[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 5 เปลวเพลิงปริศนา??


    หลายปีก่อน…ท่ามกลางสมรภูมิรบ ชายแดนมหานครศักดิ์สิทธิ์“กองทัพของศัตรูแข็งแกร่งมาก ซือหลิน กำลังพลด้านตะวันออกกำลังถอยร่นลงมาแล้ว พวกเราทุกคนต้องไปช่วยเหลือด้านตะวันออกเดี๋ยวนี้”อัศวินหญิงในชุดเกราะสีขาวกล่าว พลางต่อสู้กับหมู่มาร ปีศาจร้ายที่เข้ามาโจมตี“ถ้าเราไปจากที่นี่ กองกำลังแนวหน้าจะต้องพังพินาศแน่เพตรา เรื่องฝั่งตะวันออกให้กองทัพองค์จักรพรรดิเป็นผู้จัดการเถอะ”ซือหลินตะโกนตอบ“กองทัพจักรพรรดิคงจะต้านไว้ไม่นาน ต้องหากำลังอะไรสักอย่างไปสนับสนุน”เพตราพูด “ข้ามีแผนโจมตีแล้ว ก่อนที่จะโดนกระนาบศึกสองด้าน...”“อาซือ ข้าคิดว่าท่านหญิงเพตราพูดมีเหตุผลนะ เราควรหาทางสนับสนุนด้านตะวันออกด้วย ไม่อย่างนั้นเราจะโดนกระหน่ำรับศึกสองด้าน” นักบวชหญิงนามเมย์พูดขึ้น ขณะที่คอยใช้มนตราเยียวยารักษาบาดแผลพลทหารใกล้ๆ“ก็ได้เมย์ เพตรา มีแผนอะไรว่ามาเลย ข้าจะช่วยสนับสนุนเจ้าเต็มที่”เพตราสูดลมหายใจลึกๆก่อนพูด“ตามข้าไปต้านศึกแนวหน้า เมย์คอยสนับสนุนกำแพงเกราะของเรซินอยู่ที่นี่ ตรึงทัพศัตรูและสถานการณ์ไว้ก่อน คารันต์ นายไปช่วยเรซินต้านทัพ คาสต้า ใช้พลังเวทย์อัญเชิญสัตว์อสูร ไปหนุนด้านหน้าเรากับทางตะวันออก”“คารันต์รับทราบแล้ว จะรีบจัดการทันทีเลย ไม่ต้องเป็นห่วง” อมนุษย์ร่างใหญ่ที่มีรูปร่างหน้าตาแบบมนุษย์ แต่มีใบหูเหมือนเสือ นามคารันต์เอ่ย ก่อนจะวิ่งออกไป ในสมรภูมิด้านหน้า“เราจะทำเต็มที่เลย ไว้ใจได้เลย”จิน คาสต้า ผู้ที่มีความสามารถใช้คาถาสัตว์อัญเชิญเอ่ย เขาร่ายเวทย์มนต์ ทันใดนั้นเองก็บังเกิดสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายอัศวินนักรบที่ดูแข็งแกร่ง มีเรือนร่างสีขาวโปร่งใส กลายเป็นกำลังรบ เข้าต่อกรกับพวกปีศาจและมุ่งตรงไปยังทางตะวันออกในทันทีในขณะนี้การศึกเป็นไปอย่างสูสี ฝ่ายใดที่เพียบพร้อมก่อนฝ่ายนั้นจะเป็นฝ่ายที่ปราชัยในตอนนี้ถ้าพูดถึงเรื่องกำลังใจ ขวัญกำลังทหารของฝ่ายผู้กล้ากำลังเป็นต่อชัยชนะหลังการปรากฏกายของผู้กล้า เป็นที่โจษจัน...เพราะการปรากฏตัวของเหล่าผู้กล้า ทำให้ได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่อง ในขณะนี้กำลังไล่พวกปีศาจมาเถียง ชายแดนของเมืองศักดิ์สิทธิ์ ถ้าหากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ก็จะสามารถ ขัดขวางเส้นทางการเดินทัพของฝ่ายมาร และตรึงกำลังและสถานการณ์ที่เป็นต่อเอาไว้ได้ในระหว่างการสู้รบนั้นเอง ร่างปริศนาสีดำก็วิ่งพุ่งเข้ามาจากฝ่ายมารซือหลินและเพตราเหลียวมองก่อนตะโกน“ เป็นอย่างไรบ้าง การไปสำรวจกองทัพฝ่ายมาร... กาลิค”ซือหลินเอ่ยร่างที่วิ่งมาก็คือกาลิค หนึ่งในสมาชิกกลุ่มผู้กล้าที่มีความสามารถฝีเท้าและการโจมตีอันว่องไว เขาสวมชุดสีดำปกปิดร่างกาย เนื้อผ้าชโลมด้วยกลิ่นฉุน กลบกลิ่นมนุษย์ระหว่างลอบเข้าไป โดยเขาแฝงตัวอยู่ในกองทัพมารเพียงลำพัง เพื่อคอยสืบข่าวคราว“สวัสดีทุกคน สายด่วนภาคสนามมาแล้ว มีข่าวมารายงานนะ...”“ข่าวอะไรว่ามาเลยกาลิค ตอนนี้กำลังยุ่งเลย”เพตรากล่าวกาลิคหัวเราะแห้งๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงใจเย็น“ข่าวฟังไม่สู้ดีเท่าไรนะ ดูเหมือนว่างานช้างกำลังจะมาหาพวกเราแล้วล่ะ ต้องไปช่วย เจ้ามนุษย์หุ้มเกราะของเราหน่อยแล้วล่ะ”“งานช้าง?”เพตราขมวดคิ้ว“งานช้างไงล่ะ งานคราวนี้ไม่ใช่พวกแม่ทัพอสูร หรือขุนพลปีศาจ แต่เป็นจอมมาร ดูเหมือนว่าจอมมารจะมาเป็นผู้นำทัพมาด้วยตัวเอง”“จอมมาร มาด้วยตนเองเหรอ?”ซือหลินเอ่ย"พูดไปวิ่งไปรวมตัวกับคนอื่นเถอะ!"กาลิคหยิบอุปกรณ์ในกระเป๋าแล้วเอ่ย“ถ้ามองจากตรงนี้ไปแล้วก็น่าจะพอเห็นเค้าๆแล้วล่ะ เอากล้องส่องทางไกลของข้าไปดูซิ”ตึง ตึง ตึง !กองทัพสัตว์อสูรกำลังเดินพลเข้ามายังสมรภูมิ ประกอบด้วยกองทัพทหารปีศาจชุดเกราะพร้อมรบ ถือธงทิวหลากสี กลองมโหระทึกถูกตีรัว และที่นั่นเอง มีร่างจอมทัพประทับอยู่..."โอ้ว วว ว ววว วววว วว"เสียงคำรามของกองทัพมารดังขึ้น แซ่ซ้องให้การมาของนายเหนือหัวจอมมารฑีคา...อสุรกายผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่มาร จ้าวชีวิตปีศาจทั้งปวงปรากฏกายแล้วซือหลินเห็นภาพจอมมารเป็นครั้งแรก จ้าวฑีคานั่งประทับอย่างองอาจ อยู่บัลลังก์โครงกระดูกสูงบนหลังอสูรร่างใหญ่คล้ายช้างที่มีเกราะรบ รูปร่างตัวใหญ่กว่าสองเมตร ซือหลินมองเห็นดวงตาสีแดงฉานน่าสะพรึงกลัว ภายใต้หมวกรบสีดำสนิทลวดลายแปลกพิสดาร ตัวตนอันยิ่งใหญ่นั้นทำให้ความรู้สึกน่ายำเกรง“ นั่นน่ะหรือ จ้าวฑีคา...ตัวก่อสงครามครั้งนี้ มายังสมรภูมิด้วยตนเองแล้ว อาจจะถึงคราวสิ้นสุดสงครามลงเสียที”ซือหลินกล่าวเพตราจับบ่าซือหลินก่อนเอ่ย“ให้ความรู้สึกน่ากลัวยิ่งกว่าปีศาจตัวไหนๆซะด้วย แรงกดดันมหาศาลจริงๆ เอาไงต่อดีซือหลิน?""เราจะปราบมัน จบสงครามลงที่นี่"“ดูมั่นใจเหลือเกินนะ อาซือ!”เมย์กล่าวพร้อมเดินมาข้างๆพรรคพวก“ถ้าพวกเราอยู่ด้วยกัน เราก็ไม่มีวันแพ้แน่”คารันต์เอ่ย ก่อนตบหลังกาลิคและเรซิน"เสร็จศึกนี้แล้ว สนใจจะไปกินอาหารต้าจินกับข้าไหม เดี๋ยวข้าเลี้ยงเอง"กาลิคพูดขึ้น เขาหันไปทางเพตรา"ข้าไม่คิดจะไปนั่งกินอาหารกับเจ้าแน่ กาลิค แค่คิดก็ไม่อร่อยแล้ว"เพตราบ่น"ข้าชวนทุกคนนะ ซือหลิน สนใจไปทานด้วยกันไหม"กาลิคหันมาทางซือหลินและคารันต์"คารันต์ตกลง จะชนะศึกนี้แล้วก็จะไปกินที่ไหนก็ไป"ใบหูเสือของคารันต์กระดิกเมื่อได้ยินเรื่องอาหาร"มันต้องแบบนี้ซิ ถึงจะเรียกว่าเพื่อนแท้"กาลิคเอ่ย"อาซือไป ข้าก็ไป"เมย์เอ่ย"ไปด้วยกันนะ เรซิน จิน""ยินดี"เรซินเอ่ยเสียงเข้ม ภายใต้ชุดเกราะอัญมณีของเขา"เอ่อ ถ้าอย่างนั้นก็ขอไปด้วยละกัน"หนุ่มนักอันเชิญเอ่ย"อื้ม ถ้าอย่างนั้นค่อยยังชั่ว ไปทานด้วยก็ได้"เพตรากล่าว"อะไรกันเนี่ย? ถ้าไปกันหมดทุกคนถึงไปเหรอ แอบน้อยใจนะเนี่ย"ชายในชุดดำเปรยน้อยๆ ก่อนหยิบอาวุธมีดขึ้นมา"ถ้าหากเราจัดการกับจอมมารลงได้ที่นี่ เรื่องราวของพวกเราจะกลายเป็นตำนานให้ทุกคนได้เล่าขานสืบไป"ซือหลินเอ่ย"พวกเราทุกคนเตรียมเข้าประจัญบาน เป้าหมายหนึ่งเดียวของเราคือชัยชนะและศีรษะของจอมมาร!!!"


    เหตุการณ์ปัจจุบัน บ้านขายสมุนไพรของซือหลิน หมู่บ้านป่าเหมันต์ข้าเคยพูดปลุกใจอะไรแบบนั้นด้วยหรอเนี่ย...อ่านแล้วเขินจัง….ซือหลินเปิดหนังสือที่เขียนวีรกรรมของตนที่นักบวชหลี่มอบให้ ดูเหมือนเรื่องราวของเขา ได้ถูกเขียนอยู่ในหนังสือเรียนอย่างละเอียด โดยหน้าหนึ่งได้เขียนข้อมูลผู้กล้าต่างๆ เอาไว้ว่า...ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความโกลาหล สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์มารและพันธมิตรมนุษย์ในห้วงเวลาที่วิกฤติที่สุดของมนุษยชาติ จอมมารฑิคาผู้ต้องการครอบครองดินแดนเอซิเรียทั้งหมด ก็ได้ปรากฏกลุ่มผู้กล้ากลุ่มหนึ่งขึ้นมากอบกู้สถานการณ์ เป็นที่รู้กันดีว่าหัวหน้าของกลุ่มผู้กล้าก็คือ ซือหลิน ชายผู้เป็นสุดยอดวีรบุรุษ ผู้ที่มีดาบวิเศษอันทรงพลัง ซึ่งสามารถปราบและทำลายล้างเหล่าปีศาจลงได้ นอกจากผู้กล้าซือหลินแล้ว ยังมีสมาชิกคนอื่นในกลุ่มของผู้กล้าด้วยเช่นกัน อีก 6 คนด้วยกันนักบุญเมย์ เป็นนักบวชหญิงจากนิกายดวงตาดาราเวียนว่าย นิกายสำหรับผู้ที่มีพลังในการมองเห็นอนาคต ภาพลักษณ์โดดเด่นของเธอเป็นผู้หญิงที่สวมชุดสีฟ้า รูปร่างเล็ก ผมยาวสีน้ำตาลเข้ม ผู้มีพรศักดิ์สิทธิ์จากทวยเทพ สามารถทำนายและพยากรณ์เหตุการณ์สำคัญต่างๆ เธอเติบโตมาจากเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อด้านการแพทย์แผนโบราณของจักรวรรดิศวาติ เธอจึงมีความรู้ทางด้านการรักษาอีกด้วยยอดสายลับจารชน กาลิค ในบรรดาผู้กล้าทั้งหมดไม่มีใครต่อสู้ในระยะประชิดรวดเร็วฉับไวได้เท่ากับกาลิค ชายร่างสูง มีผมสีทองอ่อนเหมือนดวงอาทิตย์ยามเช้า จนได้มีฉายาว่าเทพตีนแมวตะวัน เพราะความรวดเร็วในการทำภารกิจ เชี่ยวชาญการใช้ระเบิดและอาวุธลับ เขามีอาวุธหลักคือมีดสั้น ในสมัยก่อนเคยรับใช้ในฐานะยอดจารชนของจักรวรรดิตาจิน ตัวตนของเขาเต็มไปด้วยความน่าสงสัยปรมาจารย์การต่อสู้ คารันต์ บิเอเวีย เขาคือ ชายเผ่าอมนุษย์หนุ่มตัวสูง ตัวใหญ่หนาที่สุดในกลุ่ม ผมสั้นสีส้มหยักศก มีหูเหมือนเสือ เชื่อว่ามีเชื้อสายชาวยักษ์และสัตว์ป่ามาบางส่วน เติบโตในอาณาจักรอาคเนย์ เขามีความแข็งแกร่ง ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ หลังสำเร็จวิชามวย ซึ่งเป็นวิชาการต่อสู้ชั้นสูงที่เขาได้ประสานวิชาการต่อสู้เข้ากับวรยุทธกำลังภายใน จนมีความแข็งแรงรวดเร็วรอบด้าน ในกลุ่มผู้กล้า น้อยคนนักที่จะสามารถเอาชนะเขาได้ด้วยวิชาการต่อสู้ตรงๆเจ้าหญิงอัศวิน เพตรา มาเทซาร์ เธอเป็นบุตรีคนโตของเจ้าครองนครเล็กๆในจักรวรรดิศวาติ ภาพลักษณ์ของเธอ จะเป็นหญิงสาวผู้งดงามที่สวมชุดเกราะ มีธนูเป็นอาวุธประจำกาย ดวงตาใสเหมือนตากวาง เรือนผมสีแดงระเรื่ออ่อน เธอเชี่ยวชาญการต่อสู้ชั้นสูง การวางแผนกลยุทธ์ เธอเป็นเหมือนมันสมองของสมาชิกผู้กล้า นอกจากนี้ยังชำนาญในการใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ ประจำตระกูลนั่นก็คือธนูเวเลเทีย ซึ่งว่ากันว่าลูกศรที่ยิงออกมาจากธนูนี้จะไม่มีวันพลาดเป้านักอัญเชิญสัตว์เวทย์มนต์ จิน คาสต้า หากพูดถึงนักอัญเชิญสัตว์เวทมนต์ที่มีความเชี่ยวชาญและความเก่งกาจ คาสต้าคือ ตระกูลที่มีชื่ออันดับ 1 จากหลายร้อยหลายพันอาณาจักรของเขตแดนอาคเนย์ ในเรื่องของการอัญเชิญสัตว์เวทย์มนต์ ซึ่งการอัญเชิญสัตว์เวทมนต์นั้นขึ้นอยู่กับระดับพลังความสามารถของผู้อัญเชิญ โดย จิน เป็นนักเวทย์ที่มีพรสวรรค์และอายุน้อยที่สุด สามารถอัญเชิญสัตว์ประหลาด หรือกระทั่งสัตว์ในตำนานออกมาได้เกราะที่แข็งแกร่งที่สุด เรซิน เมทิลเรส ว่ากันว่าในกลุ่มนักรบผู้กล้าทั้งหมด ผู้ที่สามารถต้านทานการ โจมตีของนักรบผู้กล้าทั้งหมดได้ ก็คือเรซิน ผู้กล้าผู้มีพลังป้องกันแข็งแกร่งที่สุดจากอาณาจักรอาคเนย์ เชื่อว่าอาวุธของเจ้าตัว ทำมาจากโรงงานถลุงเหล็กโล่ของคนแคระ ภาพลักษณ์ของเขาขึ้นชื่อในเรื่องของความแข็งแกร่ง อาภรณ์เต็มไปด้วยเกราะอัญมณี ตัวตนแท้จริงไม่มีเขียนในบันทึกในส่วนของผู้กล้าซือหลินนั้น ข้อมูลที่เขียนมีน้อยมากเพราะไม่ค่อยมาออกสื่อเท่าไร...หลังสงครามก็หายตัวไป หลายคนเชื่อว่าเขาออกผจญภัยเพื่อผดุงความยุติธรรมก็นะ ข้าคิดว่าในหนังสือการเรียนการสอนสมัยนี้ มันก็น่าจะเขียนอะไรประมาณนี้แหละน่าจะบอกว่ามาใช้ชีวิตสงบสุข เลี้ยงลูก ปลูกผักทำไร่หาสมุนไพรขาย ก็ฟังดูยังไงอยู่หลังจากกลับมาอ่านหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับวีรกรรมของตนเองแล้วก็รู้สึกจักจี้แปลกๆอ่านแบบนี้แล้วรู้สึกเหมือนเป็นหนังสือรุ่นยังไงก็ไม่รู้ตอนนั้นเอง ฟานก็ตื่นขึ้นมากินกระดาษที่ถืออยู่"อย่ากินกระดาษสิลูกรัก"error loaded
    หลังพูดกับลูกเสร็จก็นึกขึ้นได้"นอกจากข้าแล้วไม่มีผู้กล้าคนอื่นอีกหรือไงกันท่านนักบวช เด็กรุ่นใหม่ คนที่แข็งแรงกว่าหรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่หนุ่มวัยกลางคนหัวขาวแบบข้า"ซือหลินเอ่ยกับนักบวชหลี่ เธอยิ้มเล็กๆก่อนตอบ"ในนิมิตของข้าและของท่านอาจารย์ มีเพียงท่านเท่านั้น ที่จะสามารถกอบกู้โลกใบนี้ได้ค่ะ ท่านซือหลินคือคนเดียวที่สามารถหยุดยั้งไม่ให้เหตุการณ์ใดๆทั้งหมดเกิดขึ้นได้"แหม ว่ามาขนาดนี้แล้ว จะไม่ช่วยก็ไม่ใช่ผู้กล้าแล้ว..."ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ข้าก็ไม่รู้ซะหน่อยว่าคนอื่นอยู่ที่ไหนบ้าง แล้วจะให้เริ่มออกเดินทางตรงไหนดีล่ะ"นักบวชหลี่เอียงคอเล็กน้อยก่อนพูด"ข้าคิดว่าการที่ท่านอาจารย์ส่งข้ามาก็เพื่อให้ท่านเห็นนิมิต และร่วมเดินทางไปยัง จักรวรรดิศวาติที่ท่านพักก่อนนะคะ"ก็จริงอย่างที่ท่านนักบวชพูด ดูถ้าเราต้องเริ่มต้นด้วยการไปหาเพื่อนเก่า ก่อนซะแล้ว"ท่านผู้กล้า ถ้ามีเรื่องอยากจะถาม""จะถามเรื่องอะไรหรือ ท่านนักบวช""ข้าเคยได้ยินเรื่องราวของท่านและเรื่องราวการเดินทางของอาจารย์มาเสมอ จากคำบอกเล่าของท่าน ก็นึกว่าท่านกับอาจารย์จะมีอายุที่ไล่เลี่ยกันซะอีก""ตามจริงแล้วอาจารย์เจ้า นางอายุมากกว่าข้านะ""เอ๊ะ จริงหรอคะ?"นักบวชหลี่อุทาน"ข้าเข้าใจ พอดีข้าต้องดูแลลูกตามเพียงลำพัง ก็เลยไม่ค่อยดูแลร่างกายเท่าไหร่ ข้าคงจะดูโทรมมากสินะ""ข้าไม่ได้มีเจตนาว่าอย่างนั้น แต่ก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ""เอาตามจริง ในกลุ่มผู้กล้าของเรา ก็มีอายุอานาม ไม่ได้เท่ากันหมดทุกคนหรอก"ซือหลินนึกบางคนก็ไม่รู้อายุด้วยซ้ำ ไม่กล้าถาม บางคนหน้าอย่างเรซิน เราก็ยังไม่เคยเห็นหน้าเลย ใส่เกราะอยู่ตลอด"ถ้าจะเดินทาง คงต้องเตรียมตัวหน่อย มีของใช้เด็กและก็ม้าด้วย"ถึงจะมีเจ้าลมกรดแล้วก็เถอะ แต่ถ้าเดินทางไปหลายคน คงต้องทำรถเกวียนมีหลังคาดีๆหน่อยแล้วกันว่าแต่ลมกรด มีคนช่วยมันลงจากหน้าผาหรือยังหว่า..."พวกข้าจะนำทางท่านไปยังศวาติให้ได้ค่ะ ขอบคุณท่านที่จะช่วยเหลือโลกของเรา""ยินดี เป็นหน้าที่ของผู้กล้าอยู่แล้วนี่ ยังไงก็ฝากตัวด้วย""ข้าขอถามอีกเรื่องที่สงสัยได้ไหมค่ะ ถามตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะคะ""ยินดีท่านนักบวช เรื่องอะไรหรือ?""ข้าสังเกตว่าบ้านหลังนี้มีเพียงสองพ่อลูก เลยสงสัยว่าภรรยาของท่านผู้กล้าไปไหนหรือคะ""... ... .." คำถามนั้นทำให้ซือหลินนิ่งไปสักพักก่อนที่เขาจะตอบด้วยสีหน้าเศร้าๆ"เรามีเหตุผลที่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ จะว่าไปตั้งแต่ข้ากับนางจากกันไป สภาพข้าก็กลายเป็นแบบนี้ไป...มันก็ฟังดูน่าเศร้านิดหน่อยละนะ"


    ตอนเช้าตรู่ วันถัดมา...เราก็ตัดสินใจออกเดินทาง ต้องขอบคุณนักบวชทั้งสองที่ช่วยจัดของสารพัดอย่างให้พร้อม ของทุกอย่างให้เจ้าลมกรดลากเรียบร้อย ดูเหมือนมันจะได้รับการดูแลมาอย่างดี ดูมีราศีความเป็นล่อมากขึ้น และโชคดีที่อาตู๋ได้มอบม้ามาให้อีกสองตัว รวมทั้งชาวบ้านคนอื่นๆต่างช่วยมอบเงินกับเสบียงมาให้ ถึงจะบอกว่าไม่ต้องก็ตาม แต่พวกเขาก็ตัดสินใจวางเอาไว้ ให้แล้วให้เลย ข้าจึงจำยอมรับไว้"ฟาน อย่ากินกระดาษอีกสิลูก"ข้าเอ่ยให้ฟานฟัง หลังจากเจ้าตัวพยายามจะกัดกระดาษ หมั่นเขี้ยว ลูกเราน่ารักจัง...ฟานพูดอ้อแอ้สักพัก ก่อนที่เราจะใช้ผ้าพันหลังมาพันเจ้าตัวน้อยอยู่ข้างกายเท่านี้ก็มั่นใจว่าเราจะดูแลเด็กคนนี้ตลอดการเดินทางไปได้...ข้าเขียนจดหมายไปหาเมย์ที่จักรวรรดิศวาติ ตามที่อยู่ที่นักบวชหลี่บอก อย่างน้อยมันจะไปถึงก่อนเราเดินทางถึงในอีกหลายเดือนข้างหน้า รวมทั้งเขียนจดหมายฝากข้อความเอาไว้ เผื่อใครมาหาพวกเราที่บ้าน จะได้รู้ว่าเราออกเดินทางไปยังจักรวรรดิศวาติ เราปลอดภัยดีไม่ต้องห่วงอะไร...ข้ากับฟานตบผนังบ้านแล้วพูดกับเจ้าบ้านแสนรักก่อนเดินทาง "ไปล่ะนะ แล้วจะรีบกลับ"และการออกเดินทางของพวกเราก็เริ่มต้นขึ้นerror loaded
    หลังจากพวกเขาออกเดินทางจากหมู่บ้านป่าเหมันต์ไปได้หลายวันต่อมา ท่ามกลางฤดูหนาวชาวบ้านหมู่บ้านเหมันต์ก็ได้กลิ่นเหม็น... พวกเขาพบว่ามีกลุ่มควันกำลังพุ่งขึ้นมา และเมื่อพวกเขาเดินทางออกมาสำรวจก็พบว่าต้นเหตุนั่นคือบ้านของผู้กล้าซือหลิน...
    พรึ่บ...ครืน!error loaded






    ...บ้านของซือหลินพังถล่มลงมา ทั้งหลังกำลังถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิง...
    ------------------------------
    ไฟไหม้บ้านเพราะอะไร ใครวางเพลิง ตี้ผู้กล้าจะรวมครบหรือไม่ แต่ละคนจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามชมตอนต่อไปจ้า

    error loadedโปรดติดตามชมตอนต่อไป / ไรท์เบนนี่