สกายโร้ด เกมโลกเสมือนพลิกชะตาเทพเกม (天行)

    เล่มที่ 1 บทที่ 29 สาวงามมาเยี่ยมเยีอน


    หลังจากฌาอู๋เช่อถูกยั่วยุแล้ว กริชที่พร้อมจู่โจมอยู่ตลอดเวลาจึงพุ่งตรงเข้าใส่โล่ของผมทันที ขณะที่จังหวะแรกที่หลินเฉอตื่นขึ้นมาเขาก็ซัดยาเม็ดหวนคืนโลหิตที่ฟื้นฟูเลือดกลับมาได้ 700 แต้มทันที ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความตื่นตะลึง

    “ชิ้ง!”

    ดาบทองแดงเปล่งประกายออกมา โจมตีพื้นฐาน+ดาบสองคม ฆ่าฌาอู๋เช่อในชั่วพริบตา……มือสังหารที่ออกมาจากการพรางตัว แม้จะโจมตีได้อย่างคล่องแคล่ว ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอัศวินผู้ซึ่งมีอาวุธหนักและพลังโจมตีสูงก็เป็นได้แค่ผู้เล่นบอบบางเท่านั้น

    ในขณะนี้เอง ที่ด้านหลังของพวกเราก็มีเปลวเพลิงปะทุขึ้น ขณะที่พวกเราถูกฌาอู๋เช่อซุ่มโจมตีอยู่นั้น ไกลออกไปผู้คนที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าจึงปรากฏตัวขึ้นมา แถมทั้งยังมีมากถึง 30-40 คน ทันใดนั้น ทั้งลูกธนู มากกว่าสิบดอก กระสุนปืนและระเบิดพลังวิญญาณจึงโจมตีเข้ามาทันควัน นี่ชัดเจนแล้วว่าฌาอู๋เช่อได้ดักซุ่มโจมตีพวกเรามานานแล้ว และทีมปู้ฝูจิ้วก้านเองก็รู้ดีในสถานการณ์ของเราดีราวกับหลังมือเช่นกัน!

    กลอรี่ชิลด์!

    ป้องกัน!

    ทันทีที่ผมก้มตัวลงไป เสียงยิงธนู กระสุนปืน และระเบิดพลังวิญญาณจึงกระทบลงมาบนโล่กำบังของผมทันทีและลดเลือดไปกว่า 30% ในชั่วพริบตา ทันใดนั้นเองผู้เล่นโจมตีระยะใกล้นับสิบคนจึงพุ่งตรงไปข้างหน้า ทั้งดาบและหอกก็จ้วงแทงเข้าใส่โล่ของผม ลดเลือดไปอีก 30% ไม่นานหลังจากนั้นเลือดของผมจึงลดลงเหลือเพียง 10% เท่านั้นและแม้ว่าผู้เล่นโจมตีระยะใกล้พวกนี้จะไม่สามารถทำลายการป้องกันของผมได้ ทว่าจำนวนแถบเลือดที่ลดลงไปก็น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

    หั่วเยี่ยนฉู่ที่ถือคทาอยู่ในมือจึงยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างพอใจ “สปิริตโคนปกคลุมสนามรบ”

    คนของปู้ฝูจิ้วก้านบ้าไปแล้ว!

    ไม่รอช้าหลินเฉอกับต้าไห่จึงตอบโต้กลับไปทันที ขณะที่ผมก็ตะโกนในช่องแชททีมว่า “โจมตีผู้เล่นชื่อสีเทาของพวกมันซะ จัดการผู้เล่นชื่อสีเทาจะถือเป็นการป้องกันตัวอย่างสมเหตุสมผล พวกเราจะไม่ติดค่าความบาป ไม่งั้นแล้วพวกเราก็ต้องตายอยู่ที่นี่แน่ จำไว้ว่าอย่าให้ติดสถานะชื่อสีแดงเด็ดขาด พยายามลดความสูญเสียให้มากที่สุด!”

    “รับทราบ!”

    ผมยกมือขึ้นกลืนยาเม็ดหวนคืนโลหิตเข้าไป ตัวเลข "+700" ก็ลอยขึ้นมาทันที ผมใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาของกลอรี่ชิลด์ ตวัดดาบยาวไปข้างหน้า ฟาดฟันสามคอมโบ โจมตีพื้นฐาน+ดาบสองคม+เฮฟวี่สแลช ปิดฉากนักดาบชื่อเทาในไม่กี่วินาที หลังจากนั้นร่างก็พุ่งตัวไปข้างหน้าเข้าประชิดผู้เล่นสายโจมตีไกลเพื่อโจมตีอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเมื่อเข้าระยะ ผมฟาดฟันดาบเข้าใส่สองคอบโบ จนร่างนักจิตวิญญาณสลายหายไปในพริบตา

    “หาที่ตาย!”

    จังหวะนั้นที่หั่วเยี่ยนฉู่ก้าวถอยหลัง ขณะที่เขาก็หลบเคล็ดตรึงกายและย่างก้าวเจ็ดดาราของหลินเฉอไปด้วยทันที ที่เท้าของผมก็ปรากฏฟรอสโพล์ขึ้นมา  ทำให้ความเร็วในการเคลื่อนไหวของผมก็ลดลงอย่างมาก ทว่าในเวลานี้ คูลดาวน์ของสกิลทหารม้าเหล็กพุ่งชนก็รีเสร็จแล้ว กระทั่งเมื่อผมหมุนตัวกลับไปจึงล็อคเป้าหมายนางฟ้าพเนจรได้คนหนึ่ง ทันใดนั้น เมื่อเสียง “ฟึบ” ดังขึ้น ผมจึงทะลวงสายลมและกระแทกไปยังเป้าหมายอย่างรุนแรง พร้อมกับฟันดาบออกไปอีกครั้ง ค่าความเสียหายของชาร์จเข้าใส่+โจมตีพื้นฐาน ก็ฆ่าไปอีกหนึ่งในเสี่ยววินาที!

    เมื่อหันกลับมาผมก็พบว่ายังมีนักธนูที่คิดจะหนีอีกหนึ่งคน สกิลยั่วยุก็ตกเข้าใส่หัวของเขาทันที  นักธนูยิงลูกธนูเข้าใส่ผมอย่างต่อเนื่อง แต่ดาเมจของเขาต่ำเกินไปจึงไม่สามารถทำลายการป้องกันของผมได้ อีกทั้งตัวเลขค่าความเสียหายที่ปรากฎขึ้นก็มีเพียง 20 แต้มเท่านั้น อันที่จริงสิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดสำหรับผมก็คือความเสียหายจากพลังเวทของนักจิตวิญญาณกับนักบวช นั่นคือคือจุดอ่อนที่สามารถชี้ชะตาของผมได้เลย

    ขณะที่สกิลกำลังคูลดาวน์อยู่นั้น ก่อนที่นักธนูจะพุ่งตัวหนีเข้าไปในป่า ผมที่ใช้ความได้เปรียบด้านความเร็วการเคลื่อนที่ของสัตว์ขี่ไล่ตามเขาไปจึงสะบัดข้อมือและโจมตีออกไปด้วย การโจมตีพื้นฐาน+โบลวสไตรค์ เพียงเศษเสี้ยววินาทีต่อจากนั้น….ตายไปอีกหนึ่ง!

    ผู้เล่นสายโจมตีระยะไกลโดยรอบบริเวณทั้งหมดเป็นชื่อสีเทา สามารถฆ่าพวกมันได้ตามใจชอบ แต่น่าเสียดายที่เลือดของผมเหลือน้อยเต็มที ขณะที่เจ้าลาป่าก็ร้องโอดครวญราวกับว่ากำลังโดนเชือด และโดยไม่รีรอผมที่รีบรุดไปข้างหน้าจึงใช้การโจมตีพื้นฐาน+เฮฟวี่สแลช โจมตีเข้าใส่นักจิตวิญญาณชื่อเทาอีกคนหนึ่ง พร้อมๆกับดึงบังเหียนเจ้าลาป่าให้หมุนตัวกลับไปและเตะเข้าให้ที่นักจิตวิญญาณคนหนึ่งที่หนีไม่ทันจนดับอนาถกลายเป็นแสงสีขาวลอยกลับไปที่เมืองอีกหนึ่งด้วยเช่นกัน

    “จินซีเหอซี!”

    หั่วเยี่ยนฉู่คำรามลั่นด้วยความโกรธแค้น ขณะที่บนฝ่ามือของเขาก็ปรากฏเถาวัลย์ที่กำลังเบ่งบานไปรอบบริเวณ……สกิลเถาวัลย์วิญญาณ มันคือสกิลควบคุมของนักจิตวิญญาณเลเวล 20 ทว่าสกิลนี้ไม่ใช่สกิลล็อคเป้า ยากที่จะบอกได้ว่าจะใช้สกิลโดนหรือไม่

    อันที่จริงแล้วฮั่วเยี่ยนฉู่แค้นผมมากถึงขนาดที่ว่าลายเซ็นด้านล่างชื่อของเขาก็ยังเขียนคำว่า “จินซีเหอซีต้องตาย” เอาไว้เลย กระทั่งเมื่อเขายกฝ่ามือขึ้นเถาวัลย์เหล่านั้นจึงรัดตรึงขึ้นมาบนเท้าของผมทันที ทว่ามันเป็นช่วงจังหวะครึ่งวินาทีก่อนสกิลจะสมบูรณ์ ทันใดนั้นผมควบสัตว์ขี่หลบออกไปด้านข้างในนาทีเดียวกันนั้น คำว่า “MISS” ตัวใหญ่ก็ลอยมาให้เห็นทันที จากนั้นการพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วแบบเต็มที่ ดึงออกจากระยะโจมตีในทันทีและนั่นจึงทำให้การร่ายคาถาจากนักบวชหนึ่งคนและนักจิตวิญญาณอีกสามคนต้องหยุดชะงักไปทันที โดยเฉพาะนักบวช ที่ใช้เคล็ดตรึงกายใส่จางเหว่ยในจังหวะแรก แต่ในการใช้เคล็ดตรึงกายครั้งที่สองก็ถูกผมขัดจังหวะเอาไว้
    ข้างหลังผม มีอัศวิน, เรนเจอร์และนักดาบไล่ตามมากถึงห้าคน คนพวกนี้ผมไม่กล้าหันกลับไปสู้ตรงๆด้วย เพราะหากถูกรุมแค่คนละหนึ่งสกิลก็ฆ่าผมได้ในไม่กี่วินาที ดังนั้นทางเลือกเดียวของผมก็คือ ใช้เคลื่อนที่เป็นรูปตัว “Z” เพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีส่วนใหญ่และในขณะเดียวกันผมก็ตวัดดาบยาวสับไปที่ท้องของนักจิตวิญญาณคนหนึ่งด้วยเช่นกัน แสงสีขาวได้ระเบิดออก ตายไปอีกหนึ่งคน
    “ตู้มมม~~”

    ที่ด้านหลัง ไฟร์บอลซึ่งโยนเข้าใส่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หั่วเยี่ยนฉู่เป็นคนฉลาดที่เลือกใช้สกิลล็อคเป้าหมายในการโจมตี ถึงแม้ว่าความเสียหายจากการโจมตีจะค่อนข้างเบา ทว่าก็สามารถทำลายเลือดแถบสุดท้ายของผมได้อย่างมั่นคง

    “เคร้งง”

    “582!”

    ตัวเลขค่าความเสียหายขนาดใหญ่ก็ลอยขึ้น และในเวลานี้เลือดของผมก็เหลือเพียงตัวเลขสองหลักเท่านั้น

    ในที่ไกลออกไป จางเหว่ยล้มลงเป็นคนแรก หลินเฉอหลังจากที่ฆ่านักจิตวิญญาณไปได้สามคนก็ถูกนักดาบชาร์จเข้าใส่และใช้ดาบแทงตาย ขณะที่หวังจินไห่เองก็ทั้งรบทั้งถอย ทันทีที่ยิงไปหนึ่งนัดก็ถอยหลังกลับไปสองสามก้าว ทว่าหลังจากที่ฆ่าผู้เล่นสายโจมตีระยะใกล้ไปได้ 2 คนเขาก็ถูกนักธนูไล่ล่าและสังหารตายไปทันที ชั่วพริบตาเดียวสมาชิกในสตูดิโอก็เหลือเพียงผมคนเดียวที่ยังมีชีวิตรอด

    แทนที่จะหนีตาย ฆ่าเพื่อมีชีวิตอยู่นั้นดีกว่า!

    ทันใดนั้น ผมที่เคลื่อนที่ไปด้านข้างเพื่อทิ้งระยะห่างจากนักดาบ 2 คน จากนั้นก็ล็อกเป้าที่หั่วเยี่ยนฉู่และ “ชิ้งงง” เมื่อเสียงดังขึ้น ก็ได้พุ่งชาร์จออกไปและเมื่อคูลดาวน์สิบวินาทีสิ้นสุด ก็สามารถฆ่าได้อีกคน

    “ฟิ้ววว ~~~”

    เวลานี้อากาศถูกเจาะทะลวง เมื่อผมที่พุ่งไปยังด้านหน้าของหั่วเยี่ยนฉู่ เลือดของผมก็เหลือเพียง 4 แต้มเท่านั้น ขณะที่ด้านหลัง ผมก็ถูกไล่ล่าไปด้วยไฟร์บอลสามลูกกับธนูอีกเจ็ดดอก ทว่าหั่วเยี่ยนฉู่ที่อยู่ตรงหน้าผมขณะนี้ถูกชาร์จพุ่งชนใส่ทำให้มึนงงไปแล้วพร้อมกับค่าความเสียหายที่ทำลายเลือดไปกว่า 80% ดาบทองแดงที่อยู่ในมือของผมก็สว่างวาบไปด้วยแสงสีครามจากพลังปราณ และภายใต้การโจมตีพื้นฐาน+ดาบสองคม ที่ถูกปลดปล่อยออกไปพร้อมกันนั้น ไม่ว่าอุปกรณ์สวมใส่ของหั่วเยี่ยนฉู่จะดีแค่ไหน เขาก็ตายอยู่ดี!

    “584!”

    “692!”

    “1,002!”

    ……

    นักจิตวิญญาณคนหนึ่งที่มีเลือดได้ถึง 1200 แต้มนับว่าเป็นผู้เล่นที่ทรงพลังมาก แต่ทว่าหั่วเยี่ยนฉู่แม้ยืนหยัดทนต่อการโจมตีครั้งที่หนึ่งและสองได้ ทว่าด้วยพลังของดาบสองคมที่รุนแรงนั้น ต่อให้เขาจะมียาระดับ 2 ก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาไม่มี
    “เวิ้งง~~~”

    ทันทีที่แสงสว่างพาดผ่านเข้ามาในดวงตา หั่วเยี่ยนฉู่สลายกลายเป็นแสงและลอยกลับไปที่เมือง ตามมาด้วยความเจ็บปวดที่พลุ่งพล่านที่แผ่นหลัง ทิวทัศน์โดยรอบก็ดับวูบ ใช่แล้วผมก็ตายกลับเมืองไปด้วยเช่นกัน

    “ชิ้งงง!”

    เมื่อทิวทัศน์ส่องสว่างขึ้น ผมก็กลับไปยังจุดคืนชีพที่เมืองจิ่นโจวทันที บนลานจัตุรัสที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยผู้เล่นที่ตายจากการต่อสู้มากมาย ทุกคนมีเลือดตกค้างและเวลานี้หลินเฉอกับหวังจินไห่ก็อยู่ไม่ไกลออกไป ขณะที่หั่วเยี่ยนฉู่อยู่ห่างจากผมไปประมาณ 3 ก้าวจึงพูดขึ้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยประกายวาววาบทันทีว่า “นับว่าเป็นโชคดีของแก ไม่อย่างนั้นมีเหรอที่แกจะฆ่าฉันได้!”

    ขณะที่ผมก็พูดขึ้นอย่างยิ้มๆว่า “เอาคนมาดักซุ่มโจมตีสามสิบถึงสี่สิบคน แต่ก็ยังถูกพวกเราฆ่าตายไปกว่าสิบคน นายไม่รู้สักอายบ้างหรือ?”

    “ฮึ่ม! รอดูต่อไปเถอะ ไม่ช้าก็เร็ว ยังไงฉันก็จะทำให้ทีมเทียนเสวี่ยนไม่กล้าออกจากเมืองเลยคอยดู!” เมื่อพูดจบฮั่วเยี่ยนฉู่จึงเดินจากไปด้วยท่าทีที่ฟึดฟัดทันที

    ผมที่จัดทีมขึ้นมาใหม่อีกครั้งจึงถามขึ้นว่า “เป็นไงบ้าง มีอะไรดรอปไปบ้างมั้ย?”

    “มีแค่ยากับวัตถุดิบบางอย่างเท่านั้น” หลินเฉอที่ขมวดคิ้วยุ่งจึงถามขึ้นทันทีว่า “พี่เฉิน อุปกรณ์ของพี่ดีที่สุด มันหายไปบ้างหรือเปล่า ?”

    “ไม่มี พวกชื่อสีขาวถูกฆ่าไปซะก่อน โอกาสที่มันจะดรอปก็เลยไม่สูงเท่าไหร่ ที่หายไปก็มีแค่ยากับไอเทมบางอย่างเท่านั้น”

    “งั้นก็ดีแล้ว”

    หวังจินไห่ที่กัดฟันกรอดจึงพูดขึ้นว่า “เมื่อกี้บอสสุดยอดมากเลย พูดกันตามตรงตราบใดที่นางฟ้าพเนจรสามารถเติมเลือดให้บอสได้นะ 30 คนเมื่อกี้ผมว่าพี่จัดการได้สบาย”

    ผมที่เหยียดแขนออกไปจึงพูดว่า “ช่างเถอะ พูดตอนนี้ก็สายไปแล้วในเมื่อตอนนี้ก็กลับมายืนอยู่ตรงนี้แล้วนิ…...งั้นก็พักสักหน่อยเถอะ จะกินอะไรก่อนดีไหม? แล้วค่อยออนไลน์อีกที”

    “อื้ม……”

    ……

    หลังจากที่ออฟไลน์ ทุกคนจึงถอดหมวกเกมออกทันที เวลานี้ใบหน้าของหลินเฉอกับต้าไห่ยังคงปรากฏร่องรอยของความไม่พอใจอยู่บ้าง อันที่จริง นี่เป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรก หลังจากที่เข้ามาในเกมสกายโร้ด ถึงจะเป็็นความพ่ายแพ้ แต่เป็นการแพ้อย่างมีเกียรติ หากแต่สิ่งที่รับไม่ได้ที่สุดก็คือ การที่พวกเราถูกคนของปู้ฝูจิ้วก้านฆ่าตายยกทีม ทั้งยังดรอปไอเทมล้ำค่าของพวกเราไปด้วย ทว่าทุกคนต่างก็ยังเด็กนัก อารมณ์คุกรุ่นนี้พูดไปก็เท่านั้น!

    “เป็นอะไร ทำไมถึงเงียบกันไปหมดล่ะ” ผมหัวเราะพยายามทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น

    หลินเฉอทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อยและยิ้ม “อันที่จริง PK เมื่อกี้พวกเราทำดีที่สุดแล้ว ทำทุกอย่างที่ทำได้อย่างเต็มที่ แต่มันก็ยังมีช่องว่างระหว่างจำนวนคนกับการแบ่งงานอยู่ดี ถ้าหากพวกเรามีนางฟ้าพเนจรที่สามารถให้นมพี่เฉินตลอดเวลาได้ แล้วก็มีมือสังหารที่สามารถฆ่าแนวหลังของพวกเขา ผมคิดว่าเราจะถือไพ่เหนือกว่ามาก เราไม่ได้ต้องการคนเยอะเลยนะพี่ แค่ 7-8 คนก็สามารถฆ่าหั่วเยี่ยนฉู่กับปู้ฝูจิ้วก้านได้แล้ว”

    “ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ เราแค่ยังต้องรอเวลาเท่านั้น”

    “อื้ม”

    “ลงข้างล่างไปอาหารกันเถอะ ดื่มเบียร์กันหน่อยมั้ย ?”

    “ได้!”

    ว่าแล้วกลุ่มคนทั้งสี่คนจึงเดินลงไปชั้นล่างด้วยกันทันที หลังจากที่สั่งอาหารเดลิเวอร์รี่เสร็จจึงมานั่งรอกันที่ห้องโถง และจากนั้นใครคนหนึ่งก็ซดเบียร์เย็น ๆ เข้าไปในปาก และทันทีที่น้ำเมาไหลผ่านลำคอลงไปพวกเขาจึงรู้สึกสงบจิตสงบใจขึ้นมาบ้างแล้วหลังจากที่เมื่อครู่ยังเศร้าอยู่กับการถูกฆ่าตายยกทีม ส่วนหลินเฉอที่ถือขวดเบียร์อยู่ในมือก็พลางมองแสงจันทร์ที่ด้านนอกหน้าต่างและทันใดนั้นจึงอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ เขาที่ชี้ขวดเบียร์ไปที่ด้านนอกจึงพูดขึ้นว่า “เหล้าจอกหนึ่งเคารพแสงสุริยัน เหล้าอีกจอกเคารพแสงจันทรา พ่ายแพ้ครั้งเดียวไม่ใช่เรื่องใหญ่”

    จางเหว่ยกระแอมขึ้นมาหนึ่งครั้ง “ถ้าเป็นแบบนี้จริง ตอนนี้พวกเราเป็นแสงตะวัน หรือเป็นแสงจันทราล่ะ?”

    ต้าไห่ที่ถือขวดเบียร์และเอนตัวลงไปบนโซฟาด้วยท่าทีที่เกียจคร้านจึงพูดขึ้นว่า “พวกเราในตอนนี้……น่าจะเป็นแสงตะวันในวันฝนพรำน่ะ ”

    ทุกคนก็ต่างหลุดหัวเราะออกมา ทว่าในใจกลับความรู้โดดเดี่ยวไปโดยปริยาย…..

    ผ่านไปครู่หนึ่ง ผมจึงพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่จริงจังว่า “พี่น้องทั้งหลาย แม้ว่าครั้งนี้พวกเราจะถูกฆ่าตายกันยกทีม แต่ก็ไม่เป็นไร ความพ่ายแพ้เพียงครั้งเดียวไม่ใช่เรื่องต้องใส่ใจ หนทางในอนาคตข้างหน้าของพวกเรายังมีอีกมาก ต่อไปพวกเราจะได้ทุกอย่าง ขอให้พวกเรารวมใจเป็นหนึ่ง คนอย่างหั่วเยี่ยนฉู่ต่อให้มีมากกว่าแล้วมันจะยังไง ต่อให้มันรวมคนมาเป็นร้อยเป็นพันคน พวกเราก็จะเอาชนะพวกมันให้ได้!”

    “ใช่แล้ว พี่เฉินพูดถูก!”

    หลินเฉอที่ยกขวดเบียร์เข้าปาก “ให้ตายเถอะ เบียร์หมด!”

    “หมดแล้ว……”

    ……

    “อึก อึก อึก” 
    หลังจากที่ดื่มเบียร์หมดไปขวดหนึ่งแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาก….การผจญภัยไปสู่ขอบฟ้าอย่างกล้าหาญ พวกเราทำได้

    “ปั้ง ปั้ง ปั้ง~~~”

    ทันใดนั้นเองเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังทันที

    “หืม?”

    หลินเฉอที่รู้สึกประหลาดใจจึงพูดขึ้นทันทีว่า “อยู่ดีๆก็มีคนมาเคาะประตูที่บ้านเรา ที่นี่ไม่ใช่บ้านเดี่ยวที่หันหน้าไปทางทะเลสาบหรอกเหรอ? แถวนี้ไม่มีคนอาศัยอยู่นิ หรือว่าจะเป็นคุณเจ้าของบ้านมาเก็บค่าเช่า?”

    “ไม่นะ ฉันจ่ายค่าเช่าบ้านล่วงหน้าไปแล้วหนึ่งปี”

    ผมลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงเดินไปที่ประตู และทันทีที่เสียง “แกร๊ก” ดังขึ้น ทันใดนั้นผมก็สัมผัสได้ถึงแสงจันทราที่สาดส่องเข้ามาในห้องทันที คนที่ยืนอยู่ด้านนอกกลับเป็นหญิงสาววัยกลางคนที่หน้าตาสวยมากคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตลายทาง ผมสีบรอนด์อ่อนลู่ลงมาราวกับสายน้ำ ลำคอขาวราวหิมะกับหน้าอกหน้าใจที่จะโผล่พ้นเนื้อผ้าออกมาทักทายกับผู้คนด้านนอก เสื้อที่ถูกดันออกมาปรากฎยอดเขาที่ราวกับว่ามันจะโผล่ทะลุออกมาจากเนื้อผ้าได้ทุกเมื่อ เธอที่สวมกางเกงยีนส์ขาสั้นรัดรูป อวดเรียวขายาวและกลมกลึงราวกับหิมะนั่นจึงทำให้ความคิดของผมเตลิดไปไกลทันที ขณะที่ด้านหลังของเธอสะพายกระเป๋าเป้ที่ดูท่าทางจะหนักมาก อีกทั้งบนกระเป๋าเป้ของเธอก็ยังแขวนหมวกเกมกลมๆอันหนึ่งไว้……และเธอก็งดงามมากจนผมบรรยายออกมาเป็นภาพไม่ได้เลย

    “นายอยู่ที่นี่จริงๆด้วย!”

    ……

    เวลานี้ผมมองดูเธอ ผมก็แทบแข็งกลายเป็นหินทันที ถึงอย่างนั้นผมก็ยังยืนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นราว 3 วินาที ก่อนที่จะพูดประโยคหนึ่ง——

    “ซีหราน เธอมาได้อย่างไร?”