เมื่อนามของ"เ้าอาศรมมหาเวทย์" หลุดออกมาจากปากของท่านเ้ากรม์ บรรยากาศภายในถ้ำหินบนวิมานจันทราที่เคยเงียบสงบก็พลันเย็นะเืขึ้นมาทันตาเห็นจ้อยรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็ง ๆ มาจุกอยู่ที่คอหอยเหงื่อกาฬไหลซึมออกมาตามไรขนปุยจนตัวเปียกชื้น ‘อาศรมมหาเวทย์งั้นเหรอ? นั่นมันที่พำนักของตาแก่หน้าดำที่ผมเคยปั่นหัวจนอาศรมแทบแตกนั่นนี่นา!นึกไม่ถึงเลยว่าคนระดับเ้าอาศรมจะขี้ฟ้องขี้อิจฉาขนาดเอาเื่เล็กน้อยไปกราบทูลจอมเทพเพื่อล้างแค้นผมทางอ้อมแบบนี้ร้ายกาจจริงๆ ... กะจะดึงนายหญิงไปเป็ตัวประกันเพื่อล่อผมออกมาจากที่ซ่อนงั้นสิ!’
จ้อยรู้ดีว่าคนระดับเ้าอาศรมผู้นี้ไม่ใช่กระจอกแต่เป็ผู้ทรงอาคมแก่กล้าที่กุมความลับเวทมนตร์โบราณและวิชาไสยศาสตร์เอาไว้มากมายการที่เื่การร่ายรำบนดวงจันทร์หลุดไปถึงเบื้องบน ไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอนแต่มันคือแผนการลาก นายหญิง เข้าสู่กองเพลิงชัด ๆเพื่อจะพิสูจน์ความจริงและจับพิรุธเื่ที่เกิดขึ้นบนยอดเขาเวียง์ครั้งก่อน
....
จ้อยพยายามระงับอาการสั่นกลัวในใจเขาแสร้งทำเป็ะโลงจากตักนายหญิงแล้วเดินเข้าไปใกล้แขกผู้สูงศักดิ์เอ่ยถามด้วยเสียงซื่อบริสุทธิ์ประหนึ่งสัตว์เดรัจฉานที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่"ท่านเ้ากรมครับ ไอ้ ‘ของขวัญชิ้นใหญ่’ ที่ว่านั่นมันใหญ่โตมโหฬารขนาดไหนกันเชียว? แล้วทำไมบนดวงจันทร์ที่แสนจะกว้างใหญ่และสวยงามแบบนี้ถึงไม่ค่อยมีเทพเทวดาองค์ไหนแวะมาเยี่ยมเยียนหรือพักเหนื่อยบ้างเลยล่ะครับ?"
ท่านเ้ากรม์ทอดถอนใจยาวลูบเคราสีขาวผ่องของตนเบา ๆ "เ้าอย่าเพิ่งใจร้อนไปเ้าสัตว์ตัวน้อยข้าจะค่อย ๆ แถลงไขให้พวกเ้าฟัง... อันที่จริงท่านเ้าอาศรมมหาเวทย์ผู้นั้นแจ้งต่อที่ประชุมเทพว่าลูกศิษย์ของเขาที่บำเพ็ญตบะแกร่งกล้าได้บังเอิญเห็นเทพธิดาผู้เลอโฉมร่ายรำอยู่ใต้ต้นกัลปพฤกษ์บนดวงจันทร์ความงามนั้นสั่นะเืไปทั้งสามโลกประหนึ่งนาง์ที่จุติลงมาเพื่อเยียวยาจักรวาล เขาจึงทูลจอมเทพว่าผู้ที่ร่ายรำได้วิจิตรพิสดารเช่นนี้น่าจะเป็เทพธิดาจันทราเพียงผู้เดียวทว่าเขาก็พูดกั๊ก ๆ ไว้ว่าเห็นเพียงลาง ๆ ในนิมิต ไม่กล้าเอาหัวเป็ประกัน"
"ในเมื่อไม่แน่ใจทำไมไม่ลองส่งคนมาพิสูจน์ให้ชัดแจ้งด้วยตาตัวเองก่อนล่ะครับ?" จ้อยขัดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
ท่านเ้ากรม์ส่ายหน้าช้าๆ "เ้าไม่รู้อะไรดวงจันทร์แห่งนี้ถือเป็เขตอาคมต้องห้ามตามโองการ์โบราณพลังทิพย์ที่นี่ถูกปิดผนึกไว้จนแทบจะเป็ดินแดนร้างที่ไร้ซึ่งกระแสธาตุทิพย์ไหลผ่านแม้จอมเทพจะไม่ได้สั่งห้ามเด็ดขาด แต่มันก็ไม่มีเทพองค์ไหนอยากจะเหาะเหินมาให้เสียแรงเปล่า...อีกอย่าง นายหญิง ของเ้ามีชะตากรรมที่ผูกพันกับ ‘ผลกรรม’อันยิ่งใหญ่ที่์ยังครั่นคร้ามไม่มีเทพองค์ไหนอยากจะเอาตัวเข้ามาพัวพันให้ต้องมลทินหรือเดือดร้อนไปด้วย"
พอได้ยินคำว่า"ผลกรรม" จ้อยก็นึกถึงเื่ราวลึกลับเกี่ยวกับยาอายุวัฒนะที่ นายหญิงกินเข้าไปเมื่อครั้งอดีตจนต้องลี้ภัยมาอยู่ที่นี่ทันที‘สงสัยยายแก่เ้าแม่บน์คงจะแค้นจัดที่โดนแย่งของดีไปถึงได้ใช้อิทธิพลสั่งปิดตายดวงจันทร์ปล่อยให้นายหญิงอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างขนาดนี้... ผู้หญิงนี่นะผู้หญิงถ้าได้พยาบาทล่ะก็น่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจขุมนรกเสียอีก!’
....
"พูดตามตรงข้าก็รู้สึกผิดหวังในตัวเองอยู่ไม่น้อย..."ท่านเ้ากรม์เอ่ยด้วยเสียงเศร้าสร้อยแววตาที่เคยมองดูเคร่งขรึมแปรเปลี่ยนเป็ความเห็นอกเห็นใจ"ตอนที่องค์จอมเทพหันมาถามความเห็นจากที่ปรึกษา ข้าเองก็คิดตื้น ๆ เพียงว่าเทพธิดาจันทราพำนักอยู่ที่นี่มาเนิ่นนานควรจะออกไปพบปะผู้คนและร่วมงานรื่นเริงบน์บ้าง จะได้ไม่ว้าเหว่จนเกินไปข้าเลยสนับสนุนไปหนึ่งคำ... แต่พอข้ากลับมาตรองดูให้ดีเ้าอาศรมมหาเวทย์ไม่ใช่คนที่มีใจคอกว้างขวางนัก การที่จู่ ๆเขามาเสนอชื่อนายหญิงของเ้าแบบนี้ มันต้องมีแผนชั่วร้ายซ่อนอยู่อย่างแน่นอน"
ท่านเ้ากรมกล่าวต่อด้วยความกังวล"ข้าสัญญาว่าจะพยายามช่วยเหลือพวกเ้าในงานเลี้ยงคราวนี้ให้ถึงที่สุดถือเป็การไถ่โทษที่ข้าพลั้งปากสนับสนุนโองการนั้นไปก็แล้วกัน"
นายหญิงนั่งนิ่งฟังทุกคำบอกเล่าด้วยอาการสงบ ใบหน้าที่งามหยดย้อยปานนางฟ้านั้นดูเ็าประดุจน้ำค้างแข็งที่เกาะอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุนางไม่ได้แสดงอารมณ์ดีใจหรือเสียใจออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย จนจ้อยเริ่มใจคอไม่ดี‘นายหญิงไม่กลัวเลยเหรอ? หรือว่านางมีแผนรับมือที่ล้ำลึกกว่าที่ผมคิดไว้กันแน่?’
ในที่สุดนายหญิง ก็ขยับกายอย่างแ่เบาเอื้อมมือเรียวงามไปหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่ากังวานจับใจ"ท่านเ้ากรมมีเมตตาต่อข้ามาเสมอ ข้าจะกล้าโกรธเคืองท่านได้อย่างไร...ในเมื่อโองการ์มาถึงที่แล้ว ข้าก็มิอาจเลี่ยงได้ ทว่าข้ามีเื่หนึ่งอยากจะขอร้องท่านให้เมตตาสักเล็กน้อย"
นางเอื้อมมือมาลูบหัวจ้อยเบาๆ อย่างอ่อนโยน"ความจริงแล้วข้ามิได้ร่ายรำมาเนิ่นนานจนวิชานั้นเลือนหายไปแทบสิ้นหากไปในงานแล้วร่ายรำได้ไม่ดีจนจอมเทพพิโรธ... ข้าอยากขอให้ท่านช่วยรับดูแล ‘จ้อย’แทนข้าด้วย... จ้อยเขาน่าสงสารนัก ชีวิตต้องพบเจอแต่ความยากลำบากมาตลอดกินก็ไม่อิ่ม นอนก็ไม่เคยหลับสนิท แถมยังมี ‘โรคประจำตัว’ รุมเร้าจนน่าเวทนา...หากสิ้นข้าไปแล้ว เขาคงมิอาจมีชีวิตอยู่รอดใน์ที่โหดร้ายนี้ได้แน่ ๆ"
....
ท่านเ้ากรม์ก้มลงมองจ้อยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาจับจิต"โถ... เ้าสัตว์หน้าขนตัวน้อยนี่มีโรคประจำตัวเรื้อรังรึเนี่ย? ช่างน่าเวทนาเหลือเกินข้าจะพยายาม..."
จ้อยหมดความอดทนกับความเข้าใจผิดของตาแก่คนนี้ทันทีเขาสะบัดหูพวงใหญ่ที่ยาวระพื้นไปมาอย่างแรง พร้อมกับส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ(และะโลั่นในใจ) "ไม่ต้อง! ใครจะไปพึ่งท่านกัน! ผมไม่ไปไหนทั้งนั้นและผมจะไม่ยอมให้ใครมาพรากผมไปจากนายหญิงเด็ดขาด! เราจะไปงานเลี้ยงนั่นด้วยกันและเราจะผ่านมันไปให้ได้ด้วยไหวพริบของผม ถ้าจะเกิดเื่ร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิต...หากชีวิตนี้ไม่มีนายหญิงแล้ว ผมจะอยู่หายใจต่อเพื่ออะไร? สู้ตายไปด้วยกันเสียยังจะดีกว่าให้คนอื่นมาสมเพช!"
คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความภักดีอย่างสุดซึ้งของจ้อยทำเอา นายหญิง ถึงกับชะงักนิ่งไปชั่วครู่ใหญ่แววตาที่เคยเ็าปานน้ำแข็งสั่นไหวเล็กน้อยราวกับแผ่นน้ำที่ถูกหินก้อนเล็ก ๆขว้างลงไปจนเกิดเป็ระลอกคลื่น นางมองจ้อยด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"เ้า..." นายหญิง พึมพำออกมาเบา ๆ อย่างตื้นตัน
"ไม่ต้องพูดอะไรต่อแล้วครับนายหญิง ผมตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว!"จ้อยสะบัดหูอย่างองอาจ "เอาเป็ว่าตกลงตามนี้ เราจะสู้ไปด้วยกัน!"
ท่านเ้ากรม์เห็นบรรยากาศเริ่มซาบซึ้งและเคร่งเครียดจนเกินกว่าจะอยู่ต่อจึงรีบขอตัวลา "เอาล่ะ...ในเมื่อพวกเ้าตกลงใจที่จะเผชิญชะตากรรมร่วมกันเช่นนั้น ข้าก็คงมิอาจห้ามปรามข้าต้องขอตัวลาไปเตรียมการรับรองพวกเ้าที่งานเลี้ยงก่อน"
....
ขณะที่ท่านเ้ากรมกำลังจะสะบัดชายเสื้อเพื่อเหาะจากไปจ้อยก็นึกขึ้นได้ในทันทีว่า ‘ช้าก่อน! ตาเฒ่านี่เป็ถึงเ้ากรม์ของวิเศษที่พกติดตัวมาต้องมีเพียบแน่ ๆ จะปล่อยให้เหาะกลับไปเฉย ๆ ได้ยังไงเสียชื่อยอดขโมยหมด!’
"ช้าก่อนท่านเ้ากรม! กรุณาหยุดรอประเดี๋ยว!"จ้อยะโเรียกสุดเสียงพลางวิ่งถัดถัดเข้าไปหา
ท่านเ้ากรมหันกลับมามองอย่างสงสัย"มีเหตุอันใดอีกรึเ้าสัตว์ตัวน้อย?"
จ้อยทำหน้าเศร้าสร้อยแกล้งบีบน้ำตาให้คลอเบ้า ดูน่าสงสารยิ่งกว่าลูกนกที่โดนพรากออกจากรัง"วันนี้ลาจากกันไป ไม่รู้ว่างานเลี้ยงข้างหน้านั้นชาตินี้ผมจะได้มีโอกาสเห็นหน้าท่านอีกหรือไม่... ก่อนที่ท่านจะจากไป ผมขอ ‘กอด’ท่านเพื่ออำลาเป็ครั้งสุดท้ายได้ไหมครับ?กอดเพื่อเป็ที่ระลึกถึงน้ำใจอันยิ่งใหญ่ที่ท่านมีให้พวกเราสองคนในวันนี้"
ท่านเ้ากรม์เห็นภาพสัตว์ตัวน้อยที่ดูซื่อสัตย์และกตัญญูก็ใจอ่อนยวบประหนึ่งขี้ผึ้งลนไฟ"โถ... เ้าสัตว์ผู้มีจิตใจสูงส่งเอ๋ย มาเถิด...มาให้ข้ากอดเป็ขวัญถุงสักครั้งก่อนข้าจะลา"
ท่านเ้ากรมโน้มตัวลงมาอ้าแขนรับจ้อยเข้าสู่อ้อมกอดจ้อยะโลอยตัวขึ้นไปซบที่อกเสื้อทิพย์ของท่านเ้ากรมทันทีทันทีที่ร่างกายัักัน จ้อยก็หลับตาพริ้มพลางร่ายมนต์ลับในใจอย่างมาดมั่น...อุ้งเท้าเล็ก ๆ ของเขาขยับยิบ ๆไวยิ่งกว่ากะพริบตาประดุจตีนแมวที่ฝึกฝนมานับหมื่นครั้ง เขาััได้ถึงวัตถุแข็งๆ เรียบเนียนที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อและสายรัดเอวทิพย์ของแขกผู้สูงศักดิ์
"เงินมึงก็คือของกู ของของมึงก็คือของกู แม้แต่กางเกงในมึงก็คือของกู...ขอสอยของดีในย่ามท่านมาเป็ทุนสำรองหน่อยเถอะนะ ตาเฒ่าเอ๋ย!ถือว่าเป็ค่าธรรมเนียมเข้าชมวิมานจันทราก็แล้วกัน!’
ในขณะที่ใบหน้าซุกซบอยู่กับอกเสื้อเทวดา อุ้งเท้าหน้าของจ้อยขยับยิบ ๆไวยิ่งกว่ากะพริบตา ประสาทััทุกลูกขุมขนของจ้อยตึงเครียด เขาใช้วิชา"ฉกฟ้าปล้น์" ร่ายวนอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับแอบส่งกรงเล็บเกี่ยวผ่านสาบเสื้อชั้นนอกที่นุ่มละเอียดปานใยบัวััไปตามส่วนโค้งเว้าของสายรัดเอวทิพย์เพื่อค้นหาจุดยึดของย่ามอาคม
‘ครั้งที่หนึ่ง...วืด!’ จ้อยสบถในใจเมื่ออุ้งเท้าคว้าได้เพียงธาตุอากาศอันว่างเปล่า ‘ครั้งที่สอง... ยังนิ่งสนิท!’ ความกดดันเริ่มถาโถมเพราะเวลาทองในอ้อมกอดนี้มีจำกัดยิ่งนัก ‘ครั้งที่สาม...ครั้งที่สี่... ครั้งที่ห้า!’
เหงื่อเริ่มซึมตามไรขนจ้อยพยายามร่ายมนต์ให้เร็วขึ้นจนแทบจะกลายเป็การสวดมนต์รัวเร็วแต่อัตราความสำเร็จของวิชานี้ในระดับพลังปัจจุบันของเขาช่างต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าโมโหจ้อยพยายามเอื้อมอุ้งเท้าไปจนสุดแตะโดนขอบย่ามสีแดงมณีที่บั้นเอวท่านเ้ากรมได้เพียงปลายเล็บก่อนที่อ้อมกอดนั้นจะเริ่มคลายออก
"เอาล่ะ ๆ พอได้แล้วเ้าสัตว์ตัวน้อย ข้าต้องไปแล้ว"ท่านเ้ากรมเอ่ยพลางผละตัวออกอย่างสุภาพ
จ้อยจำต้องะโกลับลงมาเหยียบพื้นถ้ำด้วยท่าทางแสนอาลัยอาวรณ์(ที่แสดงตบตาได้อย่างยอดเยี่ยม) แม้ในใจจะเจ็บใจจนอยากจะร้องไห้ออกมาจริง ๆเพราะการ "ฉก" ทั้งห้าครั้งนั้น... เขากลับคว้าไม่ได้อะไรติดมือมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว!ความว่างเปล่าในอุ้งเท้าทำให้จ้อยรู้ซึ้งถึงคำว่าล้มเหลวอย่างที่สุด
"ขอบคุณครับท่านเ้ากรม...ชาตินี้ผมจะไม่มีวันลืมไออุ่นจากอ้อมกอดของท่านเลย" จ้อยเอ่ยเสียงสั่นเครือ(สั่นเพราะแค้นใจที่วิชาดันไม่ติด!)