ในขบวนรถม้าทุกคนยังคงปฏิบัติเหมือนเช่นเฉินิเยว่อยู่ในรถม้า มีการส่งของว่าง อาการ และน้ำชาตามปกติสาวใช้คนสนิททั้งสามสลับกันเข้าดูแลครั้งละสองคน ยามถึงจุดพักจะมีคนคอยดูแลพาคุณหนูลงมาเดินเล่นเพียงแต่สวมหมวกบังลมที่มีผ้ากั้นโดยรอบประหนึ่งกันแดดกันลมที่ทำร้ายผิวพรรณซึ่งถือเป็เื่ปกติของคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วไป
“คุณหนูเ้าคะ แดดแรงนัก หากอยู่นานกว่านี้จะทำลายผิวพรรณได้กลับเข้าไปพักในรถม้าดีกว่านะเ้าคะ”
“อืม”
สำนักพิสุทธิ์์ สำนักชื่อเสียงโด่งดังหนึ่งในห้าของยุทธภพซึ่งขึ้นชื่อเื่การฝึกปรือด้านพลังิญญามีความสามารถคล้ายเทพเซียนในนิยาย เป็คำกล่าวที่หาได้เกินจริงไม่ ผู้ใดจะสามารถทำให้อายุหยุดอยู่ที่่เวลาใดเวลาหนึ่งโดยมิแก่เฒ่าได้สำหรับคนทั่วไป แต่สำนักนี้เ้าสำนักผู้ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์หยุดอยู่ที่สี่สิบห้าปีตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมาถือเป็เื่จริงที่บรรดาคนในยุทธภพพบเห็นและกล่าวขาน นางลอบสังเกตมาสองสามวันพบว่า่เวลาที่มีการผลัดเปลี่ยนเวรยามเป็่ที่สะดวกสามารถลอบเข้าไปด้านใน นางระวังตัวเป็อย่างมากแม้พลังภายในและฝีมือของนางจะดีแต่เมื่อเทียบกับฝีมือที่มีชื่อเสียงยาวนานระดับสำนักพิสุทธิ์์นางมิอาจคาดเดาได้ว่าหากถูกศิษย์ของสำนักพิสุทธิ์์พบเห็นเข้า นางจะโดนทำร้ายระดับใด
นางใช้ชุดสีดำ คลุมหน้าด้วยหน้ากากสีดำกลืนไปกับความมืดในยามราตรีของคืนเดือนแรม พลิกกายลงจากหลังคาแอบเข้าไปในห้องที่ใหญ่ที่สุดในอาคารหลังหนึ่งค่อยๆ สอดสายตาในความมืดค่อยๆก้าวดู นางลดระดับการหายใจและก้าวย่างเบาที่สุดจนไร้เสียง ภายในเป็ห้องขนาดใหญ่มีฉากกั้นขนาดใหญ่มองไม่เห็นลวดลาย ด้านหลังเป็โต๊ะกลม เดินเข้าไปเป็เตียงนอน มีตู้ไม้นางค่อยๆ เข้าไปสำรวจทุกสิ่งที่มองเห็น จากห้องแรกนางค่อยๆ ลอบเข้าห้องถัดไปที่เป็ห้องที่คาดว่าจะเป็ห้องของคนสำคัญๆในสำนักเช่นกัน ทุกจุดที่มองเห็นในเงาสลัวๆจากแสงโคมไฟด้านนอกที่แขวนบนระเบียงทางเดิน นางสำรวจแทบทุกจุดเท่าที่จะสามารถทำได้
ด้านนอกมีเวรยามถือโคมไฟเดินผ่านไปเป็ระยะ ทุกครั้งที่ผ่านนางจะได้ยินเสียงคุยกันเบาๆ ลอดเข้ามา
“ระยะหลังมานี่ เหตุใดการตรวจตราแลดูเข้มงวดยิ่งขึ้น”
“เ้ามิรู้หรือเมื่อสิบวันกัน ว่ากันว่ามีผู้บุกรุกเข้ามาภายในสำนัก”
“จริงหรือ”
“อาจารย์ไป๋เดินกลับเข้าที่พักพอดี ได้ยินเสียงแต่พอเข้าไป ในห้องกลับว่างเปล่า แต่ท่านััได้ถึงลมปราณก่อนที่จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย”
“แล้วยังไงต่อ”
“โธ่เอ๊ย ก็เวรยามออกค้นหาทั่วสำนักแต่ก็ไม่พบร่องรอย”
“มีอะไรหายไปหรือไม่”
“ไม่มี”
“อ่อ”
มีคนลักลอบเข้ามาที่นี่เช่นกันหรือนี่ นางพยายามเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจว่าจะมีข่าวสารอื่นที่น่าสนใจหรือมีประโยชน์กับนางหรือไม่
“เ้าว่าสำนักเรามีสิ่งใดมีค่ามากที่สุด”
“ข้าว่า คัมภีร์กายาพิสุทธิ์”
“ใช่ คัมภีร์นี้มีเพียงเ้าสำนักและศิษย์เอกของท่านเท่านั้นที่ได้เห็น”
“ของมีค่าเช่นนี้พวกศิษย์ทั่วไปอย่างพวกเราคงไม่มีวาสนาได้เห็น”
“แน่นอนอยู่แล้ว เ้าเห็นหอเก้าชั้นฟ้าหรือไม่”
“ข้าเคยได้ยินแต่ชื่อ มันอยู่ในเขตต้องห้ามของสำนักเรานี่”
“ในเขตต้องห้ามเองก็มีศิษย์ชั้นสูงเป็เวรยามเช่นเดียวกับด้านนอก หากมีคนบุกรุกเข้าไปจะรอดออกมาได้หรือ เ้าคิดดู”
“ใช่ ใช่ ข้าเห็นด้วยได้ยินว่าศิษย์เ่าั้ล้วนลงมือเฉียบขาด รุนแรง ข้าอยู่แบบนี้ดีแล้ว”
“พอๆ เลิกพูดเถอะ ไปดูทางด้านนั้นบ้าง”
เสียงพูดคุยค่อยๆ เบาลงจนเงียบไป นางยังคงแฝงตัวในความมืดต่อ ทันใดผนังจากด้านหลังที่อยู่เยื้องออกไปมีเสียงกลไกบางอย่างขยับตัว นางลดระดับการมีตัวตนด้วยการจำกัดการหายใจให้แ่เบาลงมากที่สุดในที่สุดเสียงกลไกก็หยุดในเสี่ยวก้านธูป กำแพงค่อยเลื่อนตัวจนมีช่องเกือบเท่าบานประตู มีเสียงฝีเท้าเบาๆ กำลังใกล้เข้ามาที่ช่องนั้น
ในที่สุดก็ได้เห็น เงาร่างในชุดสีขาวสะอาดตา ถือโคมขนาดเล็กที่งดงามแสงที่มีไม่มากนักส่องให้เห็นใบหน้าเพียงสลัวๆ เป็เสี้ยวหน้าที่เกลี้ยงเกลา มองดูเป็บุรุษที่มีกลิ่นอายสะอาดสะอ้านแม้ไม่หล่อเหลาจับตาแต่ก็น่าจะไม่อัปลักษณ์เป็แน่ กำแพงเลื่อนปิดลงบุรุษผู้นั้นชะงักเล็กน้อยขณะที่กำลังจะเปิดประตู
“อาจารย์ ท่านอยู่หรือไม่”
ด้านนอกประตูปรากฏเงาร่างพร้อมกับเสียงเคาะประตูเบาะสามครั้ง ก่อนที่จะเสียงแทรกขึ้นมา มีเสียงตอบรับเบาๆเงาร่างนั้นเปิดประตูก้าวออกไปหาอีกฝ่าย
“อาจารย์ อาจารย์ไป๋ ให้ศิษย์น้องมาแจ้งว่าขอเชิญอาจารย์ที่ห้องโถงขอรับ”
“ด้านนอกมีอะไรเกิดขึ้น”
“ศิษย์มิทราบขอรับ”
“หงอี้ เ้าอยู่เฝ้าที่นี่ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้า ออก เข้าใจหรือไม่”
เหลียนหงอี้แม้งงในคำสั่งของอาจารย์ไม่น้อย แต่ก็ค้อมกายรับฟังคำสั่งและปฏิบัติตามแต่โดยดียืนเฝ้าหน้าประตูมิได้เคลื่อนย้ายไปที่ใด ภายในห้องเฉินิเยว่รู้สึกได้ว่าชายในชุดขาวอาจจะถูกล่วงรู้แล้วว่าภายในห้องมีบุคคลแอบอยู่จึงสั่งให้คนด้านนอกอยู่เฝ้าเช่นนี้ โชคดีที่วันนี้นางเตรียมตัวมาเป็อย่างดี
ด้านหน้าห้องเหลียนหงอี้อยู่ในสภาพยืนเหม่อเวรยามที่เดินผ่านไปมาทำความเคารพแล้วก็เดินจากไป จนกระทั่งบุรุษในชุดขาวกลับมา จึงได้รู้ว่าด้านในมีคนแอบอยู่จริงดังที่ตนััได้ยามนี้คนได้จากไปและยังทำให้ศิษย์ของตนอยู่ในอาการที่คล้ายถูกสะกดจิต เมื่อตรวจดูจึงััได้ถึงกลิ่นสมุนไพรหรือโอสถบางอย่าง ดูท่าผู้ที่ลักลอบเข้ามาจะมีฝีมือไม่น้อยแต่จะใช่คนเดียวกับเมื่อคราก่อนหรือไม่ยังบอกไม่ได้
เขตนอกสำนักพิสุทธิ์์ บุรุษในชุดขาวขยับกายหายจากหน้าห้องตามหลังเฉินิเยว่ที่เคลื่อนกายออกจากเขตสำนักพิสุทธิ์์ ติดตามกันมาได้หนึ่งลี้นางก็ถูกตามเกือบทัน
“ยังไม่หยุดให้ข้าอีก”
เสียงทุ้มตวาดพร้อมกับซัดพลังฝ่ามือออกไป หากนางเบี่ยงตัวหลบมิทันโดนเข้าตรงๆ คาดว่าคงถูกกระแทกจนาเ็สาหัสขนาดเฉียดเพียงไหล่ นางรู้สึกราวมีดคมกริบเฉือนลงบริเวณนั้นปวดร้อนอย่างรุนแรง ผงพิษในมือถูกนางโปรยพร้อมทั้งใช้กำลังภายในทำให้มันกระจายออกเป็เสมือนม่านป้องกันสีแดงสด
“บุปผาแดงไร้ย่างก้าว”
อีกฝ่ายถอยออกห่างจากกลุ่มผงนั้นทันที ในแววตาปรากฎร่องรอยสับสนกังวลใจเขาจดจำได้ดีมันคือพิษร้ายมีความรุนแรงหากััโดนเพียงนิด อย่าได้คิดขยับกายพิษจะกัดกร่อนหัวใจทำให้ดับดิ้นร่างกายสลายหายไปในชั่วอึดใจเพียงก้าวขาหนึ่งก้าวเท่านั้น คนเบื้องหน้าดูแล้วคงมิใช่ธิดาพิษซิ่วอี๋สยาแม้จะเร้นกายหายไปหลายปีแล้วก็ตาม คนผู้นี้มีพลังฝีมือแต่มิได้สูงส่งอายุก็เดามิได้เพียงแต่สามารถใช้พิษชนิดนี้ได้ก็ทำให้เขาหวั่นใจไม่น้อย หากได้รับพิษเข้าไปเกรงว่ายังไม่ทันจับคนก็คงเป็อันตรายเสียก่อน ทำได้เพียงปล่อยอีกฝ่ายให้จากไปต่อหน้าต่อตาเท่านั้น
เมื่อบุรุษผู้นั้นชะงักทำให้นางใช้เป็โอกาสในการหลบหนี ฝืนใช้พลังภายในทั้งหมดส่งตัวเองทะยานจากมาหลังจากหลบหลีกรอดออกมาได้แบบหวุดหวิดนางรีบไปหาเยว๋หว่านทันทีมันรอนางอยู่ นางะโขึ้นเอนตัวซบบนหลังมัน ตบเบาที่แผงคอ มันออกวิ่งพานางจากไปอย่างรวดเร็ว
ริมลำธาร ม้าสีดำสนิทยืนเล็มใบไม้อ่อนๆ สะบัดหางไล่แมลงเป็บางครั้ง บนแท่นหินร่างเพรียวบางยังคงอยู่ในชุดสีดำนางนั่งฟื้นฟูพลังหลังจากกลืนโอสถลงไป สีหน้าเปลี่ยนจากซีดจางค่อยๆมีสีเืมากขึ้น ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามเปลือกตาคู่สวยค่อยๆขยับขึ้น ครั้งนี้นางโชคดีที่เตรียมตัวพกผงพิษติดตัวไปด้วยทั้งยังปกปิดใบหน้าทำให้อีกฝ่ายจดจำมิได้ อีกฝ่ายคือผู้ใดนางพอคาดเดาได้ คนที่มีตำแหน่งในสำนักพิสุทธิ์และมีฝีมือสูงส่งทำร้ายนางได้(แม้จะเป็จากด้านหลังก็เถอะ) คงไม่พ้นเ้าสำนักคนปัจจุบันเป็แน่ นางเชื่อว่าในระยะนี้คงมิอาจลอบเข้าไปได้อีก จะต้องมีเวรยามแ่ามากกว่าเดิม เช่นนั้นคงได้แต่ทิ้งไว้เช่นนี้ก่อน
มิเป็ไร หนทางยาวไกลข้ารอได้้
“เยว๋หว่าน พวกเราไปฉู่หวินกันเถอะ ข้าจะพาเ้าไปเที่ยวที่นั่นก่อนจะไปพบพี่หลี่เอ๋อร์ พี่หนิงเอ๋อร์ของเ้า ไป”
นางย้ายเป้าหมายแล้วก็ออกเดินทางต่อไป ระหว่างทางนอกจากนางจะฟื้นฟูพลังแล้วนางยังต้องฝึกปรือเพื่อเพิ่มพลังฝีมือจากคัมภีร์ที่นางนำมาจากกระท่อมไม้ ครั้งนี้เป็เพราะนางไม่แข็งแกร่งพอทั้งพลังและฝีมือที่แตกต่างกันทำให้พลาดท่าโดนอีกฝ่ายทำร้าย นางต้องเร่งพัฒนาฝีมือเพื่อให้ไม่มีความผิดพลาดดังเช่นครั้งนี้อีก
ด้านสำนักพิสุทธิ์์ก็ตรวจสอบร่องรอยการลักลอบเข้าสำนักและเพิ่มเวรยามเป็เท่าตัว ส่วนศิษย์เอกหลังหมดฤทธิ์ผงพิษของนางก็จำสิ่งใดมิได้