บทที่21 ศึกตัดสิน
แสงสายัณห์อันเจิดจ้าเริ่มอ่อนสลัวไปตาม่เวลาเมื่อความร้อนจากแสงอาทิตย์ลดลง บรรยากาศความหนาวเย็นของ่ฤดูเหมันต์ก็ค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นแทนที่ท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นจับจิตรอบบริเวณลานประลองกลับร้อนระอุด้วยความตื่นเต้นเร้าใจและลุ้นระทึกจากการสัประยุทธ์ระหว่างไป๋หลงยอดยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งป้อมปราการทวนทอง กับฮั่วซานฟง ศิษย์เอกของประมุขตำหนักเทพสรรพวุธหลังจากเวลาพักผ่อนหนึ่งชั่วยามหมดลงคู่ของพวกมันก็ถูกจับฉลากได้เป็คู่แรกของการประลองในรอบรองชนะเลิศทั้งคู่ประลองกันได้ครู่ใหญ่แล้ว โดยไป๋หลงจะได้เปรียบฮั่วซานฟงอยู่ขั้นหนึ่ง แต่ฮั่วซานฟงก็ตอบโต้ได้ดีสมกับเป็คนของตำหนักเทพสรรพวุธการประลองของทั้งคู่ยิ่งมายิ่งดุเดือด ฮั่วซานฟงใช้ออกด้วยเคล็ดวิชามากมายของตำหนักเทพสรรพวุธแต่ด้วยระดับพลังที่ห่างชั้นถึงหนึ่งขั้นจึงทำได้เพียงเพิ่มรอยฟกช้ำ ขีดข่วนให้ไป๋หลงเท่านั้นสุดท้ายเป็ไป๋หลงที่ดึงพลังญาณจากจิตแล้วส่งผ่านมายังทวนในมือ ก่อนตวัดฟาดฟันออกสยบฮั่วซานฟงและผ่านเข้ารอบไปตามความคาดหมายของทุกผู้คน ไม่เว้นแม้แต่คนจากตำหนักเทพสรรพวุธเอง
“ผู้ชนะในรอบรองชนะเลิศของคู่แรกได้แก่ไป๋หลง แห่งป้อมปราการทวนทอง”
“เฮฮฮฮฮฮ”
หลังจากเสียงเฮดังสนั่นอยู่ครู่ใหญ่สุดท้ายก็ได้เงียบลงพร้อมๆ กับการประกาศของพิธีกรที่ได้เรียกคู่ประลองคู่ที่สองหรือก็คือคู่สุดท้ายของวันนี้ขึ้นบนเวทีและแล้วเวลาที่ไป๋หู่รอคอยก็ได้มาถึง ชายหนุ่มกำชับทวนในมือแน่นก่อนทะยานร่างขึ้นสู่ลานประลองอย่างรวดเร็วมันจ้องมองเฟยหลงที่เดินขึ้นมายังลานประลองอย่างไม่ช้าไม่เร็ว คนพลันครุ่นคิดขึ้น
“ตลอดสองเดือนที่ข้าเฝ้ามานะฝึกฝนจนสามารถฝ่าด่านถึงระดับกิจญาณ ขั้นที่สาม ก็เพื่อวันนี้ วันที่จะได้ตัดสินผลแพ้ชนะกับเ้า”
ด้านเฟยหลง มันได้เดินขึ้นมาถึงบริเวณกลางลานประลองจากนั้นก็จ้องมองไป๋หู่ก่อนที่จะกล่าวขึ้น
“ข้ารู้ว่าเ้ากำลังรอเวลานี้เช่นนั้นมาสะสางให้มันจบเสียเถอะ”
ไป๋หู่ก็กล่าวตอบ
“หวังว่าเ้าจะไม่ออมมือ”
“มีเหตุผลบางอย่าง ที่ข้าจะออมมือให้ใครไม่ได้เด็ดขาด”
“ดี ข้าก็หวังให้เป็เช่นนั้น”
................................................................…
…..........................................................……
“การประลองในรอบรองชนะเลิศคู่ที่สอง......เริ่มได้”
“เฮฮฮฮฮ ลุยเลยเฟยหลง….หัวหน้าสาขาสิบสามเอาชนะมันให้ได้ ทำให้มันได้สำนึกเสียใจในสิ่งที่เคยเหยียดหยามพรรคขอทานเหนือเรา”
“จัดการมันเลยไป๋หู่ ประกาศศักดาให้พวกขอทานเหนือได้เห็นถึงความห่างชั้นระหว่างพรรคเรากับพวกมัน”
สายลมอันหนาวเหน็บพัดผ่านร่างของเฟยหลงและไป๋หู่อย่างแ่เบาก่อนที่จู่ๆจะหยุดนิ่งราวกับถูกสะกดไว้ ด้วยพลังของทั้งสองที่ปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มกำลังส่งผลให้บรรยากาศรอบข้างคล้ายดั่งอยู่คนละที่ก็มิปานหนึ่งนั้นเป็ผู้ฝึกญาณวิถีแห่งเต๋า ตามหลักการพลังญาณวิถีเต๋าจะมีอนุภาพมากหากเป็การใช้ออกหรือต่อสู้ในระยะไกลกลับกันตามหลักของผู้ซึ่งฝึกญาณวิถีแห่งเชน อานุภาพความรุนแรงของพลังญาณจะสูงมากหากต่อสู้ในระยะประชิดผู้ฝึกญาณแห่งเชนจะมีร่างกายที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง ส่วนผู้ฝึกญาณแห่งเต๋าจะชักนำพลังธรรมชาติได้รวดเร็วและต่อเนื่องเช่นนั้นเฟยหลงผู้ฝึกญาณวิถีแห่งเต๋าจึงถูกอาจารย์ฝึกฝนกระบวนท่าการใช้อาวุธโจมตีระยะประชิดเพื่อกลบส่วนที่อ่อนด้อยนี้
ย่าาาาห์ เสียงะโก้องของไป๋หู่ดังสนั่นไปทั่วลานประลองก่อนที่คนจะพุ่งร่างเข้าหาเฟยหลงอย่างรวดเร็ว ทวนสีเงินยวงในมือของมันแทงออกใส่บริเวณหน้าท้องของเฟยหลงลมหวือพร้อมกับพลังกดดันที่ปลดปล่อยออกมาจากปลายแหลมของทวนส่งผลให้เฟยหลงต้องะโถอยหลังไปสองก้าวก่อนชักกระบี่สีดำมะเมื่อมออกต้านทานสภาวะการจู่โจมของทวนไว้แต่ด้วยพละกำลังของไป๋หู่ซึ่งเป็ผู้ฝึกญาณวิถีเชนนั้นมีมากกว่าเฟยหลง และอานุภาพของพลังจากการโจมตีระยะใกล้ก็มีผลมากกว่าทำให้เพียงทวนเดียวนี้ก็ส่งให้เฟยหลงต้องถอยกรูดกลับหลังจนเกือบตกเวทีประลองไป
“หวาดเสียว หวาดเสียว”
เพียงทวนแรกพึ่งพ้นผ่าน ทวนต่อมาของไป๋หู่ที่ใช้ออกกลับเป็เคล็ดวิชาท่าไม้ตายที่ใช้สยบพายุคมกระบี่ของหว่านเซี่ยนเก๋อ
“ทวนทองสะบั้นยักษา”
ปรากฏรังสีพลังรูปทวนสีเหลืองเข้มขนาดใหญ่ที่ขยายยืดเหยียดออกมาจากทวนสีเงินยวงในมือของไป๋หู่ฟาดฟันลงมาอย่างรวดเร็วพลังกดดันที่ปลดปล่อยออกจากรังสีรูปทวนขนาดั์นี้กลับรุนแรง และมีอานุภาพมากกว่าตอนที่ใช้ออกครั้งแรกถึงเท่าตัวทำให้พลังดังกล่าวตรึงร่างของเฟยหลงให้หยุดชะงักได้ชั่วขณะ
ตูมมมมมมมมม!!! จากรังสีพลังรูปทวนขนาดใหญ่ที่ฟาดฟันลงมาส่งผลให้ฝุ่นละอองข้างลานประลองปลิวคละคลุ้งจนบดบังทัศนียภาพและร่างของเฟยหลงหมดสิ้นเมื่อฝุ่นละอองที่ลอยอยู่กลางอากาศเริ่มตกลงสู่พื้นดินตามแรงดึงดูดของโลกอีกครั้ง ภาพเวทีประลองที่ตรงขอบมีร่องลึกของการตัดเฉือนก็ปรากฏขึ้นภาพดังกล่าวนี้ส่งผลให้ทุกผู้คนที่ชมการประลองต่างส่งเสียงฮือฮา โดยเฉพาะคนจากตำหนักเทพสรรพวุธเนื่องจากพวกมันรู้ดีว่าพื้นลานประลองทำมาจากหินชั้นดีที่มิอาจทำลายลงได้ง่ายๆ ทว่าเพียงหนึ่งทวนของไป๋หู่กลับตัดผ่าออกไปได้นับว่าเป็เื่ที่น่าตื่นในักสำหรับผู้ฝึกญาณรุ่นเยาว์ ในขณะที่ทุกผู้มัวแต่สนใจกับพื้นเวทีที่ถูกทำลายไปจนลืมว่าตอนนี้เฟยหลงนั้นกลับไม่ได้อยู่บนลานประลองแล้วมีเพียงบุคคลระดับพลังญาณสูงส่งที่ต่างจ้องมองขึ้นไป้าท้องนภาเหนือลานประลองอย่างมิอาจเชื่อสายตาพวกมันเห็นได้อย่างชัดเจนว่ารังสีทวนรูปนั้นได้ตรึงร่างเฟยหลงไว้จนมิอาจขยับได้ชั่วขณะเป็เหตุให้ต้องถูกโจมตีด้วยรังสีทวนเล่มนั้นแล้วแท้ๆ ทว่าจู่ๆ ขณะที่รังสีพลังรูปทวนนั่นอยู่ห่างจากเฟยหลงเพียงไม่กี่ชุ่นมันกลับเคลื่อนกายหลบรอดได้ราวปาฏิหาริย์ทั้งยังทะยานร่างขึ้นกลางอากาศได้สูงยิ่ง สูงเสียจนตอนนี้มันยังไม่ร่วงลงมาทั้งกระบวนท่าดังกล่าวที่ชายหนุ่มใช้ออกกลับแปลกพิศดารและพวกตนยังไม่สามารถมองออกว่านั้นคือกระบวนท่าอะไรและมันใช้ออกได้เช่นไร?
ด้านเฟยหลงชั่วขณะที่ชายหนุ่มโดนรังสีพลังรูปทวนั์สะกดร่างไว้จนมิอาจขยับหลบหนีได้อักขระโบราณที่ฝ่ามือพลันสว่างวาบขึ้นและตอบสนองกับความคิดของชายหนุ่มที่ตั้งใจว่าจะหลบขึ้น้าและทันทีที่อักขระโบราณทำงานร่างของมันก็เปล่งแสงสีทองแล้วไหววูบปรากฏตัวขึ้นมาอีกทีก็อยู่บนท้องนภาแล้ว
“บัดซบ นี่เราขึ้นมาบนนี้ได้อย่างไร?แล้วเหตุใดถึงอยู่สูงถึงเพียงนี้”
ไม่ใช่เพียงเหล่าบุคคลที่มีพลังญาณสูงส่งหรือเฟยหลงเท่านั้นที่งุนงงบัดนี้ทุกผู้คนที่อยู่ในงานประลองต่างงุนงงกันเป็อย่างมาก เพราะว่าตอนนี้เฟยหลงกลับหายไปจากลานประลองทำให้พวกมันต่างมองหน้ากันเลิ่กลักและคาดเดาเหตุการณ์ไปต่างๆ นานา ทันใดพลันมีกลุ่มคนเหล่าหนึ่งะโขึ้นมา
“พวกเ้าดู นั่นตัวอะไรที่อยู่บนท้องฟ้า”
“ไหน อยู่ไหน”
“เ้าตาฟาดหรือเปล่า”
“คน มันเป็คน”
“นั้นมัน เฟยหลง!!!! เป็มัน… (°○°) มันไปอยู่บนที่สูงขนาดนั้นได้อย่างไร”
สายตาทุกคู่บัดนี้ต่างจ้องไปยังร่างของเฟยหลงที่อยู่บนท้องฟ้าไป๋หู่ผู้ที่อยู่ใกล้กับเฟยหลงที่สุดก่อนหน้า ยังต้องแหงนมองอย่างแปลกใจ เมื่อครู่มันมั่นใจแล้วแท้ๆว่าจะต้องฟันถูกชายหนุ่ม แต่เพียงชั่วขณะทวนของมันกลับฟันใส่ธาตุอากาศแทน คนกลับหายตัวไปอย่างแปลกพิศดารและพบเจออีกทีมันก็ไปปรากฏอยู่บนท้องนภานั่นแล้ว เมื่อเป็เช่นนี้ไป๋หู่ต้องพึมพรำออกมาอย่างแ่เบาพร้อมกำชับทวนสีเงินยวงในมือแน่นเตรียมรับมือกับบุคคลที่แปลกพิศดารคนนี้อีกครั้ง
“เ้าทำให้ข้าแปลกใจได้อยู่เรื่อยเสียจริงเฟยหลง”
ท่ามกลางความสูงกว่าพันจั้งจากพื้นดินร่างของเฟยหลงกำลังร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว และด้วยความสูงระดับนี้ หากร่างของชายหนุ่มร่วงหล่นกระแทกพื้นไปคงต้องแหลกเหลวไม่เหลือชิ้นดีหรือถ้าหากรอดจากความสูงระดับนี้ได้มันก็แน่ใจว่ามิอาจจะสู้ต่อไหวและต้องโดนไป๋หู่ที่ด้านล่างจัดการได้อย่างไม่ยากเย็นเป็แน่เฟยหลงครุ่นคิดหาวิธีอย่างรีบร้อน ระยะห่างจากพื้นดินบัดนี้ก็ได้ย่นระยะเข้ามาเรื่อยๆเฟยหลงเห็นเช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือก ชายหนุ่มจึงตั้งกระบี่สีดำมะเมื่อมด้วยมือขวา ก่อนใช้สองนิ้วชี้กลางของมือซ้ายแตะลงยังส่วนกลางของกระบี่ในท่าตั้งฉาก
“พยุหะหมื่นกระบี่ทลาย์”
วิ้ง! วิ้ง!!วิ้ง!!! วิ้ง!!!! ปรากฎรังสีพลังรูปกระบี่สีทองเจิดจรัสจำนวนสี่เล่มขึ้นที่ด้านหลังของเฟยหลงขณะนี้ร่างของชายหนุ่มอยู่ห่างจากพื้นลานประลองเพียงสามวา และทันทีที่ร่างของชายหนุ่มกำลังจะร่วงถึงพื้นมือซ้ายและมือขวาต่างวาดออกก่อนที่รังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสเล่มที่หนึ่ง และเล่มที่สองจะลอยฉวัดเฉวียนมารองรับใต้ฝ่าเท้าข้างซ้ายขวาก่อนพาเฟยหลงพุ่งทะยานบินตามทิศทางของมือที่มันวาดไปมา
(°○°)(°○°)(°○°)(°○°)(°○°)(°○°)
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ”
“มันกลับสามารถขี่รังสีกระบี่บินได้”
นับแต่โบราณกาลมาไม่เคยปรากฏมาก่อนว่าเคยมียอดคนท่านใดสามารถลอยบนอากาศโดยรังสีพลังญาณได้และถ้าหากวันหนึ่งมีคนเดินมาบอกกล่าวว่าตอนนี้มีคนกำลังขี่รังสีกระบี่บินอยู่บนท้องนภามันต้องถูกมองว่าเป็คนบ้าที่เล่าเื่ตลกที่สุดในแผ่นดินให้ฟัง แต่ทว่าบัดนี้ต่อหน้าสายตาบุคคลสำคัญทั่วแคว้นเว่ยเื่นี้กลับเกิดขึ้นจริงต่อหน้าพวกมันจะไม่เชื่อก็ไม่ได้ อีกทั้งเื่นี้ต้องถูกบันทึกเป็ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของผู้ฝึกญาณแล้ว
ผู้าุโใหญ่แห่งตำหนักเทพสรรพวุธที่ชมดูตลอดเหตุการณ์พลันกล่าวขึ้น
“เป็บุคคลที่น่าสนใจจริงๆ”
ประมุขตำหนักเทพสรรพวุธกล่าวต่อ
“น่าเสียดายที่พวกเราพบพานมันช้าไป”
“ผิดแล้วท่านประมุข นี่เป็เวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว”
“เหมาะสมที่สุด? อ๋อเื่หลานของเ้าน่ะหรือ”
“หากเป็เช่นนั้นก็ดี แต่ข้าคิดว่ามันอาจจะไม่จบลงแค่บุตรหลานของข้า”
“โฮ่ เ้าถึงกลับประเมินว่ามันจะโค่นไป๋หลงลงได้”
“หรือท่านประมุขไม่คิดเช่นนี้”
“เด็กหนุ่มนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับมันมันย่อมมีอนาคตที่รุ่งโรจน์เกรียงไกร ทว่าแม้มันจะแสดงฝีมือที่น่าแปลกใจให้ได้เห็นเรื่อยๆแต่มันในตอนนี้มีโอกาสเอาชนะไป๋หลงได้เพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น”
“อย่างน้อยก็มีโอกาสหนึ่งในสิบที่มันจะชนะมิใช่หรือ”
“ฮ่าาาา ฮ่าาฮ่าาา ดูท่าเ้าจะชื่นชอบเด็กนี่เป็พิเศษนะ”
“ท่านก็รู้ว่าข้าชื่นชอบผู้ที่มีฝีมือหากได้บุคคลเช่นนี้เข้าร่วมพรรค ไม่แน่ตำหนักเทพสรรพวุธเราอาจจะขัดเกลา ไม่สิมีตำหนักเทพสรรพวุธเราร่วมกับเฒ่าพยากรณ์อาจช่วยขัดเกลาจนมันสามารถเทียบชั้นหรืออาจเหนือชั้นกว่าฮุ่ยหลงหยางเค่อก็ได้”
“ที่เ้าสนใจในตัวเ้าหนุ่มนั่นส่วนหนึ่งก็เพราะ จูกั๊กม่อ สินะ”
“สมแล้วที่เป็ท่านประมุข”
เฟยหลงรักษาสภาวะกระบี่บินได้ชั่วครู่สุดท้ายกระบี่ที่ใต้ฝ่าเท้าก็สลายหายไป คนก็หมุนร่างลงสู่ลานประลองพอดี การใช้พลังญาณควบคุมกระบี่บินเพื่อช่วยให้ตนลอยบนอากาศได้กลับกินแรงและพลังญาณไปเป็จำนวนมากจึงทำให้มันต้องสลายพลังกระบี่บินนั้นไป คงเหลือรังสีพลังรูปกระบี่สีทองเจิดจรัสเพียงสองเล่มที่ด้านหลัง
ไป๋หู่หลังจากรอจนเฟยหลงทิ้งตัวลงสู่ลานประลองแล้วนั้นมันก็พุ่งร่างเข้าหาเฟยหลงทันที จากนั้นพลันแทงทวนในมือออกทำให้เกิดเงาทวนปกคลุมนับสิบสายเข้าหาเฟยหลงเฟยหลงมิรอช้าะโตีลังกากลับหลัง ก่อนวาดมือส่งรังสีพลังรูปกระบี่หนึ่งเล่มออกไปรังสีพลังรูปกระบี่เล่มนี้หมุนวนเป็จุดแต้มดั่งบุปผากระบี่สีทองเจิดจรัสขึ้นกลางอากาศเข้าต้านรับ
เคร้งง! เคร้งง! เคร้งง! เคร้งง!เสียงปะทะระหว่างอาวุธทั้งสองดังเสียดแทงแทบทำให้แก้วหูดับ เป็เฟยหลงที่อาศัยจังหวะการปะทะเมื่อครู่เรียกรังสีกระบี่อีกเล่มที่ด้านหลังมาถือไว้ในมือก่อนหมุนตัวขวางออกไปด้านข้างแล้วตวัดรังสีกระบี่ในมือโจมตีเข้าใส่บริเวณชายโครงของไป๋หู่ไป๋หู่รีบดึงรั้งทวนกลับมาแล้วใช้ตรงส่วนปลายทวนเข้าต้านรับ
เปรี้ยงงงงง รังสีกระบี่ฟันเข้าด้ามทวนของไป๋หู่อย่างจังส่งให้ร่างของมันเสียหลักถลาไปด้านข้างสามก้าว แต่ถึงแม้มันจะเสียหลักก็ยังสามารถอาศัยจังหวะนี้ตวัดทวนในมือใส่เฟยหลง
“ทวนทองทลายฟ้า ตัดภูษา”
ฟิ้ว ฟิ้ววว เสียงทวนฟาดฟันใส่ธาตุอากาศเนื่องจากเฟยหลงสามารถหลบรอดจากกระบวนท่านี้ได้อย่างหมดสิ้น แต่ไป๋หู่ก็มิได้หยุดยั้งการโจมตีไว้เพียงเท่านี้มันกลับหมุนควงทวนเหนือศีรษะก่อนฟาดฟันลงมา
“ทวนทองทลายปฐี”
เฟยหลงวาดมือเรียกรังสีกระบี่ที่ลอยอยู่กลางอากาศเข้ามาต้านรับตูมมมมมมม!!! จังหวะที่พลังของทวนปะทะเข้ากับรังสีกระบี่ เฟยหลงก็พุ่งเข้าประชิดตัวไป๋หู่จากนั้นตวัดรังสีกระบี่ในมือออกไป๋หู่เองก็รั้งทวนกลับมาฟาดฟันต้านรับ ทั้งคู่ต่างตวัดฟาดฟันอาวุธคู่กายอย่างดุเดือดเสียง เคร้ง คร้าง เปรี้ยง ปร้าง ดังสนั่นไปทั่วลานประลอง บรรยากาศรอบข้างยิ่งมายิ่งปั่นป่วนการฟาดฟันยิ่งดูยิ่งละลานตา ทั้งไม่มีผู้ใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบ พวกมันทั้งคู่นับเป็คู่มือที่ก้ำกึ่งสูสีกันยิ่งเสียงเคร้งดังขึ้นครั้งสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้ผละออกจากกัน หลังจากที่พวกมันเข้าต่อสู้ประชิดตัวได้ครู่ใหญ่บนร่างก็เริ่มมีาแหลายแห่งาแเหล่านี้แม้ไม่ได้ส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความเ็ปให้พวกมันอยู่ไม่น้อย
เคร้งงงง!!!! เสียงทวนกระแทกลงสู่พื้นบนลานประลอง จากนั้นไป๋หู่ก็จ้องมองไปที่เฟยหลงอย่างช้าๆแล้วเอ่ยคำที่ทำให้หลายคนที่เข้าชมงานประลองต้องนิ่งอึ้ง มึนงงละคนสงสัยคละเคล้ากันไป
“ข้าขอยอมแพ้”
……………………………
…………………………...
……………………………
โปรดติดตามตอนต่อไป