หลังจากจัดการกับซากหมาป่าขนเหล็กเรียบร้อยลี่หงก็เดินกลับไปหาหมาป่าวายุทั้งสอง ที่กำลังยืนตัวสั่นจ้องมองมายังตนด้วยความหวาดกลัว
เมื่อเห็นดังนั้นลี่หงจึงปลดปล่อยพลังแห่งพฤกษาออกมาเพื่อให้ทั้งสองผ่อนคลายและลดความหวาดระแวงลง
“ข้าไม่ทำอะไรพวกเ้าหรอก”พูดจบลี่หงก็นำลูกหมาป่าวายุน้อยทั้งสองออกมาจากมิติ
แง๊ว! แง๊ว! เมื่อออกมาจากมิติ แทนที่ลูกหมาป่าน้อยทั้งสองจะวิ่งเข้าไปหาพ่อแม่ของมันแต่กลับวิ่งเข้ามาคลอเคลียลี่หงแทนเห็นดังนั้นเ้าตัวก็ได้แต่ส่งยิ้มไปหาพ่อแม่หมาป่าวายุ แล้วก้มลงลูบหัวลูกหมาป่าวายุน้อยทั้งสองตัว
เห็นดังนั้นหมาป่าวายุทั้งสองก็คลายความหวาดกลัวที่มีตุ่์ตรงหน้าแล้วเดินเข้าไปคลอเคลียกับลี่หงเช่นกัน หากพวกมันไม่ได้มนุษย์ตรงหน้าช่วยเหลือ ชีวิตของพวกมันรวมถึงลูกๆก็คงไม่รอดมาจนถึงตอนนี้
เมื่อเล่นกับลูกหมาป่าน้อยทั้งสองและรักษาาแให้กับหมาป่าวายุทั้งสองเสร็จลี่หงก็พูดขึ้นพร้อมกับเดินจากไป
“ข้าไปละนะดูแลลูกๆของเ้าให้ดีล่ะ” ได้ยินดังนั้นหมาป่าวายุทั้งสี่ก็ร้องครางออกมาราวกับว่ายังไม่อยากให้ลี่หงจากไปไหน โดยเฉพาะลูกหมาป่าวายุน้อยทั้งสอง
โฮก! โฮก! แง๊ว! แง๊ว! ได้ยินดังนั้นลี่หงก็หยุดชะงักพร้อมกับจ้องมองไปยังหมาป่าวายุทั้งสี่
เมื่อเห็นว่ามนุษย์ตรงหน้าหยุดเดินพ่อหมาป่าวายุจึงหันไปคลอเคลียกับแม่หมาป่าวายุและลูกน้อยทั้งสองราวกับว่าจากนี้ทั้งสี่จะไม่ได้พบกันอีกแล้ว
หลังจากนั้นพ่อหมาป่าวายุก็เดินเข้ามาหมอบคลานอยู่ตรงหน้าลี่หงเห็นดังนั้นลี่หงก็รับรู้ได้ทันทีว่าพ่อหมาป่าวายุกำลังทำอะไร
“เ้า้าติดตามข้างั้นรึ!”ลี่หงพูดขึ้นเมื่อเห็นพ่อหมาป่าวายุมาหมอบอยู่ตรงหน้าตนแม้จะบอกว่าหมอบแต่สายตาของพ่อหมาป่าวายุก็อยู่ในระดับเดียวกับสายตาลี่หงอยู่ดีเมื่อเห็นสายตาที่แน่วแน่ของพ่อหมาป่าวายุ เ้าตัวก็ถอนหายใจออกมาแล้วแย้มยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ
เหตุที่พ่อหมาป่าวายุกระทำแบบนั้นเพราะมันยอมรับในความแข็งแกร่งของมนุษย์ตรงหน้า ด้วยจิตสำนึกและสัญชาตญาณของสัตว์อสูรย่อมยอมรับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าทั้งยังเป็ผู้มีพระคุณช่วยเหลือชีวิตมันและครอบครัวจึงไม่แปลกที่สัตว์อสูรระดับสูง อย่างหมาป่าวายุระดับปราณฟ้าจะยอมสยบต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอย่างลี่หง
แม้จะไม่สามารถพูดคุยกับมนุษย์ตรงหน้าได้แต่ด้วยความที่มีบางสิ่งบางอย่างที่พิเศษอยู่ในร่างกาย ทำให้มันเข้าใจในสิ่งที่มนุษย์ตรงหน้า้าจะสื่อมันจึงส่งเสียงตอบรับคำหนึ่งเพื่อยืนยันในสิ่งที่ตัดสินใจ
ทางด้านลี่หงเมื่อเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจแต่การจะทิ้งแม่หมาป่าวายุและลูกน้อยทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ในป่าหมอก ที่เต็มไปด้วยอันตรายและสัตว์อสูรระดับสูงย่อมไม่ใช่สิ่งที่เ้าตัว้าลี่หงจึงพูดขึ้นพร้อมกับเสนอแนวทางที่ดีที่สุดให้ครอบครัวหมาป่าวายุ
“ข้าไม่อยากให้เ้าทิ้งครอบครัวไว้ในสถานที่อันตรายแบบนี้หากเ้าอยากติดตามข้าจริงก็ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ” ได้ยินดังนั้นพ่อหมาป่าวายุก็ส่งเสียงคำรามออกมาด้วยความดีใจ
โฮก! โฮก! แง๊ว! แง๊ว! หลังจากเสียงคำรามของพ่อหมาป่าวายุดังขึ้นเสียงของแม่หมาป่าวายุก็ดังตามมาติดๆ ส่วนสองหมาป่าวายุน้อยก็ไม่น้อยหน้าเช่นกันเห็นดังนั้นลี่หงก็ยกยิ้มขึ้นมาอีกครั้งเพราะจากนี้ตนไม่ต้องอยู่ในมิติคนเดียวอีกแล้ว
ไม่รีรอให้ชักช้าเสียเวลา ลี่หงจึงรีบโคจรลมปราณไปยังปลายนิ้วชี้ข้างขวาก่อนจะกรีดกรายเขียนอักขระขั้นมาหลายสิบตัว ไม่นานอักขระสีเขียวก็ปรากฏขึ้นเป็รูปลักษณ์เรียงรายกลายเป็วงอักขระลอยอยู่เบื้องหน้า
จากนั้นเ้าตัวกัดนิ้วของตนเองแล้วหยดเืลงบนอักขระแล้วจึงหันไปพูดกับพ่อหมาป่าวายุ
“หยดเืของเ้าลงไปบนอักขระสิ” ได้ยินดังนั้นพ่อหมาป่าวายุก็ไม่รอช้าใช้ปากกัดเข้าไปยังขาหน้าให้เป็แผล แล้วหยดเืของมันไปยังอักขระที่ลอยอยู่ตรงหน้าเช่นกัน
ทันทีที่อักขระได้เืของทั้งสองก็ส่องแสงสีเขียวเจิดจ้าออกมาตามระดับอักขระที่ใช้จากนั้นแสงที่ส่องออกมานั้นก็กระจายตัวเป็สองสาย หนึ่งพุ่งตรงไปยังกลางอกลี่หงหนึ่งพุ่งตรงไปยังหน้าผากของพ่อหมาป่าทมิฬ
“เสร็จไปหนึ่งต่อไปก็ตาพวกเ้าแล้ว” พูดจบลี่หงก็หันไปทำแบบเดิมกับแม่หมาป่าวายุและลูกหมาป่าวายุน้อยทั้งสอง
การทำพันธสัญญาในรูปแบบที่ลี่หงกำลังทำอยู่ถือว่าฉีกกฎเกณฑ์ของการทำพันธสัญญาระหว่างมนุษย์กับสัตว์อสูรที่มีอยู่ทุกรูปแบบในโลกเพราะที่ลี่หงกำลังทำอยู่นี้คือพันธสัญญาสัตว์เลี้ยง พันธสัญญาที่เชื่อมต่อกับสัตว์อสูรได้ไม่จำกัดจำนวนแต่ก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของผู้ร่างพันธสัญญา
หากผู้ร่างพันธสัญญาอ่อนแอ ย่อมไม่สามารถสยบหรือทำให้สัตว์อสูรยินยอมพร้อมใจทำพันธสัญญาได้ที่สำคัญคนที่จะทำพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงได้ ต้องเป็ผู้ใช้อักขระหรือได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใช้อักขระเท่านั้น
เมื่อทำพันธสัญญากันเรียบร้อย ทั้งส่งฝ่ายจะไม่สามารถคิดคดทรยศกันได้หากไม่! ฝ่ายที่คิดคดจะต้องทรมานจนสิ้นลมหายใจเช่นกัน แต่หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตกตายจากผู้อื่นการทำพันธสัญญาก็ถือว่าสิ้นสุดผู้ที่ยังคงอยู่ย่อมสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้
ส่วนการทำพันธสัญญาที่ผู้คนทั่วไปรู้จักมีเพียงไม่กี่รูปแบบเท่านั้นหนึ่งในนั้นที่ผู้คนนิยมก็คือพันธสัญญานิรันด์เป็การทำพันธสัญญาร่วมเป็ร่วมตายกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์อสูรการจะทำพันธสัญญานิรันด์ได้นั้นทั้งสองฝ่ายย่อมต้องเชื่อใจและยินยอมพร้อมใจกัน เพราะหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดถูกสังหารอีกฝ่ายย่อมตกตายตามกันไป
พันธสัญญาอีกรูปแบบที่ผู้คนนิยมมากเช่นกันคือพันธสัญญาโลหิตส่วนใหญ่จะเป็การบังคับทำพันธสัญญาฝ่ายเดียวมากกว่าการยินยอมพร้อมใจ เพราะหากผู้ที่เป็ฝ่ายร่ายพันธสัญญาตกตายผู้ที่อยู่ใต้พันธสัญญาย่อมตกตายเช่นกัน แต่หากผู้ที่ตกอยู่ภายใต้พันธสัญญาตกตาย ผู้ที่ร่างพันธสัญญาจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลย
โดยทั่วไปแล้วคนหนึ่งคนสามารถทำพันธสัญญาได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้นดังนั้นการทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรย่อมต้องเลือกสรรสัตว์อสูรที่ส่งเสริมพลังของตนแต่หากเมื่อใดพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงของลี่หงกระจายออกไปยังโลกภายนอกข้อกำหนดนี้ย่อมต้องถูกมองข้าม
แต่ก็มีข้อแม้ที่ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกันเพราะไม่ว่าจะเป็พันธสัญญานิรันด์หรือพันธสัญญาโลหิต ผู้คนทั่วไปย่อมสามารถทำได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นเนื่องจากสัตว์อสูรที่ทำพันธสัญญากับมนุษย์จะเข้าไปอยู่อาศัยในดวงจิตของคนผู้นั้นและดวงจิตของคนหนึ่งคนสามารถรองรับสัตว์อสูรได้เพียงหนึ่งตนเท่านั้น
แต่ข้อแม้นี้ก็เป็ข้อยกเว้นสำหรับแก่ลี่หงเช่นกันเพราะดวงจิตของลี่หงในตอนนี้กลับกลายเป็มิติพิเศษขนาดใหญ่ไปแล้วทำให้เ้าตัวสามารถทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรกี่ร้อยกี่พันตัวก็ได้หาก้า
ไม่นานการทำพันธสัญญาสัตว์เลี้ยงของลี่หงกับหมาป่าวายุทั้งสี่ก็เสร็จสิ้น
“พวกเ้ามีชื่อหรือไม่” หลังจากทำพันธสัญญาเสร็จลี่หงก็หันไปพูดกับพ่อหมาป่าวายุ
‘พวกข้าไม่มีชื่อขอรับเ้านาย’พ่อหมาป่าวายุพูดขึ้น แม้จะได้ยินดังนั้นแต่ลี่หงก็ไม่มีท่าทีใเพราะนี่คือข้อดีอีกหนึ่งอย่างของพันธสัญญาสัตว์เลี้ยง ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถสื่อสารกันทางกระแสจิตได้และด้วยหมาป่าวายุทั้งสองเป็ถึงสัตว์อสูรระดับสูงย่อมสามารถสื่อสารภาษามนุษย์ได้ไม่ยากแม้จะเป็เพียงกระแสจิตก็ตาม
“อืม! ยังไม่มีชื่อสินะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะตั้งให้พวกเ้าก็แล้วกันเ้าเป็พ่อหมาป่าวายุเอาชื่อเสี่ยวหลางละกัน ส่วนเ้าชื่อเสี่ยวหลิน สำหรับเ้าตัวเล็กทั้งสองเ้าหมาป่าวายุน้อยสีดำตัวนี้เ้าชื่อเสี่ยวเฮ่ยส่วนตัวสีขาวเ้าชื่อเสี่ยวไป๋นะ” พูดจบพวกหมาป่าวายุทั้งสี่ก็ส่งเสียงคำรามขานรับทันที
แม้จะไม่รู้ความหมายแต่เป็ชื่อที่เ้านายตั้งให้ย่อมทำให้ทั้งสี่ดีใจไม่น้อย โดยพ่อหมาป่าวายุนั้นชื่อเสี่ยวหลางแม่หมาป่าวายุชื่อเสี่ยวหลิน ส่วนเ้าตัวน้อยสีดำนั้นลี่หงให้ชื่อว่าเสี่ยวเฮ่ยและลูกหมาป่าวายุตัวสีขาวชื่อเสี่ยวไป๋
“เอาล่ะกลับบ้านกันดีกว่า ดูเหมือนสัตว์อสูรระดับสูงเริ่มได้กลิ่นเืกันแล้ว”พูดจบลี่หงก็สะบัดมือคราหนึ่ง หนึ่งคนกับสี่ตัวก็หายไปจากจุดที่เคยอยู่ทันที
หลังจากลี่หงจากไปได้ไม่นาน บรรดาต้นไม้ที่ได้รับพลังแห่งพฤกษาก็เติบใหญ่ขึ้นราวกับมีชีวิตหากมีใครมาเห็นการเจริญเติบโตของต้นไม้ในตอนนี้ ต้องตกอกใตายอย่างแน่นอน
ไม่นานหนึ่งมนุษย์สี่หมาป่าวายุก็มาโผล่ที่หน้ากระท่อมภายในมิติพิเศษ
“ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่ของพวกเ้า”ได้ยินดังนั้นหมาป่าวายุทั้งสี่ก็ตัวแข็งทื่อพลางส่งสายตามาหาเ้านายผู้แปลกประหลาดของพวกมัน
‘จะ เ้านาย ที่นี่มันที่ไหนทำไมลมปราณมันหนาแน่นอย่างนี้ขอรับ’ หลังจากได้สติกลับมา เสี่ยวหลางก็พูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็บ้านของพวกเราไงที่ที่พวกเ้าอยู่ตอนนี้ก็คือมิติพิเศษของข้าเอง เอาล่ะตอนนี้พวกเ้าก็ไปพักผ่อนซะน้ำในน้ำตกนั้นดื่มกินได้เลยตามสบาย” ได้ยินดังนั้นทั้งสี่ก็มุ่งหน้าไปยังน้ำตกทันทีเพราะหลายวันมานี้ทั้งสี่ถูกตามล่าจากฝูงหมาป่าขนเหล็ก จนแทบไม่มีเวลาพักหาอาหารแม้แต่น้ำก็ไม่ได้แตะ
เมื่อทั้งสี่ไปถึงน้ำตกก็ไม่รอช้าต่างก็รีบดื่มน้ำจากแอ่งน้ำด้วยความกระหาย ทันทีที่ดื่มน้ำลงไปลมปราณมหาศาลก็ปะทุขึ้นมาทำให้ทั้งสี่ตัวแข็งทื่อ
‘จะ เ้านาย นี่มันน้ำอะไรกันเหตุใดถึงได้มีลมปราณมากมายแบบนี้เ้าคะ’ เป็เสี่ยวหลินแม่หมาป่าวายุพูดขึ้นด้วยความตื่นใ
“ก็แค่น้ำทิพย์ทั่วไปน่ะพวกเ้ารีบดื่มรีบพักผ่อนเถอะ ดูสภาพแล้วคงถูกพวกมันไล่ล่ามาหลายวันสินะ” ได้ยินดังนั้นหมาป่าวายุทั้งสี่ก็ผงกหัวขึ้นลงอย่างพร้อมเพรียงจากนั้นจึงก้มหน้าก้มตาดื่มน้ำทิพย์ทั่วไปที่เ้านายคนใหม่บอกแล้วแยกย้ายกันพักผ่อนเพื่อดูดซับลมปราณจากน้ำทิพย์
หากมีใครมาเห็นการกระทำของลี่หงในตอนนี้ไม่คลั่งก็คงกระอักเืตายแน่นอนน้ำทิพย์วารีพิสุทธิ์ที่แสนล้ำค่าและหาได้ยากยิ่งแต่เ้าตัวกลับนำมาให้สัตว์เลี้ยงดื่มกิน
หลังจากทั้งสี่นอนดูดซับลมปราณอยู่ใกล้ๆน้ำตกลี่หงก็เข้าไปสำรวจร่างกายของลูกหมาป่าวายุทั้งสอง เพราะลักษณะภายนอกของลูกหมาป่าวายุทั้งสองนั้นไม่มีส่วนไหนคล้ายคลึงกับพ่อแม่แม้แต่น้อย
หนึ่งมีขนสีดำสนิท อีกหนึ่งกลับมีขนทั่วร่างขาวสะอาดทั้งที่พ่อแม่หมาป่าวายุทั้งสองนั้นมีขนสีขาวขุ่นคล้ายควันไฟ แค่นั้นยังไม่พอ ลี่หงยังััได้ถึงพลังแปลกประหลาดจากลูกหมาป่าวายุทั้งสองอีกด้วย
“แปลกจริงๆทั้งที่พ่อแม่เป็หมาป่าวายุมีพลังธาตุลม แต่เ้าเสี่ยวเฮ่ยกลับมีทั้งธาตุลม ธาตุมืดและธาตุไฟส่วนเสี่ยวไป๋ก็แปลกประหลาดไม่ต่างกันเลยมีทั้งธาตุลม ธาตุน้ำและธาตุน้ำแข็ง เฮ้อ! นี่ข้ารับตัวประหลาดอะไรมาเลี้ยงเนี่ย”แม้จะพูดแบบนั้น แต่เ้าตัวก็ยิ้มแย้มขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ
โดยไม่ได้เหลียวมองตนเองแม้แต่น้อยว่าตนนั้นแปลกประหลาดยิ่งกว่าลูกหมาป่าวายุทั้งสองเสียอีก พูดจบลี่หงก็นั่งฟื้นฟูลมปราณที่เสียไปเช่นกัน
ไม่นานเ้าตัวก็รู้สึกว่ามีก้อนนุ่มๆมาคลอเคลียอยู่ใกล้ๆ จึงลืมตาขึ้นมา พบกับก้อนขนสองสีที่ตอนนี้ปีนขึ้นมานอนเล่นอยู่บนตักของตน
“เ้าสองตัวนี้ซนไม่ใช่เล่นนะเนี่ย”ได้ยินดังนั้นสองลูกหมาป่าวายุน้อยก็ขานรับทันที พร้อมกับะโลงจากตักนุ่มนิ่มของลี่หงพลางวิ่งหยอกล้อกันด้วยความสนุกสนาน
แง๊ว! แง๊ว! ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความดีใจเพราะหนึ่งปีแล้วที่ตนไม่ได้พบเจอหรือพูดคุยกับใครเลย แม้จะเงียบสงบแต่การอยู่ที่นี่คนเดียวมันก็เงียบเกินไปอยู่ดีแต่จากนี้ไปตนไม่ต้องอุดอู้อยู่คนเดียวอีกแล้วเมื่อเห็นลูกหมาป่าวายุน้อยทั้งสองวิ่งเล่นหยอกล้อกันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวลี่หงก็พูดขึ้น
“พวกเ้ายังพูดภาษามนุษย์ไม่ได้สินะ”ได้ยินคำพูดของเ้านาย ลูกหมาป่าวายุก็หยุดชะงักและขานรับทันที
แง๊ว! แง๊ว! เมื่อขานรับเ้านายเสร็จก็ออกวิ่งหยอกล้อกันต่อเห็นดังนั้นลี่หงก็ส่ายหัวให้กับลูกหมาป่าวายุทั้งสอง
“เสี่ยวเฮ่ย เสี่ยวไป๋ไปเที่ยวป่าสนหมื่นปีกับข้าไหม” พูดจบลี่หงก็ลุกขึ้น พร้อมกับเอ่ยปากชวนลูกหมาป่าวายุน้อยทั้งสอง
แง๊ว! แง๊ว! เมื่อทั้งสองขานรับ ลี่หงก็ทะยานออกไปด้วยความเร็วระดับหนึ่งเห็นดังนั้นลูกหมาป่าวายุทั้งสองก็ไม่รอช้ารีบทะยานตามไปทันทีเมื่อเห็นว่าลูกหมาป่าวายุทั้งสองตามมาติดๆ ลี่หงก็เร่งความเร็วขึ้นทีละน้อยจนตอนนี้ความเร็วของหนึ่งเด็กสาวและสองลูกหมาป่าวายุก็เร็วกว่าม้าศึกที่ห้อตะบึงอยู่กลางสนามรบแล้ว
เมื่อมาถึงป่าสนหมื่นปีเ้าตัวแสบทั้งสองตัวต่างก็ยืนนิ่ง เพราะตกตะลึงกับความสูงใหญ่ของต้นสนดำขนาดั์ที่สูงกว่าห้าสิบเมตรบางต้นก็สูงใหญ่กว่าร้อยเมตร ขนาดลำต้นก็มโหฬารถึงกับต้องใช้คนโอบมากกว่ายี่สิบคนถึงจะโอบครบรอบ
เมื่อเห็นท่าทางของสองลูกหมาป่าวายุลี่หงก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความขบขัน เพราะท่าทางของทั้งสองนั้นไม่เพียงแต่ตกตะลึงเท่านั้นแต่ก็ยังตื่นเต้นมากอีกด้วย
แม้ร่างกายน้อยๆจะนิ่งค้าง แต่หางของทั้งคู่กลับส่ายไปส่ายมาด้วยความรวดเร็วแค่นั้นยังไม่ พอเมื่อได้สติกลับคืนมาทั้งสองยังส่งสายตาออดอ้อนมายังเ้านายสาว
แง๊ว! แง๊ว! เมื่อเห็นท่าทางของลูกหมาป่าวายุทั้งสองลี่หงก็รับรู้ถึงความ้าของทั้งสองได้เป็อย่างดี เพราะไม่มีอะไรน่าสนุกและตื่นเต้นไปกว่าการได้วิ่งเล่นในป่าที่กว้างใหญ่อีกแล้ว
“อย่าเข้าไปลึกล่ะ” เมื่อได้รับอนุญาตทั้งสองก็ไม่รอช้ารีบพุ่งเข้าไปในป่าสนหมื่นปีด้วยความรวดเร็ว
เมื่อเ้าตัวแสบทั้งสองไปแล้ว ลี่หงก็เดินตรงไปยังต้นสนดำขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆจากนั้นจึงประกบนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้าด้วยกันแล้วโคจรปราณไร้ลักษณ์ไปยังนิ้วทั้งสองสร้างเป็กระบี่ปราณไร้ลักษณ์สีทองยาวสามเซี๊ยะ(1เซี๊ยะ=33.33ซม.)ขึ้นมาหนึ่งเล่ม
ในขณะที่ลี่หงใช้ออกด้วยปราณไร้ลักษณ์นั้นดวงตาหงก็เปล่งประกายแสงสีทองออกมาเหมือนกับตอนที่ใช้พลังแห่งพฤกษา ที่ดวงตาของลี่หงจะเปล่งประกายแสงสีเขียวทองออกมา
จากนั้นก็สะบัดมือคราหนึ่งปรากฏเป็คลื่นลมปราณขนาดใหญ่ พุ่งไปยังโคนต้นสนขนาดั์ที่สูงกว่าร้อยเมตร
ฉับ! เสียงกระบี่ปราณขนาดใหญ่ ตัดผ่านโคนต้นสนั์ราวกับตัดผ่านเต้าหู้ดังขึ้นพร้อมกับลี่หงใช้อำนาจของผู้มิติพิเศษ ทำให้ต้นสนดำขนาดั์ค่อยๆ เอนเอียงมายังทุ่งหญ้า
แต่ในระหว่างที่ต้นสนั์เอนเอียงมาได้ครึ่งทางลมปราณของลี่หงกลับเหือดแห้ง ทำให้ไม่สามารถควบคุมต้นสนั์ได้
ตู้ม!!! เสียงต้นสนดำขนาดั์ร่วงหล่นลงบนทุ่งหญ้าดังสนั่นหวั่นไหวทำให้ทุกพื้นที่ในมิติสั่นะเืราวกับมิติแห่งนี้กำลังจะแตกสลาย สองหมาป่าวายุที่กำลังบ่มเพาะพลังอยู่ต้องหยุดชะงักเพราะตื่นใกับเสียงที่ดังขึ้นส่วนลูกหมาป่าวายุน้อยทั้งสองต่างก็นอนขดตัวกลมด้วยความหวาดกลัวในป่าสนหมื่นปี
“เกือบโดนต้นไม้ทับตายแล้วไหมล่ะ”ลี่หงพูดขึ้นด้วยความโล่งใจ เพราะตนเกือบถูกต้นสนั์ทับตาย
เนื่องจากพลังตนใช้มากถึงหกส่วนในการสร้างกระบี่ปราณขนาดใหญ่ขั้นมาแต่ลี่หงกลับลืมคิดไปว่าการใช้อำนาจของผู้มิติก็ต้องใช้ลมปราณของตนมากไม่แพ้กันทำให้ลมปราณที่ตนมีอยู่มากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าเหือดแห้งอย่างรวดเร็ว
หลังจากเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งมิติเสี่ยวหลางและเสี่ยวหลินที่บ่มเพาะลมปราณอยู่ต่างก็รีบมุ่งหน้ามายังต้นเสียงทันที เมื่อมาถึงทั้งสองก็ต้องตกตะลึงกับสาเหตุที่ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวและป่าไม้ั์ตรงหน้า
ไม่ว่าจะสงสัยหรือตื่นตะลึงมากมายเพียงใดแต่ทั้งสองก็ต้องรอให้เ้านายตนออกจากการดูดซับลมปราณก่อนระหว่างนั้นทั้งสองก็พุ่งเข้าไปในป่าสนั์เพื่อตามหาลูกน้อยของตน
‘เ้านายมันเกิดอะไรขึ้นขอรับ’เสี่ยวหลางพูดขึ้น เมื่อเห็นเ้านายของตนลืมตาขึ้นมาจากการดูดซับลมปราณ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าแค่ตัดต้นไม้เท่านั้นเองไม่มีอะไรหรอก” ได้ยินดังนั้นหมาป่าวายุทั้งสี่ก็ได้แต่ตะลึงงัน
‘เ้านายจะเอาต้นไม้ั์ไปทำอะไรขอรับ’เสี่ยวหลางพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“ข้าจะเอาไปทำอาวุธน่ะสู้มือเปล่าแล้วมันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่” ได้ยินดังนั้นเสี่ยวหลางก็จ้องมองไปยังต้นสนขนาดั์ที่นอนสงบนิ่งอยู่บนทุ่งหญ้าด้วยสายตาว่างเปล่า
“เอ่อ! เ้านายจะเอาไปทำอาวุธอะไรเ้าคะแล้วมันต้องใช้ทั้งต้นนี่เลยรึเ้าคะ” เมื่อได้ยินคำถามของเสี่ยวหลิน ลี่หงเพียงแค่หัวเราะออกมาเท่านั้น
จากนั้นเ้าตัวก็ทะยานขึ้นไปยืนบนต้นสนดำขนาดั์แล้วก็โคจรลมปราณสร้างกระบี่ปราณขนาดปกติออกมาหนึ่งเล่ม แล้วสะบัดมือให้กระบี่ปราณพุ่งไปตัดกิ่งก้านสาขาของต้นสนดำขนาดั์
ฟิ้ว! ฉับ! ฉับ! ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม! เสียงกระบี่ปราณธรรมดาตัดผ่านกิ่งไม้ขนาดใหญ่นับร้อยนับพันกิ่งแม้จะบอกว่าเป็กิ่งไม้ แต่ขนาดของมันล้วนต้องใช้คนมากกว่าห้าคนโอบถึงจะครบรอบ
เมื่อตัดแยกกิ่งก้านสาขาทั้งหมดแล้วเสร็จลี่หงก็ทำการคัดแยกกิ่งไม้ขนาดต่างๆ รวมไปถึงใบสนที่มีขนาดใหญ่กว่าเข็มสองเท่า กว่าจะคัดแยกจนเสร็จก็ต้องใช้เวลานานกว่าสามชั่วยาม
“เฮ้อ! รู้อย่างนี้ค่อยๆทำทีละกิ่งดีกว่า ไม่น่าหาเื่ใส่ตัวเลยเรา” ลี่หงถอนหายใจออกมาให้กับความโง่งมของตนทั้งที่ตนสามารถทำอาวุธจากกิ่งก้านสาขาทีละส่วนแต่ตนกลับเลือกล้มต้นไม้ทั้งต้นแล้วค่อยมาคัดแยกทำให้เสียวเวลาไปตั้งมากมาย
“พวกเ้ากินแล้วก็ไปบ่มเพาะพลังซะส่วนข้าต้องขอเวลาจัดการกับกองพวกนี้ก่อน อีกหลายวันกว่าจะได้ออกไปโลกภายนอกหากอาหารพวกนี้หมดค่อยออกไปหามาเพิ่มทีหลัง” พูดจบลี่หงก็นำเอาผลึกอสูรและซากหมาป่าขนเหล็กออกมาให้หมาป่าวายุทั้งสี่แล้วหันมาสนใจกับกองกิ่งก้านสาขาต้นสนั์นับสิบกองตรงหน้า