ค่ำคืนนั้น แม็กกี้ได้นอนในห้องกว้างขวาง บนเตียงแบบโบราณที่ประกอบด้วยเสาทองเหลืองสี่ต้น มันเป็นที่นอนอ่อนนุ่มสบายที่สุดที่เคยสัมผัสมาในชีวิตตลอดเวลาสามวันที่ผ่านไปเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขแคธลีนจะดูร่าเริงแจ่มใสขึ้น เมื่อล่วงพ้นบริเวณปราสาทออกมาเสียได้ เธอจะพูดถึงชีวิตก่อนหน้าที่จะมาอยู่ที่นี่ด้วยน้ำเสียงบ่งบอกความอาวรณ์ และทุกคืนเธอจะต้องดื่มเหล้าอย่างหนักเพื่อให้หลับลงได้ในแต่ละวันที่ผ่านไป สองพี่น้องจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันในราวป่าที่อยู่ใกล้ปราสาทเป็นส่วนใหญ่“ท่านลอร์ดชอบออกล่าสัตว์กับเพื่อน ๆ ” แคธลีนเอ่ยเป็นเชิงอธิบายบรรยากาศในป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยความสุขสงบ มีสัตว์ป่าโผล่ออกมาให้เห็นมากมายหลายชนิด แต่พอออกมาเจอคนเข้ามันจะยืนลังเลอยู่เพียงครู่ แล้วก็จะกระโจนหายไปในพุ่มไม้“พวกกวางนั่นสวยเหลือเกิน” แม็กกี้ร้องอย่างตื่นเต้น“ในป่าลึกยังมีออกเยอะไป ที่มันกล้าออกมานี่ทำยังกับว่ามันรู้ว่าท่านลอร์ดไม่อยู่ยังงั้นละ ไม่แน่นะ มันอาจจะรู้ก็ได้ว่าเราสองคนไม่เป็นพิษเป็นภัยกับมัน สัตว์ป่าพวกนี้มันมีความเป็นมิตรกับพี่มาก แต่ก็หลายครั้งที่ท่านลอร์ดต้องกลับจากล่าสัตว์อย่างโมโห เพราะหาสัตว์ไม่เจอเลยสักตัว แต่ก็ดีแล้วละที่มันหลบซ่อนให้พ้นได้ เพราะท่านลอร์ดน่ะฆ่าทุกอย่างที่เคลื่อนไหวได้อยู่แล้ว” หางเสียงของแคธลีนบอกความขื่นขมแต่แล้วเธอก็สั่นศีรษะเหมือนจะขับไล่ความคิดบางอย่างให้พ้นไปเสีย หันมายิ้มให้แม็กกี้ คล้องแขนเข้ากับน้องสาว ขณะที่ออกเดินต่อไปด้วยกันเธอก็เอ่ยขึ้นอีกว่า“ที่จริงพี่รักที่นี่มากนะ มันเต็มไปด้วยความสงบสุขสัตว์ป่าพวกนั้นก็สามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระ”มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่สุดสำหรับแม็กกี้ที่ได้เข้ามาเดินเล่นในป่าใหญ่ มีพี่สาวคุยอะไรต่อมิอะไรให้ฟังอยู่ข้างตัว แต่เมื่อกลับเข้าสู่บริเวณปราสาท อารมณ์ของแคธลีนก็จะหมองหม่นเช่นเดียวกับสีเทาของตัวปราสาทนั้นแม็กกี้มีความรู้สึกอยู่ว่า คืนสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกันช่างมาถึงเร็วเสียเหลือเกิน พรุ่งนี้เธอจะต้องเดินทางกลับด้วยรถม้าแต่เช้าตรู่ ทั้งสองต่างแทบกลืนอาหารไม่ลงเมื่อคิดถึงเวลาที่จะต้องพรากจากกัน และยิ่งกว่านั้น วันนั้นเป็นวันที่ฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทำให้เธอกับพี่สาวออกไปเดินเล่นในราวป่าไม่ได้ด้วยอากาศในยามค่ำคืนหนาวเยือกเย็นยิ่งนัก ทั้งสองสาวซุกตัวอยู่ในห้องสมุดตรงข้างเตาผิง แคธลีนเอาขวดเหล้ากับแก้วสองใบติดมือเข้ามาด้วย เนื่องจากคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่อยู่กับพี่สาวแล้วแม็กกี้จึงร่วมดื่มด้วยความเต็มใจแม็กกี้กวาดสายตาไปทั่วห้องที่กว้างขวางนั้น ผนังทุกด้านรายเรียงอยู่ด้วยชั้นวางหนังสือ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกอิจฉาไม่น้อย เพราะแม็กกี้เป็นคนรักการอ่านอย่างที่สุด เธอจะอ่านหนังสือทุกเล่มที่ได้พบ แม้ว่าเธอจะได้รับการศึกษาน้อย แต่ความเป็นคนรักหนังสือทำให้เธอเป็นคนที่เรียนรู้อะไรได้เร็ว มีสติปัญญาเหนือพี่น้อง และยังพยายามหาความรู้ใส่ตัวอยู่อย่างไม่ว่างเว้น“ที่นี่มีหนังสือมากจริง ๆ ” เธอเอ่ยขึ้น “ถ้ามีวาสนาได้อ่านบ้างคงจะดีไม่น้อยเลย ท่านลอร์ดแรมเมจอ่านหนังสือพวกนี้ทุกเล่มเลยหรือแคธลีน”“คงงั้นมั้ง” แคธลีนพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านลอร์ดเป็นคนมีความรู้ ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ที่นี่ เวลาอ่านหนังสือก็ชอบดื่มบรั่นดีฝรั่งเศสไปด้วย... ”“บางครั้งไอ้การอ่านหนังสือกับดื่มบรั่นดีน่ะ มันยังมีความสุขกว่าได้นอนกับผู้หญิงหลายเท่า” เสียงห้วนห้าวแกมเยาะหยันดังมาจากหน้าประตู“คุณพระช่วย...ไม่...” แคธลีนร้องออกมาอย่างตระหนกส่วนแม็กกี้นั้นถึงกับกระโดดขึ้นยืนทั้งตัว หันขวับไปมองและพบว่าตรงหน้าประตูห้องมีบุรุษหน้าตาคมเข้มยืนอยู่ตรงนั้น เขาเป็นคนรูปร่างสง่างาม ไหล่กว้าง สะโพกแคบผิวพรรณค่อนข้างขาว เรือนผมนั้นเป็นสีขาวผ่องราวสีหิมะ แต่อายุไม่น่าจะเกินสามสิบห้าดวงตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นเย็นเยือกราวน้ำแข็ง และริมฝีปากที่อวบอิ่มเป็นสีแดงระเรื่อ แม้ว่าเขาจะเป็นคนหน้าตาหล่อเหลา รูปร่างสง่างามอย่างที่ว่า แต่มันก็ยังมีอะไรบางสิ่งในตัวเขาที่น่ากลัวยิ่งนักแม็กกี้สังเกตเห็นต่อไปว่า เขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพงอย่างที่ไม่มีผู้ใดในแถบนี้จะหามาแต่งได้ แต่ขณะนี้เขาเริ่มเคลื่อนไหว ชี้นิ้วมาทางแคธลีนพร้อมกับถามเสียงห้วนห้าวว่า“เอ้า ว่ายังไงล่ะ คุณนายแคธลีน นี่จะไม่มีการต้อนรับการกลับมาของเจ้าของปราสาทแรมเมจบ้างเลยเชียวหรือทำไมถึงไม่โผผวาเข้ามาหาอ้อมกอด พร้อมกับหลั่งน้ำตาด้วยความยินดีด้วยเล่า ฉันรู้สึกผิดหวังในตัวเธอมากทีเดียวนะ” เสียงของเขาหยันเยาะอย่างเห็นได้ชัด“เจ้าค่ะ...คือ...ดิฉัน...ดิฉัน...” แคธลีนซึ่งยืนขึ้นแล้วกล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกัก “คือดิฉันคิดว่ากว่าท่านจะกลับก็คงเป็นพรุ่งนี้เช้าน่ะเจ้าค่ะ”“ที่ฉันกลับมาเร็วก็เพราะอยากจะเห็นหน้านังน้องสาวที่เธอพร่ำเพ้อถึงอยู่น่ะสิ” เขากวาดสายตาเย็นชาไปทั่วร่างแม็กกี้ “เอาละ ตอนนี้ก็ได้เห็นชัด ๆ แล้ว ไม่ได้ประทับใจอะไรมากมายนักหรอก อีนังขอทานที่เดินเพ่นพ่านอยู่บนถนนในกรุงดับลินยังแต่งตัวดีกว่านี้เลย”“แม็กกี้ นี่ท่านลอร์ดแรมเมจนะ” แคธลีนรีบเอ่ยแนะนำ “ท่านลอร์ดเจ้าคะ นี่...”“ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำอยู่หรอกน่า... ออกไป... ออกไปทั้งคู่นั่นแหละ ฉันอยากจะนั่งกินเหล้าคนเดียวเงียบ ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่นอนกับหล่อนคืนนี้หรอกนะ” เขาไม่สนใจแม้ว่าจะมีแม็กกี้ยืนอยู่ในห้องนี้ด้วยเมื่อเอ่ยต่อว่า “อีกะหรี่ในกอลเวย์น่ะมันไม่เข้าท่าสักคน อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีคนสวยรอฉันอยู่บ้าง แม้ว่ามันจะเป็นความสวยที่จืดชืดจนหารสชาติไม่ได้ก็ตามทีเถอะ”
ขณะเร่งฝีเท้าเดินตามแคธลีนไปตามห้องโถงทางเดินที่เยือกเย็นนั้น แม็กกี้เต็มไปด้วยความอับอายขายหน้ากับการถูกหยามหยันยิ่งนัก เป็นไปได้อย่างไรที่เธอกับพี่สาวจะถูกขับไล่ไสส่งออกมาจากห้องนั้นราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไร้ค่าตัวหนึ่งแม็กกี้จงใจที่จะแต่งตัวให้ปอนที่สุด เมื่อเข้ามาในปราสาทแห่งนี้ แต่บัดนี้เธอกลับต้องแค้นใจอย่างที่สุดเช่นกัน เมื่อได้ยินลอร์ดแรมเมจเอาเธอไปเปรียบเทียบกับขอทานข้างถนน“เป็นผู้ชายที่แย่ที่สุดเลย พี่ทนอยู่กับคนพรรค์นี้ได้ยังไงน่ะ... แถมยังไปนอนร่วมเตียง...” ใบหน้าร้อนผ่าวเมื่อพูดค้างอยู่กลางประโยค แต่แล้วก็ตัดสินใจพูดต่อให้จบ “แถมยังไปนอนร่วมเตียงกับเขาอีก”“ที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักหรอก” แคธลีนพูดด้วยพร้อมถอนหายใจ “พี่ยอมรับว่าเขาเป็นคนดุดันน่ากลัวมาก เราจะไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นคนใจคอเหี้ยมเกรียมขนาดไหน จนกว่าจะ... ” เธอเมินหน้าไปเสียทางหนึ่ง “แต่ถึงยังไงมันก็เป็นหนี้ที่พี่จะต้องชดใช้อยู่แล้วละ”“แต่มันเป็นวิธีการใช้หนี้ที่ทุเรศที่สุด ฉันยินดีอดตายเสียดีกว่าที่จะมาทนเห็นพี่อยู่ในสภาพยังงี้”“พี่รู้จ้ะว่าเธอต้องทำได้” แคธลีนบีบมือน้องสาวแรง ๆ “พี่เองก็ทำได้เหมือนกัน แต่อย่าลืมสิว่าเรายังมีแพทริค มีแดน ที่จะต้องคิดถึง แล้วก็จะต้องไม่ลืมเจ้าหนูเควินกับแม่ด้วย คนอื่น ๆ น่ะ อาจจะเอารอดได้ แต่เควินกับแม่ไม่มีทางเลี้ยงตัวเองรอดหรอก ถ้าถึงหน้าหนาวปีหน้าเหตุการณ์มันจะต้องเลวร้ายลงยิ่งกว่านี้”สีหน้าของแคธลีนในยามนี้บ่งบอกถึงความสิ้นหวังซึ่งแม็กกี้รู้ดีว่าไม่สมควรจะต่อล้อต่อเถียงกับพี่สาวต่อไป แคธลีนยินยอมพร้อมใจที่จะรับชะตากรรมของตนเองแล้วเมื่อมาถึงหน้าประตูห้องนอนของแม็กกี้ แคธลีนก็โน้มร่างเข้าไปจูบน้องสาว“กู๊ดไนท์นะแม็กกี้ นอนหลับให้สบาย”ความอัดอั้นในอก ทำให้แม็กกี้กอดร่างพี่สาวไว้แน่นหยาดน้ำตาแห่งความสงสารเห็นใจลามไหลนองหน้า แคธลีนกอดน้องสาวไว้ ปลอบประโลมให้คลายใจแล้วจึงได้เดินกลับไปตามห้องโถงทางเดินนั้น อย่างละเหี่ยระโหยเต็มทีแม็กกี้มองตามร่างพี่สาวหายลับเข้าไปในประตูห้องนอน หลับให้สบายกระนั้นรึ เธอจะหลับตาลงได้อย่างไรในเมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นภายในห้องนอนใหญ่นั้นแม็กกี้เต็มไปด้วยความเคียดแค้นแน่นใจเดินกระแทกเท้าเข้าไปในห้องส่วนตัว เป็นครั้งแรกที่เธออยากจะให้ประตูห้องนอนมีกลอนที่ใส่ได้อย่างแน่นหนาแข็งแรง“ท่านลอร์ดไม่ยอมให้ประตูไหนในปราสาทแห่งนี้มีกลอนติดอยู่หรอก” แคธลีนเคยเล่าให้ฟัง “เขาบอกว่าในฐานะที่เขาเป็นเจ้าของปราสาทย่อมจะเข้าออกทุกห้องได้อยู่แล้ว มันเป็นสิทธิ์ของเขา”มันมีความรู้สึกต่อต้านเกิดขึ้น ซึ่งแม็กกี้เองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเธออยากต่อต้านกับอะไร เมื่อปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากเรือนร่าง และเดินไปยืนเปลือยกายอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ พยายามมองตัวเองด้วยสายตาของผู้ชายเธอมองเห็นเนินทรวงที่เต่งตึงเกินวัย มองเห็นช่วงเอวที่คอดกิ่วกับสะโพกที่กลมกลึงเธอพิจารณานวลเนื้อผิวพรรณของตนเอง มันเป็นสีน้ำตาลอ่อนราวสีผิวมะกอก เธอไม่ได้ขาวผ่องเช่นแม่กับแคธลีน แต่กระนั้นก็มีความงามอันเปล่งปลั่งเนียนงามเข้ากับสีน้ำตาลของเรือนผมและดวงตา ที่จริงรูปร่างลักษณะเช่นนี้ ก็น่าจะสร้างความพอใจให้เกิดขึ้นกับผู้ชายบ้างแต่ฝ่ามือของเธอ มันเป็นฝ่ามือที่แข็งแรงและค่อนข้างหยาบกร้าน เนื่องจากต้องทำงานหนักมาโดยตลอด...“ไม่น่าเชื่อเลยว่าฉันจะคิดผิดไปถึงขนาดนี้ ภายใต้เสื้อผ้าที่ไม่ต่างไปกว่าผ้าขี้ริ้วนั่น มันมีความสวยอย่างเหลือเชื่อซ่อนอยู่”เสียงที่ดังขึ้นทางข้างหลัง ทำให้แม็กกี้ถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ เธอหันขวับไปและได้เห็นลอร์ดแรมเมจที่กำลังยืนกอดอกมองมาจากประตูห้อง ทั้งสีหน้าและแววตาของเขาบ่งบอกถึงความรู้สึกนึกคิดที่กำลังเกิดอยู่ในใจ แม็กกี้ตื่นกลัวอย่างที่สุด ผวาวิ่งเข้าไปหาเสื้อผ้าที่ถอดกองไว้ แต่ลอร์ดแรมเมจไวกว่าเมื่อเขาถลันเข้าขวางหน้าเธอไว้“ฉันเห็นจะต้องยืนยันกับเธออีกครั้งว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยน่ารักมาก” แววในดวงตาของเขายามนี้เคลือบอยู่ด้วยราคจริต “เธอนี่น่าเด็ดดมเหมือนพี่สาวของเธอเหลือเกิน ชักสงสัยขึ้นมาเสียแล้วสิว่าเลือดในตัวเธอมันจะแรงร้อนกว่าเขาหรือเปล่า เห็นจะต้องหาทางพิสูจน์ด้วยตัวเองเสียแล้ว”