ฝ่ามือของเยว่ชิงตบลงไปที่หัวของเว่ยหนานเต็มแรง!
เป็ภาพที่ทุกคนเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น คนของเผ่ามารมารุมล้อมเยว่ชิงเอาไว้ เว่ยหนานสะบัดหัวไล่ความมึนงง ดวงตาแดงก่ำมองเยว่ชิงด้วยความโกรธ
“เ้า! กล้าดีอย่างไรมาตบหัวของข้า!!!”
พลังของเว่ยหนานช่างน่าหวั่นเกรง เขาเป็อัจฉริยะของเผ่ามารรองจากปู่ สำเร็จวิชามารขั้นสูงที่ยากยิ่ง ในตอนนี้เว่ยหนานมีสถานะไม่ต่างจากประมุขของเผ่ามาร
“หากเ้ายังไม่ไสหัวออกไปจากที่นี่ ข้าจะไม่แค่ตบเ้า แต่จะส่งเ้ากลับเผ่ามารเยี่ยงสุนัขตัวหนึ่ง!”
เยว่ชิงไม่ได้มีท่าทีหวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย เป็เพราะก่อนหน้าที่เขาเห็นความกลัวในน้ำเสียงของจื่อหลิง สภาพที่เจ็บปางตายของสหายรักนั้นเยว่ชิงรับมันไม่ได้ เว่ยหนานกล้าดีอย่างไรบุกมาก่อความวุ่นวายถึงในนี้
“ก่อนเ้าตาย! ข้าจะให้โอกาสบอกนามของเ้า”
“เหอะ! ไอ้งั่ง ข้าไม่ตายอีกแล้ว และข้าก็ไม่้าให้ปากสกปรกของเ้าเอ่ยนามข้า” เยว่ชิงโต้กลับในทันควัน เรียกความโกรธของเว่ยหนานให้เพิ่มมากขึ้นอีก
“เ้า!!!”
“เว่ยหนานอย่า!”
พลั่ก!
เสียงห้าม เสียงความวุ่นวายโกลาหลดังพร้อมกันจนฟังไม่ออก เมื่อร่างของเว่ยหนานโดนพลังปะทะจนถอยร่น โลหิตสีดำไหลออกจากมุมปากเล็กน้อย ส่วนเยว่ชิงนั้นยืนอยู่กับที่ตัวเอง
เป็พุทธองค์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า และฝั่งตรงข้ามก็คือเสวี่ยฉินเ้าสำนักเทียนฉี
“อาตมาอนุญาตให้ค้นโดยรอบอย่างที่้า ไฉนจึงรบกวนศิษย์ของอาตมา”
เว่ยหนานถูกพยุงขึ้นโดยเสวี่ยฉิน เขากุมหน้าอกที่ได้รับแรงกระแทกเมื่อครู่ หากไม่มีเสวี่ยฉินบังเอาไว้เสียก่อน เกรงว่าจะเจ็บหนักกว่านี้แน่
“ถามศิษย์ของพุทธองค์เองเสียสิ! ไฉนจึงกล้าหยามเกียรติของข้า!”
“ก็เ้าไม่มีมารยาทก่อนเอง!”
“นี่!!”
“พอได้แล้วเว่ยหนาน เื่วันนี้คงมีการเข้าใจผิด อย่างไรก็ขออภัยพุทธองค์ด้วย” เสวี่ยฉินสบตาเข้ากับเยว่ชิงด้วยสีหน้าที่ยุ่งยาก เขาลากเว่ยหนานให้เดินตามไป พร้อมกับคนของเผ่ามารที่มองเยว่ชิงด้วยความไม่พอใจ
ทุกอย่างสงบลงอีกครั้งหลังจากที่เผ่ามารออกไปจากวิหารระฟ้าจนหมดสิ้น พุทธองค์สั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปจัดการธุระของตนเอง ที่ตรงนี้จึงเหลือเพียงเยว่ชิงและพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง
“ต่อไปอย่าทำสิ่งใดที่เสี่ยงอันตราย”
“ข้าน้อยยัง –”
“เยว่ชิงต้องระวังไม่ให้ผู้ใดรู้เื่พลังดาราดับ เมื่อครู่กำลังจะใช้มันใช่ไหม?”
“...”
“เสวี่ยฉินคงอยู่แถวนี้ั้แ่ต้น จึงออกมาปกป้องสหายอย่างทันท่วงที” เยว่ชิงยืนฟังด้วยความสงบเสงี่ยม เขาไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรออกมา ที่ทำวันนี้ก็เพื่อปกป้องจื่อหลิง จนลืมคิดไปว่าหากพลังของเขาหลุดออกไป ชีวิตที่วาดหวังไว้คงได้ยุ่งยากกว่าเดิม
“คือว่า...เอ่อ พุทธองค์”
“...”
“ที่ข้าน้อยพูดไปวันนี้นั้น ท่านคงไม่ถือสาเอาความใช่หรือไม่?” เยว่ชิงเอ่ยออกมาในที่สุด อย่างน้อยพุทธองค์ก็ปกป้องจื่อหลิงเอาไว้ ดังนั้นแค้นก็ส่วนแค้น ส่วนบุญคุณก็ต้องสำนึกไว้ในใจ
“อาตมาไม่เคยถือสาสิ่งใดกับเยว่ชิง”
“ข้าน้อยก็ว่าอย่างนั้น”
“เพียงแค่อยากให้ระวังตนเองไว้บ้างก็เท่านั้น เยว่ชิงมีทางเลือกที่อยากเดิน อาตมาย่อมเข้าใจ แต่หากทางเลือกนั้นมันอันตรายและไม่เกิดผลดี อาตมาก็ยังหวังว่าเยว่ชิงจะฟังคำเตือนบ้าง”
สมณะแห่งวิหารระฟ้ากล่าวจบก็เดินกลับไป ทิ้งคำพูดที่ชวนอบอุ่นใจนั้นไว้กับเยว่ชิง เ้าตัวฟังแล้วก็เลิกคิ้วสูงอยู่หลายรอบ ก่อนที่จะยักไหล่สองข้างขึ้นเล็กน้อยและเดินเข้าห้องไป
สองสหายเดินออกจากวิหารระฟ้ามาไกลพอควร
เว่ยหนานมองกลับหลังด้วยความแค้นใจ ถือตนเป็ศิษย์พุทธองค์แล้วอย่างไร กล้ามากที่ทำกับเขาเช่นนี้ เจอครั้งหน้าเว่ยหนานสาบานว่าจะฆ่าทิ้งไปซะ
“ปล่อยข้าเสวี่ยฉิน!”
“ทางที่ดีเ้าอย่าไปต่อกรกับคนผู้นั้นเลยจะดีเสียกว่า”
“ทำไม!”
มารหนุ่มขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย ในยุทธภพนี้ไม่เคยเห็นว่าเสวี่ยฉินจะเกรงผู้ใดมาก่อน
พอเห็นสีหน้าของสหาย เสวี่ยฉินก็รู้ได้ทันทีว่าเว่ยหนานคิดอย่างไร เ้าสำนักเทียนฉีได้แต่ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ยคำพูดให้คลายสงสัย
“คนผู้นั้นมีมนต์ดำ”
“หะ!”
เสวี่ยฉินพยักหน้ายืนยันคำพูดของตน “พุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นพยายามปกปิดตัวตนของคนผู้นี้ ข้าสงสัยว่ามนต์ดำที่ว่าอาจเป็พลังดาราดับ”
“แน่ใจเรอะ!”
เว่ยหนานเองก็ใที่ได้ยินเช่นนี้ เขานั้นคับแค้นใจต่อพุทธองค์หลี่จิ้งหยางที่ทำร้ายปู่ของเขาจนตายไป ความลับที่ปู่ได้พบเจอนั้นสำคัญมากถึงขนาดนี้พุทธองค์ยอมมือเปื้อนบาป หนำซ้ำเวลานี้ยังชุบเลี้ยงผู้ที่พลังต้องคำสาปนั่นอีก ท่าทางวิหารระฟ้าคงสกปรกโสมมไม่ต่างจากเผ่ามารแล้วกระมัง
“ข้าเห็นแววตาจองหองไม่หวั่นเกรง คงคิดว่ามีพลังดาราดับคุ้มกายอยู่”
“เื่นี้ข้ากับท่านพ่อก็กำลังสืบอยู่เหมือนกัน” เสวี่ยฉินบอกให้สหายรับรู้ เนื่องจากเผ่ามารนั้นยังขยับตัวลำบาก เหตุเพราะมีความผิดที่ก่อความวุ่นวายในครั้งนั้น เสวี่ยฉินจึงต้องเป็ตัวกลางในการดำเนินแผนการทั้งหมด
“ว่าแต่เ้าบุกไปในวิหารระฟ้าแบบบ้าคลั่งทำไม? หากไม่ใช่เพราะหลงเย่ามาบอกข้า เ้าคงโดนพุทธองค์เล่นงานเจ็บปางตายอีกแน่”
“คนของข้าหายไปน่ะ เห็นรอยเท้าวิ่งมาทางวิหารระฟ้า” เว่ยหนานตอบกลับไป
“ต่อไปเ้าก็ต้องระวังหน่อยแล้วกัน อย่าบุ่มบ่ามทำตัวเองเจ็บอีก”
“ปากเ้าเนี่ยบ่นเก่งไม่เปลี่ยน”
มิตรภาพของทั้งสองแน่นแฟ้นมายาวนาน เสวี่ยฉินนั้นเชื่อใจเว่ยหนานเป็อย่างมาก เผ่ามารไม่เปิดโอกาสให้จอมยุทธ์เข้ามามีสัมพันธ์สนิทชิดเชื้อ ในขณะเดียวกันเสวี่ยฉินถือเป็ข้อยกเว้น
คนที่ยอมรับเว่ยหนานได้ทุกอย่าง ยอมเสี่ยงตายเพื่อเว่ยหนานนับครั้งไม่ถ้วน สำหรับเว่ยหนานแล้วไม่นับว่าเป็คนนอกแต่อย่างใด
ไป๋เยว่ชิงยังคงนั่งเฝ้าจื่อหลิงที่นอนหลับอยู่บนเตียง
สิ่งที่เยว่ชิงอยากรู้ ความจริงที่จื่อหลิงปิดซ่อนเอาไว้ และอีกหลายเื่รวมถึงเื่ที่าเ็นี่ด้วย มันเกี่ยวข้องอย่างไรกันแน่กับเผ่ามาร
“อ..อืม...”
ริมฝีปากแห้งผากนั้นส่งเสียงออกมา เยว่ชิงหลุดจากภวังค์ความคิดพร้อมกับหยิบน้ำให้จื่อหลิงดื่ม ดวงตาที่ปูดบวมนั้นพยายาลืมขึ้น ทว่ามันก็เ็ปเกินกว่าที่จะทนไหว
“ไม่ต้องลืมตาขึ้นมา”
“...ย...ยะเยว่ชิง ข้าขอโทษ ขอโทษเ้าทุกเื่เลย” น้ำเสียงแหบแห้งนั้นเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก มันเ็ปไปหมดแม้แต่ตอนที่หายใจ
“เ้าไม่ได้ทำหรอกใช่ไหม? วางยานอนหลับในวิหารระฟ้า”
จื่อหลิงกลืนน้ำลายลงคอ เขาไม่กล้าแม้แต่จะส่ายหน้าเพื่อโกหกด้วยซ้ำ มันคือความจริงที่วันนี้เขากระทำการสิ้นคิดลงไป ความเงียบที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็คำตอบให้เยว่ชิง
“จื่อหลิง! เ้า!!”
“อึก...ข..ข้าขะขอโทษ ฮึก...” เขาปล่อยหยาดน้ำตาของตนไหลออกมา
“ข้าคิดมาตลอดเลยจื่อหลิงว่าต้องไม่ใช่เ้า ทั้งที่สังหรณ์ของข้านั้นมันไม่เคยผิดเพี้ยน” ดวงตาสีชามองสหายที่นอนสะอื้นอยู่
“เ้านัดพบกับพวกเผ่ามารั้แ่เมื่อใดกัน เ้าขายข้ากับคนพวกนั้นไปเยอะเท่าไรแล้ว!!!”
“...”
“สิ่งที่ข้า้าคือได้อยู่เป็สหายเ้าในเวลาที่เหลืออยู่ แต่เ้ากลับทำลายความเชื่อใจของข้า ทั้งที่ข้ายอมเป็สวะต่ำตมก็เพื่อปกป้องเ้า”
ไร้เสียงตอบกลับจากจื่อหลิง เยว่ชิงผ่อนลมหายใจทั้งที่ไม่มีสิ่งใดออกจากโพรงจมูก เขาสะกดอารมณ์ที่ผิดหวังและเหนื่อยหน่ายเอาไว้ ผู้คนชอบทิ่มแทงข้างหลังเขายับเยิน ทั้งที่เยว่ชิงนั้นภักดีและมีความจริงใจมอบให้อย่างล้นเปี่ยม สายลมโหมเมื่อรัตติกาลมาเยือน ความหนาวเย็นพวกนั้นเทียบไม่ได้เลยกับใจของเยว่ชิงในเวลานี้
สดับเพียรหมื่นภพชาติ