ศิษย์ปะทะรองเ้าสำนักตรง ๆ อย่างนั้นหรือ?
เื่เล่าที่ฟังดูเหลวไหลเพ้อเจ้อเช่นนี้ บัดนี้กลับเกิดขึ้นจริงต่อหน้าต่อตา อย่าว่าแต่เหล่าอาจารย์และศิษย์คนอื่น ๆ เลย แม้แต่เจียงเยี่ยนผู้เป็เ้าสำนัก ในใจก็ยังตื่นตระหนกใอย่างยิ่ง
ส่วนอาจารย์เจิ้งผู้สั่งสอนซูเก๋อมาตลอดห้าปี ในเวลานี้มึนงงจนสมองว่างเปล่าไปแล้ว ในฐานะอาจารย์ของซูเก๋อ เดิมทีเขาควรจะภาคภูมิใจ ทว่ายามนี้กลับยิ้มไม่ออกแม้แต่น้อย เพราะความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ซูเก๋อบรรลุนั้น ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับอาจารย์เช่นเขาเลยสักนิด
"ขั้นเทียนกัง? หรือว่าขั้นหยวนตันระดับเก้า?"
อาจารย์เจิ้งแยกแยะระดับขอบเขตการบำเพ็ญเพียรของซูเก๋อไม่ออก แต่เขารู้ดีว่าั้แ่วันนี้เป็ต้นไปศิษย์ที่เคยถูกทุกคนมองว่าเป็ขยะ และต้องทนรับคำเย้ยหยันมาตลอดสี่ปีเต็มผู้นี้จะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกันความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างใหญ่หลวงก็ถาโถมเข้าสู่หัวใจของเหล่าศิษย์อัจฉริยะ
"อัจฉริยะอย่างนั้นหรือ?" ซุนกวนสั่นศีรษะหัวเราะเยาะตัวเอง อัจฉริยะอย่างเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าซูเก๋อกลับกลายเป็เพียงเื่ตลกเื่หนึ่งเท่านั้น
มั่วชิงอู่และหยวนทงเทียนต่างนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา จิตใจได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก
หลิ่วชิงอ้าปากคล้ายอยากจะกล่าวอะไร แต่กลับเอื้อนเอ่ยไม่ออกแม้แต่คำเดียว อัจฉริยะผู้โดดเดี่ยวและเย่อหยิ่งผู้นี้ถูกกดประกายแสงจนมิดเป็ครั้งแรก และได้ััถึงความไร้พลังอย่างลึกซึ้งเป็ครั้งแรกเช่นกัน
แม้กระทั่งจีเสี่ยวเสวี่ย จอมมารน้อยผู้ทะนงตนที่สุดก็ยังอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง
"สัตว์ประหลาดแท้ ๆ "
ขณะที่เหล่าอัจฉริยะเช่นพวกเขายังคงไม่ยอมแพ้แก่กันและแข่งกันเองอยู่นั้น ซูเก๋อกลับทอดสายตามองไปยังจุดที่สูงกว่า โดยวางรองเ้าสำนักไว้เป็เป้าหมายเสียแล้ว
ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดินโดยแท้!
"ท่านปู่เจียง ท่านไปพาตัวสัตว์ประหลาดเช่นนี้มาจากที่ใดกันแน่เ้าคะ?" จีเสี่ยวเสวี่ยเอ่ยถามเจียงเยี่ยนที่อยู่ข้างกาย
เจียงเยี่ยนไม่ได้ตอบคำถามของจีเสี่ยวเสวี่ย แต่กลับถามย้อนว่า "เ้าคิดว่า หากเปรียบเทียบกับอัจฉริยะในตระกูลของพวกเ้าแล้ว ซูเก๋อเป็อย่างไรบ้าง?"
คนอื่นอาจไม่รู้เื้ัของจีเสี่ยวเสวี่ย แต่เจียงเยี่ยนรู้ดีทีเดียว เด็กสาวผู้มีนิสัยเอาแต่ใจและประหลาดผู้นี้มีฉากหลังที่น่าหวาดกลัวเป็อย่างยิ่ง
จีเสี่ยวเสวี่ยครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วเอ่ยว่า "อัจฉริยะที่อายุเพียงสิบเจ็ดปี ก็สามารถรับมือกับผู้บรรลุขั้นเทียนกังระดับหนึ่งได้ตรง ๆ ในรอบสิบปีมานี้ ตระกูลของข้าปรากฏขึ้นมาเพียงสามคนเท่านั้นเ้าค่ะ และทั้งสามคนนั้น ก็เป็อัจฉริยะที่พวกเราแทบจะทุ่มเททรัพยากรทั้งตระกูลเพื่อเคี่ยวกรำสั่งสอนขึ้นมา..."
"สิบปีปรากฏสามคน..." เจียงเยี่ยนตระหนกใอยู่บ้าง
อัจฉริยะเช่นซูเก๋อ ตระกูลจีกลับสามารถฟูมฟักขึ้นมาได้ถึงสามคนในรอบสิบปี ขุมกำลังเช่นนี้ช่างน่าพรั่นพรึงโดยแท้
เวลานี้จีเสี่ยวเสวี่ยก็ถอนหายใจอีกครั้ง "แต่หากพูดถึงความควบแน่นและการควบคุมปราณต้นกำเนิด ข้าคาดว่าคนทั้งตระกูลของพวกเรา คงไม่มีผู้ใดเทียบเคียงซูเก๋อได้เลยเ้าค่ะ"
จีเสี่ยวเสวี่ยทะนงตนยิ่งนัก จึงไม่คิดที่จะโกหกหลอกลวงเลยแม้แต่น้อย
"ความควบแน่นและการควบคุมปราณต้นกำเนิด..." เจียงเยี่ยนชะงักไป
"สำคัญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?"
"แน่นอนว่าสำคัญเ้าค่ะ" สีหน้าของจีเสี่ยวเสวี่ยจริงจังขึ้นหลายส่วน "เื่นี้ข้าไม่อาจเปิดเผยได้มากนัก เอาเป็ว่าการควบแน่นและการควบคุมปราณต้นกำเนิด เกี่ยวพันถึงเื่ที่ว่าในภายภาคหน้าจะสามารถเดินไปได้ไกลเพียงใด"
อย่างไรเสียราชวงศ์ต้าเซี่ยก็ยังคับแคบห่างไกลเกินไป ความรู้ด้านการบำเพ็ญเพียรของสถานที่แห่งนี้ขาดแคลนยิ่ง วิถีการบำเพ็ญเพียรก็หยาบกระด้างเป็ที่สุด
หลักการตื้น ๆ บางประการ แม้แต่เจียงเยี่ยนผู้เป็เ้าสำนักทหารรับจ้างสาขาราชวงศ์ต้าเซี่ยก็ยังเข้าใจเพียงงู ๆ ปลา ๆ นับประสาอะไรกับผู้อื่น?
นี่คือเหตุผลที่จีเสี่ยวเสวี่ยนึกดูแคลนพวกซุนกวนที่เป็อัจฉริยะเหล่านี้ ยามนี้พวกเขายังคงโดดเด่นงดงาม ทว่าในภายหน้าพวกเขาจะเข้าใจเองว่า หากระดับการบำเพ็ญเพียร่แรกสูงส่งเพียงใด แต่การควบแน่นและการควบคุมปราณต้นกำเนิดตามไม่ทัน ใน่หลังหากคิดจะก้าวหน้าไปอีกขั้นก็ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าก้าวขึ้นสู่สรวง์
จีเสี่ยวเสวี่ยไม่เข้าใจเช่นกันว่า เหตุใดท่านพ่อต้องไหว้วานคนให้ส่งนางมายังสถานที่ทุรกันดารแห่งนี้ นางสงสัยยิ่งนักว่าสถานที่เช่นนี้จะช่วยฝึกฝนขัดเกลาคนได้จริงหรือ?
"แต่เ้าหมอนี่ทำได้อย่างไรกันแน่?" จีเสี่ยวเสวี่ยมองไปยังเงาร่างเลือนรางเหนือลานประลอง ในดวงตามีความสนอกสนใจแฝงอยู่
นางไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่สามารถควบคุมปราณต้นกำเนิดได้ละเอียดประณีตถึงเพียงนี้มาก่อน แม้แต่พี่ชายอัจฉริยะของนางที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งจักรวรรดิเทียนหลาน ก็ยังด้อยกว่าอยู่หลายส่วน
จีเสี่ยวเสวี่ยยึดถือพี่ชายเป็ความภาคภูมิใจมาโดยตลอด แต่บัดนี้พี่ชายของนางคล้ายจะเจอคู่ปรับเข้าเสียแล้ว
แม้ว่าซูเก๋อจะมีอายุน้อยกว่า และระดับการบำเพ็ญเพียรยังเทียบพี่ชายของนางไม่ได้ แต่ในด้านการควบแน่นและการควบคุมปราณต้นกำเนิด ซูเก๋อโดดเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดดเด่นเสียจนแทบไร้ที่ติ
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
เหนือซากปรักหักพังของลานประลอง เสียงการปะทะอันรุนแรงดังสะท้อนไม่หยุดหย่อน เพียงแต่ความถี่เริ่มลดน้อยลง
น่าเสียดายที่เงาร่างของซูเก๋อและจั่วอันต่างจมหายไปในกลุ่มควันและฝุ่นหนาตลบอบอวล ทุกคนมองเห็นเพียงภาพร่างเลือนรางเท่านั้น ไม่สามารถรับชมขั้นตอนการต่อสู้ของทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน จึงได้แต่ปล่อยให้จินตนาการของตนทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อวาดภาพว่าการประลองรอบนี้ตื่นเต้นเร้าใจเพียงใด
ทันใดนั้น เสียงครางต่ำด้วยความเ็ปก็ดังขึ้นกลางอากาศ จากนั้นเงาร่างหนึ่งก็ร่วงดิ่งลงมาตรง ๆ ก่อนจะกระแทกเข้ากับซากลานประลอง ส่งผลให้เศษหินนับไม่ถ้วนกระเด็นปลิวว่อน
ในเวลาเดียวกัน เงาร่างอีกสายหนึ่งก็ร่อนลงมาอย่างรวดเร็ว ยืนลงข้างกายเงาร่างแรก การประลองที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้จึงจบลงเสียที
"ผู้ใดชนะ?"
สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังกลุ่มควันและฝุ่นที่ลอยตลบ พยายามมองอย่างสุดความสามารถ ราวกับ้ามองทะลุฝุ่นควันเพื่อเห็นภาพด้านในให้ชัดเจน
ผ่านไปราวครึ่งชั่วลมหายใจ ฝุ่นควันรอบซากลานประลองก็ค่อย ๆ สลายตัวไป และเงาร่างของซูเก๋อกับจั่วอันก็ค่อย ๆ เผยความชัดเจนขึ้นมา
เมื่อมองเห็นเงาร่างที่ยืนหอบหายใจอย่างหนักบนซากลานประลองได้อย่างชัดแจ้งแล้ว ทุกคนต่างก็แสดงสีหน้าที่เหลือเชื่อออกมา
"ซูเก๋อ..."
คนที่ยืนอยู่คือซูเก๋อ เช่นนั้นแล้วคนที่ล้มลงไปจะเป็ผู้ใดย่อมไม่ต้องเอื้อนเอ่ยให้มากความ
หลังจากเงียบสงบไปเพียงชั่วครู่ ทั่วทั้งสนามประลองก็ก้องกังวานไปด้วยเสียงร้องะโที่เปี่ยมไปด้วยความตื่นตระหนก
"ซูเก๋อ? เขาชนะหรือ?"
"เขาสยบ... รองเ้าสำนักลงได้แล้วอย่างนั้นหรือ?"
"์..."
ศิษย์คนหนึ่งสามารถเอาชนะรองเ้าสำนักได้ในการประลองอย่างยุติธรรม ในโลกนี้จะมีเื่ใดที่เหลวไหลเพ้อเจ้อไปกว่านี้อีกหรือ?
หลังจากความตื่นตระหนกผ่านพ้นไป ทุกคนต่างก็แผดเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น อารมณ์อันพลุ่งพล่านลุกโชนประหนึ่งเปลวเพลิง เสียงโห่ร้องดังกึกก้องราวคลื่นั์ปะทะแก้วหูของทุกคน แทบจะพังลานประลองลงมาเลยทีเดียว
"ซูเก๋อ!"
"ซูเก๋อ!"
"ซูเก๋อ!"
เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
หากไม่ใช่เพราะได้เห็นกับตาตนเอง พวกเขาย่อมไม่กล้าเชื่อเด็ดขาดว่ารองเ้าสำนักจะถูกตีจนพ่ายแพ้ และผู้ที่ล้มเขาลงได้กลับเป็เพียงศิษย์คนหนึ่งเท่านั้น!
การแสดงออกของซูเก๋อทำเอาทุกคนตะลึงงันไปตาม ๆ กัน
"ช่องว่างใหญ่หลวงเกินไปแล้ว"
ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่คนรอบตัวซุนกวนก็จำต้องยอมรับความจริงข้อนี้ รัศมีของพวกเขาถูกซูเก๋อกดทับไว้โดยสมบูรณ์ นับแต่นี้ไป หากผู้ใดในสำนักทหารรับจ้างสาขาต้าเซี่ยเอ่ยถึงอัจฉริยะ ย่อมไม่มีทางข้ามชื่อซูเก๋อไปได้ ส่วนพวกเขาก็ตอบรับชะตากรรมที่ต้องกลายเป็เพียงองค์ประกอบฉากของซูเก๋อไปโดยปริยาย
หยวนทงเทียนยิ้มเจื่อนพลางกล่าวว่า "การได้อยู่ในสำนักเดียวกับอัจฉริยะเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเป็ความโศกเศร้าหรือความโชคดีของพวกเรากันแน่..."
หลิ่วชิงพึมพำกับตนเอง "ที่แท้ข้าก็เป็เพียงตัวตลกเท่านั้น..."
ในซากลานประลอง ซูเก๋อมองดูจั่วอันที่นอนกระอักเือยู่บนพื้น ทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
"ท่านรองเ้าสำนัก ท่าน..." ซูเก๋อลนลานเล็กน้อย เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจั่วอันจะล้มลงกระอักเืออกมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ ยอดฝีมือขั้นเทียนกังระดับหนึ่งอันเกรียงไกร เหตุใดจึงได้เปราะบางถึงเพียงนี้เล่า เขารู้สึกเหมือนรองเ้าสำนักแสร้งทำเป็แพ้ให้เขาอย่างไรอย่างนั้น ทว่าเขากลับไม่มีหลักฐาน
จั่วอันยันมือข้างหนึ่งกับพื้น หยัดกายยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก จากนั้นเช็ดเืที่มุมปากออก จ้องมองซูเก๋ออยู่นานพักใหญ่จึงค่อย ๆ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจและท้อแท้
"ข้าแพ้แล้ว"
การต้องมาพ่ายแพ้ให้แก่ศิษย์ปีห้าคนหนึ่งต่อหน้าต่อตาอาจารย์และศิษย์ทั้งสำนัก ความขมขื่นกล้ำกลืนในใจของจั่วอันย่อมจินตนาการได้ไม่ยากเลย