ตอนที่4 วันแรกที่ลงเขาก็ต้องมาล้างจานทั้งวัน
โจวโจวยกชามที่ใหญ่กว่าหน้าตัวเองขึ้นซดน้ำซุปหมดแล้วหนูน้อยเลียริมฝีปากด้วยความเอร็ดอร่อย พลางกลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้มันช่างอร่อยจริง ๆ !
ไม่นานหนูน้อยก็กวาดตามองไปรอบข้างแล้วยกมือเรียกพนักงานในร้าน พลางพูดขึ้นว่า “พี่ชายเอามาอีกชาม”
“เอามาอีกชาม”
“เอามาอีกสองชาม”
“เอามาอีกสิบชาม! ”
ราว15 นาทีต่อมา ิทงพูดคุยกับเพื่อนเก่าเสร็จแล้วก็เดินกลับมาแต่เขาไม่เห็นหนูน้อยอยู่ที่โต๊ะ เห็นเพียงชามเปล่าที่วางขึ้นเป็กองสูงท่วมหัว
เขาขมวดคิ้วขึ้นใครกันที่เอาชามเปล่ามาวางไว้บนโต๊ะของพวกเขา แบบนี้มันหมายความว่าอะไร ?
เดินเข้าไปใกล้ไม่กี่ก้าวทันใดนั้นเขาก็เห็นหนูน้อยหัวโล้นโผล่มาจากใต้กองชามหนูน้อยมองเขาตาหยีอย่างอารมณ์ดี “อาจารย์ลุงิทงกลับมาแล้ว อาจารย์พูดถูกบะหมี่ร้านนี้อร่อยจริง ๆ ”
ิทงเห็นหนูน้อยวางชามไว้้าอย่างชำนาญแล้วยกบะหมี่อีกชามขึ้นมากิน ทันใดนั้นเขาก็เหมือนจะเดาบางอย่างขึ้นได้
เขาถามด้วยมือและเสียงที่สั่นเทา“อย่าบอกนะว่าทั้งหมดนี้เป็ฝีมือเธอน่ะ ? ”
โจวโจวพยักหน้าแล้วยิ้มตาหยี “ใช่แล้ว หนูให้พี่ชายในร้านไปทำมาให้หนูอีก 2 ชามหลังกินเสร็จหนูก็อิ่มแล้ว อาจารย์ลุงิทง ขอบคุณอาจารย์มากนะหนูไม่ได้กินอิ่มขนาดนี้มานานมากแล้ว ! ”
ยังจะสั่งเพิ่มอีกหรือ? !
ิทงหน้ามืดตาลาย เขาเป็ลมล้มกระแทกพื้นไป
จบแล้วเงินไม่พอจ่ายแล้ว !
…….
ในเวลานี้ภายในห้องผู้ป่วยวีไอพีในโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของจิงเฉิง ย่าฉินค่อย ๆฟื้นคืนสติกลับมา ปู่ฉินจึงรีบเรียกหมอมาดูอาการเธอ
หมอกล่าวว่า“ร่างกายของคุณฟื้นตัวขึ้นมากแล้ว เรียกได้ว่าดีกว่าแต่ก่อนมาก”
และนี่คือจุดที่พวกเขารู้สึกแปลกใจเช่นกันถึงแม้ว่าครั้งนี้อาการป่วยโรคหัวใจของเธอจะกำเริบแต่สภาพร่างกายของเธอกลับดีกว่าแต่ก่อนมากโดยเฉพาะหลังจากที่นอนหลับพักผ่อนไปสักครู่หนึ่ง เมื่อเทียบกับตอนที่เธอพึ่งมาโรงพยาบาลกล่าวได้ว่าร่างกายของเธอฟื้นตัวดีกว่าเดิมไปเยอะมาก
“คุณกินยาอะไรไปหรือเปล่า? ”
คำอธิบายเดียวที่พวกเขาคิดออกคือสิ่งนี้นี่เอง
ย่าฉินหันไปมองพ่อบ้านหลี่เพราะวันนี้เขาเป็คนพาเธอไปไหว้พระ
พ่อบ้านหลี่คิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า“ไม่นะครับคุณหมอ ครั้งนี้พวกเราลืมเอายาไป”
ในตอนนี้เองย่าฉินกลับเถียงกลับไปว่า “กินสิ”
ในเวลานี้ถึงแม้ว่าเธอจะรู้สึกร่างกายยังไม่ฟื้นตัวมากเท่าไรแต่สติสัมปชัญญะของเธอก็ฟื้นคืนชัดเจนแล้ว เธอจึงพูดว่า “ผู้มีพระคุณตัวน้อยเอายาให้ฉันกินเม็ดนึง”
และยานั้นก็เห็นผลลัพธ์ได้เร็วมากหลังจากกินยาเข้าไปได้ไม่นาน เธอก็รู้สึกว่าไม่เ็ปทรมานอีกแล้ว
“ผู้มีพระคุณตัวน้อย? ” พ่อบ้าหลี่คิดอยู่นาน ในที่สุดก็นึกภาพเหตุการณ์ตอนนั้นออกเขาจำได้ว่าเด็กน้อยคนนั้นเหมือนจะยัดเม็ดกลมสีแดงบางอย่างใส่ลงไปในปากของคุณนายดูแล้วมีลักษณะคล้ายยาเหมือนกัน
“หรือจะเป็เด็กคนนั้น? ” พ่อบ้านหลี่พูดพึมพำกับตนเอง
เมื่อรู้ว่าคนที่เขาพูดถึงคือใครย่าฉินจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “หนูน้อยคนนั้นแหละ”
เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเขาปู่ฉินที่เงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าวถามขึ้นว่า“คุณจำลักษณะของผู้มีพระคุณตัวน้อยคนนั้นได้หรือเปล่า ? เธอช่วยชีวิตคุณไว้ผมคิดว่าครอบครัวฉินของพวกเราต้องขอบคุณเธอเป็อย่างดีถึงจะสมควร”
เื่นี้น่ะหรือ? เธอเองก็มองหน้าหนูน้อยไม่ชัดเช่นเดียวกันเพราะตอนนั้นพ่อบ้านหลี่บังตัวหนูน้อยเอาไว้ แต่ทว่า“ฉันจำได้ว่าที่เอวของเธอห้อยของบางสิ่งเอาไว้ ซึ่งมันเด่นสะดุดตามาก”
“มันคืออะไรล่ะ? ”
“คางคก”ย่าฉินตอบอย่างมั่นใจ “มันคือคางคกที่ทั้งตัวใหญ่และหน้าตาอัปลักษณ์”
ปู่ฉินที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ“……”
“ไม่ได้ฉันต้องไปตามหาหนูน้อยคนนั้นด้วยตัวเอง เกิดเธอโดนใครรังแกขึ้นมาล่ะ”ในระหว่างที่พูด ย่าฉินก็เลิกผ้าห่มออก แล้วเดินฉับ ๆ ไปด้านนอกฝีเท้าของเธอก้าวได้ยังมั่นคงกว่าทุกทีไม่เหมือนคนที่พึ่งมีอาการโรคหัวใจกำเริบไปก่อนหน้านี้
ปู่ฉินเองก็รีบเดินตามเธอไปเช่นกันเขาโน้มน้าวให้เธออย่าเพิ่งรีบร้อนแล้วหันไปพูดกับพ่อบ้านหลี่ว่า“รีบส่งคนไปตามหา……คางคกอัปลักษณ์ตัวนั้น”
เขาพูดออกมาอย่างยากลำบากแล้วหันไปพยุงย่าฉินพลางพูดโน้มน้าวว่า: “ผู้มีพระคุณตัวน้อยเก่งขนาดนี้ ไม่มีใครรังแกเธอได้หรอก”
ย่าฉินพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแบบนี้ก็ดีเช่นกัน
……
“ล้างจานพวกนี้ให้หมดหากล้างไม่เสร็จ ไม่อนุญาตให้ไปไหนทั้งนั้น”ผู้จัดการร้านชี้ไปยังชามกองโตที่อยู่บนพื้นแล้วกล่าวด้วยสีหน้าถมึงทึง กล้ามากินแล้วชักดาบที่ร้านของพวกเขาช่างกล้ามาก !
ที่ด้านหลังร้านอาหาริทงและโจวโจวยืนอยู่บนพื้นที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยจานชามเต็มไปหมดจนแทบจะมองไม่เห็นพื้นใต้เท้าแล้ว
ิทงมองไปยังโจวโจวด้วยความหงุดหงิดในขณะที่โจวโจวเองก็มองไปยังเขาด้วยความงุนงงเช่นเดียวกัน
มือเล็กๆ ของหนูน้อยบีบชายเสื้อของตนเองไว้แน่น เธอเบะปากแล้วสูดจมูกไหนเขาบอกว่าสามารถกินได้อย่างเต็มที่ยังไงล่ะ ?
พวกเขาเป็พระต้องมีความซื่อสัตย์ไม่ใช่หรือ ? พอเธอทำตาม ทำไมถึงไม่ถูกล่ะ
ิทงรู้สึกอัดอั้นใจยิ่งกว่าเธออีกร้านนี้ค่อนข้างราคาแพง ปกติเขาจะนาน ๆ มากินบะหมี่สักชามไม่กล้าแม้แต่จะสั่งอาหารมากิน แต่วันนี้เขาหาเงินได้เยอะมากจึงอยากกินของดีสักมื้อ ผลปรากฏว่ายังไม่ทันได้กิน ก็ต้องมาล้างชามแล้ว
“รีบล้างสิ”เมื่อเห็นว่าพวกเขายังคงยืนนิ่ง ไม่ขยับ ผู้จัดการก็พูดเร่งเร้าอย่างหมดความอดทน
เมื่อได้ยินแบบนั้นทั้งสองมองหน้ากันแล้วพากันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ต้องทำงานแล้วสิ
กินของเขาฟรีก็ต้องรับผลที่ตามมา ดังนั้นรีบล้างให้เสร็จ ๆ ดีกว่า
ระหว่างที่คิดทั้งสองก็รีบล้างจานอย่างรวดเร็ว
บริเวณนี้เป็ย่านการค้ามีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย พอพวกเขาล้าง ๆ ไป ชามกองใหม่ก็ถูกยกเข้ามาชามใช้แล้วมีเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ล้างจนิทงเป็เหน็บไปทั้งตัวแล้ว
โจวโจวตัวเล็กหนูน้อยต้องยืนบนเก้าอี้ถึงจะเอื้อมมือไปยังขอบอ่างล้างจานได้เมื่อเห็นว่าอาจารย์ลุงหยุด แล้วเอามือทุบเอวด้วยความเหนื่อยล้าจึงเอ่ยอย่างเกรงใจว่า “อาจารย์ลุงิทง อาจารย์พักผ่อนก่อนเถอะเดี๋ยวหนูล้างเอง”
ถึงแม้เธอจะเข้าใจเจตนาของอาจารย์ลุงิทงผิดแต่เธอก็เป็คนกินบะหมี่ทั้งหมดนั้นเอง เธอจึงควรล้างเยอะกว่าเขา
ิทงเองก็ไม่เกรงใจเช่นกันเขาลุกขึ้นไปนั่งตรงเก้าอี้ที่มุมห้อง กางขาสองข้างออกแล้วพูดว่า“อาจารย์ลุงไม่ได้รังแกเธอนะ แต่เธอทำเอง ก็ต้องรับผลที่ตามมาเอง”
“อืมๆ หนูรู้แล้ว” โจวโจวตอบรับ แล้วตั้งหน้าตั้งตาล้างจานอย่างขมักเขม้น
เวลาล่วงเลยมากระทั่ง6 โมงเช้า เมื่อชามล็อตสุดท้ายถูกยกเข้ามา ผู้จัดการก็พูดขึ้นว่า:“ล้างจานกองนี้หมด พวกเธอก็ไปได้แล้ว”
โจวโจวพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ผู้จัดการชำเลืองมองหนูน้อยแล้วกล่าวกระแหนะกระแหน“ต่อไปถ้าไม่มีเงินก็อย่ามากินอาหารที่นี่ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เธอจะมาชักดาบได้”
โจวโจวตอบรับต่อไปนี้หนูน้อยจะไม่เชื่อคำว่ากินได้อย่างเต็มที่อีกแล้วเพราะมันคือคำโกหกทั้งนั้น !
เธอกินเก่งเกินไปอาจารย์เ้าอาวาสเลี้ยงดูเธอไม่ไหว อาจารย์หยวนิก็เลี้ยงเธอไม่ไหวคราวนี้ยังลามมาที่อาจารย์ลุงิทงอีกคน
เธอจะทำอย่างไรดี
จริงสิเธอยังไปบิณฑบาตขอข้าวได้นี่ !
เมื่อนึกเื่นี้ขึ้นมาได้แววตาของโจวโจวพลันเป็ประกายขึ้นมาทันที คราวนี้หนูน้อยกลับมามีกำลังใจอีกครั้งเธอจะทำแบบนี้แหละ !
อาจารย์บอกแล้วว่าเธอเกิดมามีชะตากรรมขัดสนเงินทองเหมาะที่จะทำอาชีพขอทานน้อยที่สุดแล้ว อาชีพนั้นจะต้องทำให้เธอมีข้าวกินอิ่มแน่นอน!
ในขณะที่ผู้จัดการกำลังจะพูดบางอย่างต่อนั้นจู่ ๆ ก็มีพนักงานเดินเข้ามากระซิบบางอย่างที่ข้างหูเขาทำให้เขาอุทานออกมาด้วยความใ: “คุณนายฉิน ? ”
คุณนายฉินมาได้อย่างไร? ไหนจะคุณผู้ชายอีกคน
เขาเกิดความสงสัยขึ้นมาแต่สุดท้ายก็รีบเดินออกไปด้านนอกด้วยสีหน้าประจบประแจง
โจวโจวมองตามแผ่นหลังของเขาหนูน้อยไม่ได้คิดมากเช่นเดียวกัน หลังจากที่ล้างชามใบสุดท้ายเสร็จแล้วเธอก็ผ่อนลมหายใจยาว แล้วะโลงมาจากบนเก้าอี้ เธอสะบัดแขนที่เมื่อยล้าทั้งเหนื่อยทั้งหิว
หนูน้อยจึงหยิบเอาบาตรทองเหลืองออกมาจากในห่อผ้าแล้วปลุกิทง พลางจ้องเขาด้วยดวงตาที่ใสแป๋ว “อาจารย์ลุงิทงพวกเราไปบิณฑบาตกันเถอะ ! ”
ิทง:“……”
5นาทีต่อมา หลังจากฟังแผนการขอบิณฑบาตอาหารของหนูน้อยิทงก็หาววอดใหญ่แล้วกล่าวอย่างเหนื่อยหน่ายว่า “ตนเป็ที่พึ่งแห่งตนยอดเยี่ยมมาก มันต้องแบบนี้แหละ”
โจวโจวพยักหน้าเป็ไก่จิกข้าวเปลือก
ศิษย์พี่รองบอกแล้วว่าขอเพียงแค่ตั้งใจทำงานก็จะหาเลี้ยงชีพได้ไม่ยาก ในเมื่อพวกเขาเลี้ยงดูเธอไม่ไหวฉะนั้นเธอก็จะหาเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง !
ทั้งสองเดินตามกันออกไปด้านนอกร้านเนื่องจากพวกเขาเดินเข้ามาจากประตูด้านข้าง ในตอนที่เดินออกไป จู่ ๆ พวกเขาก็เห็นว่าผู้จัดการกำลังพาคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีและฝีเท้าที่เร่งรีบโจวโจวยื่นหน้าออกไปมอง จู่ ๆ หนูน้อยก็อุทานออกมาเพราะหญิงชราคนนั้นคือคุณย่าที่เธอเพิ่งช่วยชีวิตไปเมื่อตอนที่ลงมาจากเขาไม่ใช่หรือ เพียงแต่ดูจากสีหน้าที่ไม่สู้ดีและท่าทีที่ดุดันใครกันที่ทำให้เธอโกรธขนาดนี้ ?
“ไปได้แล้วยังต้องไปบิณฑบาตขอข้าวอีกไม่ใช่หรือ ? ” ิทงเอามือปิดหน้าตัวเองแล้วพูดจารบเร้าเขากวาดตามองไปรอบด้านเพราะกลัวว่าจะเจอคนรู้จักเขาไม่อยากอยู่ที่นี่แม้เพียงเสี้ยวนาทีเดียว เพราะมันน่าขายหน้ามาก !
“อ้อๆ ” เมื่อนึกถึงเื่สำคัญขึ้นได้ โจวโจวจึงรีบสาวเท้าเดินออกไป
“หนูน้อยไปไหนแล้ว? ” คุณนายฉินเดินมาที่หลังครัวเธอมองไปยังชามที่เพิ่งถูกล้างเสร็จและถูกวางกองรวมกันราวกับมีเป็พันใบทันใดนั้นก็ราวกับมีเมฆหมอกดำมาบดบังใบหน้าของเธอไว้
ผู้จัดการมีสีหน้าซีดเซียวขนาดบนหน้าผากมีเหงื่อเย็น ๆ ไหลซึมออกมายังไม่กล้าเช็ดเมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ด้านในแล้ว เขาก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ตะกุกตะกัก “เอ่อ อาจเป็เพราะออกไปแล้ว”
คุณนายฉินตวัดสายตาคมไปทางเขา“กล้าให้ผู้มีพระคุณตัวน้อยของฉันมาล้างจาน เธอน่ะมันกล้าไม่เบาเชียวนะ ! ”
ตอนนี้เธอโกรธมากจริงๆ ผู้มีพระคุณตัวน้อยของเธอเพิ่งอายุเท่าไหร่กันเชียวทำไมพวกเขาถึงใจร้ายปล่อยให้เด็กตัวน้อยต้องมาล้างชามเป็จำนวนมากขนาดนี้ได้
ตอนแรกผู้จัดการอยากจะพูดว่าเป็เพราะพวกเขามากินแล้วชักดาบในร้านก่อนแต่เมื่อเห็นสายตาแสนเ็าของเธอ เขาก็ได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าพูดอะไรตอนนี้ขาทั้งสองข้างของเขากำลังสั่นเทาใครจะไปคาดคิดว่าเด็กน้อยที่สวมใส่เสื้อผ้ามอซอและกินราวกับคนตายอดตายอยาก จะรู้จักกับคนของครอบครัวฉิน
พอนึกถึงเื่ที่เขาเพิ่งทำกับเธอเมื่อครู่นี้เขาก็ยิ่งหวาดกลัวเข้าไปใหญ่ เพราะทุกคนในจิงเฉิงต่างรู้ดีว่าคนในครอบครัวฉินปกป้องพวกพ้องที่สุดแล้วไม่ว่าใครก็ไม่อยากมีปัญหากับพวกเขาทั้งนั้น
ครั้งล่าสุดที่มีคนมารังแกคนในครอบครัวฉินเขาคนนั้นถูกหักแข้งหักขาจนพิการไปตลอดชีวิต
เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาก็พลันเข่าอ่อนขึ้นมา สีหน้าดูซีดขาวยิ่งกว่าเดิม
คุณผู้ชายฉินกวาดตามองไปรอบด้านสุดท้ายก็หันไปมองบนชามที่มีน้ำหยดติ๋ง ๆ พลางพูดว่า “ดูเหมือนจะพึ่งไปได้ไม่นานน่าจะยังเดินไปได้ไม่ไกล ตอนนี้รีบไปหาผู้มีพระคุณตัวน้อยกันก่อนเถอะ”