังทันอยู่หรือไม่เนี่ย?
เท้าของเซิ่งซีก้าวออกไปข้างนอกโดยไม่รู้ตัว แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกเซียวหลีลั่วคว้าตัวไว้ แล้วพานางเดินไปอีกทางด้วยความร่าเริง "ศิษย์น้องเล็ก เ้าเดินผิดทางแล้ว เรือเหาะของพวกเราอยู่ทางนี้"
เซิ่งซีพยายามจะขัดขืน จิ้งเฉินหยวนจวินและผู้าุโกุยที่เดินนำหน้าได้ยินเสียงจึงหันกลับมามองพวกเขา
ในนิยายต้นฉบับไม่ได้กล่าวถึงจิ้งเฉินหยวนจวินผู้เป็อาจารย์ไว้มากนัก และเซิ่งซีก็อ่านไม่จบเล่ม เลยไม่รู้ว่าบั้นปลายของเขาเป็อย่างไร
แต่การที่นางเพิ่งกราบเข้าสำนักแล้วคิดจะหนีทันที ย่อมเป็การตบหน้าจิ้งเฉินหยวนจวินและสำนักเวิ่นซินอย่างแรง ต่อให้อาจารย์คนงามจะนิสัยดีเพียงใด คนอื่น ๆ ในสำนักเวิ่นซินก็คงจะเอากระบี่แทงนางให้ตายอยู่ดี
เมื่อเห็นสายตาที่ดูใจดีของอาจารย์ผู้งดงาม เซิ่งซีก็ถอดใจ เดินขึ้นเรือเหาะไปอย่างว่าง่าย
เรือเหาะแล่นผ่านหมู่เมฆอย่างมั่นคง มุ่งหน้าสู่สำนักเวิ่นซิน
เซียวหลีลั่วพิงราวกั้นพลางพูดจ้อแนะนำเื่ราวของสำนักเวิ่นซินให้ฟังไม่หยุด เมื่อเห็นเซิ่งซีดูไม่ค่อยมีความสนใจจะฟังนัก เขาจึงถามด้วยความสงสัย "ศิษย์น้องเล็ก เ้าเป็อะไรไปหรือ?"
ตอนนี้คงต้องค่อยเป็ค่อยไป ดูสถานการณ์ไปก่อน
เซิ่งซีถอนหายใจยาวพลางตบไหล่เซียวหลีลั่วด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง "อยากกินอะไรก็กินเถอะนะเ้าคะศิษย์พี่"
เซียวหลีลั่ว "???"
ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนได้รับการดูแลอย่างดีก่อนตายอย่างไรอย่างนั้นล่ะ?