ตอนที่ 4 น้องภรรยาจอมโหด
“ข้าจะขึ้นูเาแล้ว” เฉินเสี่ยวหมี่พูดขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นยืน
เฉินเสี่ยวไช่พยักหน้าแล้วพูดรับรองว่า “พี่ใหญ่ ท่านไปอย่างวางใจเถิด ข้าจะดูแลน้องชายให้ดี และจะคอยจับตาดูคนผู้นี้”
ตอนที่เฉินเสี่ยวไช่พูดถึงน้องชาย สีหน้าของเขาอ่อนโยนอย่างยิ่ง แต่เมื่อพูดถึงลู่หลิน สีหน้าก็เปลี่ยนเป็ดุร้าย
เฉินเสี่ยวหมี่พึงพอใจน้องชายมากที่เชื่อฟังและมีความสามารถ “ฝากเ้าด้วยนะ”
เฉินเสี่ยวไช่พยักหน้า พูดอย่างจริงจังว่า “ขอรับ”
เขามองพี่ชายตนเอง รู้สึกว่าพี่ใหญ่เป็คนร้ายกาจที่สุดในใต้หล้า เมื่อเขาเติบใหญ่แล้วจะต้องขึ้นูเาไปล่าสัตว์ หาเงินเลี้ยงครอบครัว และแบ่งเบาภาระของพี่ชาย
ไม่ว่าชาวบ้านในหมู่บ้านจะนินทาเฉินเสี่ยวหมี่อย่างไร ในใจของเฉินเสี่ยวไช่นั้น พี่ใหญ่เป็วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่ไร้ใครเทียบได้
หลังจากเฉินเสี่ยวหมี่เดินจากไปไม่นาน ลู่หลินก็ลืมตาขึ้น
ก่อนหน้านี้เพราะมีเฉินเสี่ยวหมี่ที่คนเขาลือกันว่าเป็คนดุร้ายที่ฆ่าเสือตายด้วยหมัดเดียวอยู่ด้วย ลู่หลินจึงไม่กล้าลืมตา ตอนนี้อีกฝ่ายจากไปแล้ว เขาจึงลืมตาในที่สุด
ลู่หลินกะพริบตา วันนี้เป็วันแต่งงานของเขาสินะ แต่ไม่รู้สึกถึงบรรยากาศของวันแต่งงานเลย
ลู่หลินมองบ้านดินที่ทรุดโทรม พลันรู้สึกทอดถอนใจอยู่ในใจเล็กน้อย
ไม่น่าเชื่อว่าจะทะลุมิติมายังสถานที่แบบนี้ ครอบครัวนี้ดูยากจนจริงๆ!
เฉินเสี่ยวไช่มองลู่หลินอย่างรังเกียจ แล้วพูดว่า “ที่แท้ก็ยังไม่ตาย! หากไม่อยากตายก็ลุกขึ้นมากินอะไรสักหน่อย ถ้าเ้าอยากตายก็ออกไปตายข้างนอก พี่ใหญ่ใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อบ้านหลังนี้มา เ้าห้ามทำให้บ้านพวกข้าสกปรกเด็ดขาด”
ลู่หลิน “...” เฉินเสี่ยวไช่ดูอายุราวเจ็ดแปดขวบ ร่างกายค่อนข้างผอมแห้งแต่วางท่าใหญ่โต ไม่รู้ว่าได้รับอิทธิพลมาจากพี่ชายที่ขึ้นูเาไปล่าเสือหรือไม่
อันที่จริงในโลกใบนี้มีโอกาสให้กำเนิดซวงเอ๋อร์ค่อนข้างต่ำ แต่ในครอบครัวตระกูลเฉินทั้งสามคนมีพี่ใหญ่และน้องสามเป็ซวงเอ๋อร์ เหลือเพียงน้องรองเฉินเสี่ยวไช่ที่เป็บุรุษ
ลู่หลินมองเฉินเสี่ยวไช่แล้วขมวดคิ้วพูด “ข้าไม่อยากตายแล้ว ข้าอยากกินอะไรสักหน่อย”
เฉินเสี่ยวไช่ส่งสายตาที่เหมือนจะบอกว่า ‘ยังดีที่เ้ารู้จักวางตัว’ ให้ลู่หลิน “เ้าเป็คนที่พี่ใหญ่ข้าใช้เงินสิบตำลึงซื้อกลับมา อย่าได้คิดจะวางโตเป็ลูกผู้ชายอะไรเชียว พี่ชายข้าร้ายกาจมากนะ”
ลู่หลิน “...” ในโลกใบนี้ บุรุษเป็ใหญ่สตรีเป็รอง ยามที่ครอบครัวกินอาหาร สตรีไม่สามารถนั่งร่วมโต๊ะได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงซวงเอ๋อร์ที่สถานะต่ำกว่าสตรีเสียอีก
เฉินเสี่ยวหมี่ดูองอาจน่าเกรงขาม ผู้ใดเห็นก็เกรงกลัว แต่ความจริงแล้ว แค่เขาแสดงความเหนื่อยล้าออกมาแม้เพียงนิด ก็อาจถูกชาวบ้านโง่เขลาเ่าั้รุมก่อกวนบีบคั้นจนตาย หรือไม่ก็ถูกตระกูลเฉินควบคุมไว้
เฉินเสี่ยวไช่ติดตามอยู่ข้างกายเฉินเสี่ยวหมี่ตลอด รู้ดีถึงความยากลำบากของพี่ใหญ่ หลังจากลู่หลินแต่งเข้ามา เฉินเสี่ยวไช่คิดว่าจำเป็ต้องทำให้คนผู้นี้ตระหนักถึงสถานการณ์
ลู่หลินพูด “เข้าใจแล้ว”
ลู่หลินคิดในใจ ‘เ้าเด็กคนนี้ อายุยังน้อยก็ดุขนาดนี้ นิสัยแบบนี้จะหาภรรยาได้อย่างไร’
เฉินเสี่ยวไช่เห็นว่าลู่หลินยอมรับการสอน ท่าทีที่มีต่อลู่หลินจึงดีขึ้นเล็กน้อย
เฉินเสี่ยวไช่ยกโจ๊กข้าวกล้องถ้วยหนึ่งมาให้ลู่หลินแล้วพูดเตือน “บ้านเราไม่เลี้ยงคนให้เปลืองข้าวสุก เ้ารีบหายไวๆ ใกล้จะฤดูหนาวแล้ว ยังต้องเตรียมเสบียงอาหารสำหรับฤดูหนาวอีก”
ในใจเฉินเสี่ยวไช่มีความกังวลเล็กน้อย ปีนี้ใช้เงินก้อนโตซื้อคนผู้นี้มา ในบ้านมีปากเพิ่มขึ้นหนึ่งปาก หากไม่คิดหาวิธีเกรงว่าคงผ่านฤดูหนาวไปไม่ได้ ดูท่าต้องหาเงินเพิ่ม แต่ครอบครัวก็ไม่มีที่นา
ขณะที่เฉินเสี่ยวไช่กำลังครุ่นคิดก็มองลู่หลินด้วยสีหน้าไม่พอใจขึ้นเรื่อยๆ ซื้อคนผู้นี้มาตั้งสิบตำลึง เงินสิบตำลึงนี้สามารถซื้อเสบียงอาหารได้ไม่น้อย
เขาตัดสินใจรอให้ลู่หลินอาการดีขึ้น แล้วให้อีกฝ่ายตามพี่ใหญ่ไปล่าสัตว์ หรือไม่ก็ไปทำงานรับจ้างในเมือง โตขนาดนี้แล้วไม่อาจอยู่เฉยไม่ทำงานได้
ลู่หลินกินโจ๊กพลางขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ ผู้คนในชาติก่อนมักรู้สึกว่าอาหารที่ตนเองกินนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งเื่ตัดต่อพันธุกรรมเอย! ทั้งเื่สารเคมีเอย...แต่ต่อให้ไม่ดีต่อสุขภาพแค่ไหนก็ทำให้อิ่มท้อง! พอมาอยู่ยุคโบราณ อาหารจะดีต่อสุขภาพหรือไม่ ตอนนี้ไม่สำคัญอีกต่อไป แค่มีอาหารให้กินก็ไม่เลวแล้ว
ข้าวกล้องรสชาติแย่มาก เคี้ยวแล้วคล้ายเม็ดทรายนิดหน่อย ลู่หลินกินโจ๊กข้าวกล้องไปพลางแอบทอดถอนใจไปพลาง ชาติก่อนผู้คนมากมายชอบแสวงหาของธรรมชาติ แต่ของธรรมชาติใช่ว่าจะดีไปเสียหมด ความจริงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็อร่อยดี
ลู่หลินแสดงอาการรังเกียจเล็กน้อยอย่างทนไม่ไหว ซึ่งสีหน้าของเขาคงทำให้เฉินเสี่ยวไช่โกรธ
อีกฝ่ายก่นด่าทีหนึ่ง “ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน” จากนั้นหมุนตัวเดินไปด้วยความขุ่นเคือง
ลู่หลินมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายพลางเกาศีรษะ ถึงแม้ชาติก่อนเขาไม่ใช่คนร่ำรวย แต่ก็มีกินมีใช้ การย้อนกลับมายุคโบราณครั้งนี้ ดีร้ายอย่างไรก็ควรให้เขาปรับตัวสักหน่อย
เห็นเฉินเสี่ยวไช่จากไปแล้ว ลู่หลินก็หยิบนมเปรี้ยวขวดหนึ่งจากในร้านขายของชำออกมาดื่ม
ลู่หลินคิดในใจว่า ‘ภรรยาเป็คนอารมณ์ร้าย ครอบครัวมารดาก็เป็สถานที่โเี้ไร้ปรานี หากอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไป จำเป็ต้องฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด’