รุ่งอรุณวันใหม่เริ่มต้นขึ้นฉันเดินทางมาถึงสถานที่จัดงานอีเวนต์ั้แ่เช้าตรู่งานนี้ดูเหมือนจะเป็งานเปิดตัวสินค้าอะไรสักอย่างที่นัชรับหน้าที่เป็พิธีกรดำเนินรายการทันทีที่ไปถึง นัชก็ช่วยแนะนำฉันให้ทีมงานคนอื่น ๆ รู้จักในฐานะผู้จัดการส่วนตัวพร้อมกับยื่นป้ายสตาฟมาคล้องคอให้เส้นหนึ่ง
ตอนแรกฉันนึกว่าหน้าที่คงไม่มีอะไรซับซ้อนแค่คอยดูแลคิวงานตามเอกสารตารางเวลาที่ส่งมาทางไลน์ก็พอแต่พอได้มาลงสนามจริงถึงได้รู้ว่ามีรายละเอียดปลีกย่อยอีกตั้งมากมายที่ฉันยังไม่ประสีประสานัชจึงต้องคอยกระซิบเตือนอยู่ตลอดว่าต้องทำอะไร ต้องไปติดต่อใครหรือต้องเดินไปประสานงานตรงจุดไหน กว่าจะผ่านพ้นงาน่เช้าไปได้ฉันก็เล่นเอาเหนื่อยหอบจนแทบหมดแรง
่บ่ายพวกเราย้ายโลเคชั่นมาต่อกันที่สตูดิโอเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์วันนี้ไม่มีคิวเข้าฉากร่วมกับนางเอก ฉันเลยรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเปลาะหนึ่ง เพราะบรรยากาศที่นี่คุ้นเคยมากกว่าหน้าที่ของฉันใน่นี้จึงมีแค่การนั่งรออยู่นิ่ง ๆ
คิวถ่ายทำลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงวันรุ่งขึ้นซึ่งมีคิวถ่ายใน่บ่ายแค่สองฉากถัดไป เป็ซีนที่พระเอกะเิอารมณ์ใส่พนักงานสาวหลังจากที่รู้ว่าเธอเอาเื่ความสัมพันธ์ของเขาไปเที่ยวบอกคนอื่นจนเป็เื่ใหญ่พระเอกระบายอารมณ์ด้วยการขว้างแก้วน้ำลงพื้นแตกกระจายแต่ดูเหมือนผู้กำกับจะยังไม่ค่อยอินกับอารมณ์ที่นัชถ่ายทอดออกมาเท่าไหร่นักฉากนี้จึงต้องสั่งคัทแล้วถ่ายทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายรอบ
พอผู้กำกับสั่งคัททีมงานก็ต้องรีบเข้ามาเก็บกวาดเศษแก้วและทำความสะอาดพื้นสนามอารมณ์วนไปแบบนี้เรื่อยๆ กว่าจะได้เริ่มถ่ายเทคใหม่แต่ละครั้งกินเวลาไปไม่น้อย จากบ่ายสองโมงตรงตอนนี้เข็มนาฬิกาขยับล่วงเลยไปจนสี่ทุ่มกว่าแล้วแต่ฉากที่้าก็ยังไม่ได้ดั่งใจเสียทีนัชเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดหัวเสียออกมาอย่างปิดไม่มิด
“ถ่ายมาเป็สิบเทคแล้วแม่งก็ยังไม่ผ่านสักทีจะเยอะไปไหนวะ”
นัชสบถออกมาด้วยความหัวร้อนพร้อมกับหันไปมองผู้กำกับ ฉันต้องรีบเข้ามายืนบังไม่ให้ใครเห็น ตอนที่เขาโมโหมันดูน่ากลัวมากจริงๆ
“ใจเย็นหน่อยสิ...ชาคิดว่านัชทำได้ดีแล้วแค่ยังแรงไม่พอเท่านั้น”
“จะให้แรงแค่ไหน...นี่ก็สุดแล้วนะไม่พออีกเหรอ”
เขาเริ่มเหวี่ยงใส่ฉันเสียงดังทำให้สตาฟเริ่มหันมามอง
“ลองนึกหน้าคนที่เกลียดดูสิ...อาจทำให้อารมณ์พุ่งมากขึ้นอีกก็ได้นะ”
ฉันแค่พูดเล่นๆเท่านั้น แต่เหมือนมันจะได้ผล เพราะพอเข้าฉากเทคถัดมาอารมณ์ดิบเถื่อนที่ถูกจุดติดขึ้นมาทำให้เขาแสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบจนผ่านฉากนั้นไปได้ในที่สุดฉันไม่รู้หรอกว่าในตอนนั้น เขากำลังนึกถึงใคร วี หรือนายดินรู้แค่ว่าความเกลียดนั่น มันคงมากเอาการอยู่
การถ่ายทำสิ้นสุดลงตอนเกือบห้าทุ่มนัชทิ้งตัวลงนั่งบนรถตู้ด้วยความอิดโรยเพื่อเดินทางกลับบ้าน ฉันนั่งเงียบ ๆประกบข้างมาด้วย ตอนแรกกะว่าจะขอลงแถวรถไฟฟ้าและค่อยเรียกแท็กซี่กลับบ้าน แต่นัชดันหลับไปแล้วฉันเลยหาโอกาสบอกไม่ได้ จนในที่สุดรถก็มาถึงหน้าคอนโดนัชงัวเงียตื่นขึ้นและหันมาหาฉัน
“คืนนี้ค้างที่นี่แล้วกันดึกมากแล้ว พรุ่งนี้เช้าต้องเดินทางไปทำงานต่ออีก ขืนกลับตอนนี้คงไม่ได้นอนพอดี”
“แต่ฉันไม่ได้เอาเสื้อผ้าติดตัวมาเปลี่ยนสักชุดเลยนะคะ”
“ใส่เสื้อผ้าของนัชไปก่อนก็ไดขึ้นห้องเถอะเหนื่อยจะแย่แล้ว”
ปากก็บอกว่าเหนื่อย แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องพักเขากลับลากตัวฉันตรงดิ่งเข้าห้องน้ำเป็อันดับแรก ฉันรู้ทันทีว่าเขาคิดจะทำอะไรต่อบทเร่าร้อนเริ่มต้นขึ้นจากจูบที่ดุดันเช่นเคยแต่ครั้งนี้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วกว่าปกติไม่มีท่วงท่าลีลาอ้อยอิ่งเหมือนครั้งก่อน ๆ นัชจัดการปลดเสื้อผ้าของตัวเองออกจนหมดฉันทำได้เพียงยืนนิ่งมองการกระทำนั้นโดยไม่ขัดขืนเขารูดซิปและถอดเสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายออกจากตัวฉัน ก่อนจะอุ้มร่างเปลือยเปล่าเข้าไปในห้องอาบน้ำแล้วเปิดฝักบัวให้น้ำไหลชโลมลงมา
ััร้อนแรงกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งริมฝีปากของเขาซุกไซร้ไปทั่วเรือนร่างในขณะที่นิ้วแกร่งเริ่มรุกรานเข้าสู่จุดซ่อนเร้นอย่างรู้มุม เขาคงผ่านประสบการณ์แบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนจนเชี่ยวชาญว่าควรััจุดไหนที่จะปลุกเร้าอารมณ์ฉันให้เตลิดเปิดเปิงได้รวดเร็วที่สุดใช่... ฉันหลงไปกับัันั้นจริง ๆเสียงน้ำที่ไหลกระทบพื้นห้องน้ำผสมผสานกับเสียงหอบหายใจและััเปียกชื้นที่ละเลงไปทั่วร่างทำเอาหัวใจเต้นระรัวแทบะเิเขาดึงตัวฉันให้ทิ้งน้ำหนักลงในท่าเตรียมพร้อมสำหรับการรุกรานจากด้านหลัง
“นัช...ถุงยางล่ะ”
ฉันต้องเอ่ยปากเตือนสติเขาทุกครั้งเพราะฉันไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองท้องโดยเด็ดขาด แม้สีหน้าของเขาจะฉายแววขัดใจเล็กน้อยเพราะไม่อยากใส่อุปกรณ์ป้องกันแต่เมื่อเห็นว่าฉันยืนยันเสียงแข็งและไม่มีทางยอมให้ทำต่อหากไร้ตัวป้องกันเขาก็จำยอมผละไปหยิบมันมาสวมใส่อย่างขัดไม่ได้
เมื่อทุกอย่างพร้อม บทเพลงรักก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งฉันใช้ริมฝีปากช่วยกระตุ้นอารมณ์ให้เขาอีกรอบก่อนที่เราจะเริ่มความสัมพันธ์ที่เร่าร้อนอีกครั้งการเคลื่อนไหวครั้งนี้เร่งรีบและรุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้า แม้เราจะเคยผ่านมันมาแล้วแต่ความเจ็บแปลบเล็ก ๆ ก็ยังคงแล่นเข้ามาทุกครั้งที่เขากระแทกกระทั้นกายเข้ามาความเสียวซ่านแผ่ไปทั่วทุกอณูรูขุมขนทุกจังหวะที่เขาขยับเข้าออกทั้งลึกและหนักหน่วงมันช่างทรงพลังเสียจนฉันควบคุมเสียงตัวเองไม่ไหว
ฉันเผลอร้องครางออกมาเสียงนั้นเหมือนเร่งอารมณ์ของนัชให้ลุกโชนมากขึ้น เขารัวสะโพกเข้าใส่ฉันอย่างหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมในขณะที่ฉันกำลังจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดของอารมณ์ แต่...ทุกอย่างกลับต้องสะดุดหยุดลงกลางคันอย่างไร้เยื่อใย เมื่อจู่ ๆเขากลับเร่งจังหวะส่งท้ายแล้วปลดปล่อยออกมาก่อนจะทิ้งตัวหยุดนิ่งไปเฉย ๆ
ฉันนอนนิ่งมองเพดานด้วยความรู้สึกเคว้งคว้างเล็กน้อยโดยไม่ได้บอกออกไปว่า“ฉันยังไม่เสร็จเลย” แต่เมื่อประเมินจากสภาพหอบเหนื่อยของอีกฝ่ายแล้วคงไม่มีแรงพอจะทำต่ออีกรอบแน่ๆ พวกเราจึงจัดการอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเรียบร้อยแล้วล้มตัวลงนอนกอดกันแแ่ตลอดทั้งคืน
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
รุ่งเช้าของวันใหม่ ฉันตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปทำงานกับนัชลุงตู่ขับรถมารับและไปส่งนัชที่สตูดิโอก่อนจากนัชก็วนมาส่งฉันที่บ้านเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะกลับไปที่สตูดิโอใหม่วุ่นวายไม่ใช่เล่น
ฉากที่กำลังถ่ายทำกันอยู่ตอนนี้คือเลิฟซีนซึ่งแทบจะเป็ฉากหลักของเื่ก็ว่าได้ ฉันยืนกอดอกนึกวุ่นวายใจอยู่เงียบ ๆว่าเลิฟซีนที่ว่านั้นมันคือฉากเซ็กส์ซีนจริงๆ หรือเปล่า ความรู้สึกหงุดหงิดเริ่มก่อตัวขึ้นในอกอย่างห้ามไม่อยู่ฉันไม่อยากให้นัชต้องไปเล่นบทแนบชิดแบบนี้เลยสักนิด...หรือนี่ฉันกำลังเริ่มทำตัวเป็เ้าข้าวเ้าของเขาเข้าจริง ๆ แล้วงั้นเหรอ?
่พักกองนัชเดินออกมาในชุดลำลองหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว
“ต้องเปลือยด้วยเหรอ”
ฉันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
“ใช่สิ...เปลือยทั้งคู่นั่นแหละ”
นัชตอบแบบหน้าตาเฉยมาก
แม้ในใจจะรู้สึกกระตุกวูบขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็พยายามบอกตัวเองว่ามันเป็เื่ของการแสดง ดารามืออาชีพเขาก็คงทำกันเป็ปกติยิ่งคุณออยขึ้นชื่อเื่ความเป็มืออาชีพสูงอยู่แล้วคงผ่านฉากพวกนี้ไปได้อย่างสบาย ๆ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกขัดหูขัดตามากที่สุดคือ่เวลาพักกองที่ทั้งคู่มักจะนั่งกะหนุงกะหนิงหยอกล้อกันต่างหากถึงฉันจะรู้ว่านิสัยเขาเป็แบบนี้อยู่แล้ว เล่นหูเล่นตาเก่ง และชอบเข้าถึงตัวแต่ฉันก็ยังทำใจให้เฉยไม่ได้อยู่ดี
“เฮ้ออออเริ่มเข้าใจความรู้สึกยัยวีแล้วสิ”
ฉันขอตัวกลับคอนโดไปดูร้านเสียหน่อยผ่านมาหลายอาทิตย์แล้ว ฝุ่นคงจับเต็มไปหมด ฉันนั่งรถแท็กซี่กลับมาที่คอนโด่สายๆยืนมองร้านเดิมแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียดาย ฝุ่นจับอย่างที่คิดมองไปที่ชั้นวางไหมพรมแล้วรู้สึกสงสารพวกมันจับใจ ต้องอยู่โดยไม่มีใครสนใจ ฉันชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะยอมคืนห้องเช่านี้ไปเลยดีไหมเพราะเก็บไว้แบบนี้มีแต่เสียค่าเช่าไปฟรีๆ
ขณะที่กำลังเดินขึ้นมาชั้นสอง เพื่อเข้าไปดูในห้อง ประตูห้องข้างๆก็เปิดออก ฉันเลยหันไปมอง นายดินเดินออกมาจากพอดีฉันไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเขา จึงรีบเดินไปที่ห้องของตัวเองทันทีแต่เขากลับไวกว่า คว้าแขนฉันไว้เสียก่อน
“คุณ...ขอคุยด้วยหน่อยสิ”