18.ไสยเวทสายพุทธคุณ
รถกระบะจอดลงที่ข้างต้นกระบกใหญ่ ทันทีที่เสียงเครื่องยนต์ดับลง วิทย์ลงจากรถเดินตรงเข้าไปใต้ร่มของต้นกระบกทันที ตรงหน้าเขาเป็นเนินดินเล็กๆอยู่ใต้ต้นกระบก กลดสีส้มทรงกลมเหมือนกับร่มที่กางอยู่ มีระย้ามุ้งสีส้มปล่อยยาวลงมาถึงพื้นเอาไว้สำหรับกันยุงหรือแมลงตอนกลางคืน ระย้าบางส่วนถูกรวบรัดมัดติดกับแกนกลางที่ทำหน้าที่เป็นเสากรด มองดูคล้ายเป็นดอกเห็ดสีส้มขนาดใหญ่ปักอยู่บนเนินดิน มีพระภิกษุรูปหนึ่ง นั่งอยู่บนอาสนะในท่าทำสมาธิหลับตาอยู่ ใต้กรดหลังนั้นในกริยาสำรวม ในสายตาของ วิทย์เขามองเห็นแสงสีทองอร่ามเปล่งประกายออกมาจาก ร่างกายของพระดูแล้วน่าเลื่อมใสยิ่งนัก เขาเข้าไปนั่งพับเพียบอยู่ห่างจากอาสนะร่วมเมตร ประนมมือขึ้นอก"กราบนมัสการพระคุณเจ้า" วิทย์เอ่ย"เจริญพรโยม"วิทย์หยิบดอกบัวขึ้นไปถวายพระ แล้วกลับมานั้นที่เดิม เขานั่งอยู่แบบนั้น สองจิตสองใจ กำลังต่อสู้กับตัวเองว่าจะถามคำถามที่เขายากรู้ออกไปหรือไม่ และถ้าจะถามเขาจะถามว่าอย่างไรดี หลวงพ่อ จ้องมองวิทย์ มองดูท่าทางลังเลใจของเขา"โยมสิ่งที่โยมยากรู้ อาตามาตอบได้ไม่ทั้งหมดเป็นเพียงบางส่วนที่พอจะแนะนำได้""หลวงพ่อรู้หรือครับว่าผมยากรู้อะไร" วิทย์ถาม"ออร่าสีทองของอาตมา และออร่าสีเทา" พระพูดออกมาเนิบๆ"ใช่ครับผมยากรู้มันคืออะไรและทำไมมันต่างกัน""มันคืออะไรโยมคงรู้อยู่แล้ว สิ่งที่ต่างกันคือ ที่มาของมัน เริ่มจากอันแรกก่อน ออกร่าสีทองของอาตมา เรียกว่า ญาณตบะ ที่สั่งสมจากคุณงามความดี และจิตบำเพ็ญเพียรใช้จิตรวิญญาณเป็นที่รองรับและสะสมมันขึ้นมา เป็นพลังงานอย่างหนึ่งและมีสีทองหรือสีขาว เรียกง่ายๆว่าเป็นพลังงานด้านบวกอีกหนึ่งที่โยมเห็นมา ออร่าสีเท่า หรือ สีดำ นี้ก็เกิดจากญาณตบะเช่นเดียวกัน แต่เหล่ที่มาไม่เหมือนกัน พลังงานเหล่านี้มาจากด้านลบ คนที่มีพลังงานแบบนี้ จะใช้จิตรวิญาณของเขาเป็นที่รองรับและสะสมมันเช่นกัน พลังงานส่วนใหญ่มาจากการกลืนกินวิญญาณร้ายด้วยวิธีการต่างๆเช่น การทำพิธีกรรม สะกด หรือ การบ่มเพาะพลังงานความมืดหรือความตาย เป็นพลังงานด้านลบ จึงทำให้มีออร่าสีดำ""เข้าใจหรือยังโยม""ครับพระคุณเจ้า ผมเข้าใจถึงความต่างและที่มาของมันแล้ว อีกเรืองหนึ่งคืออัขระ ยันต์ ศัยเวท อาคม พวกนี้คืออะไร""มันก็คือวิชาแขนงหนึ่งที่ใช้พลังงานจากญาณตบะไม่ว่าจะเป็นพลังงานด้านบวกหรือด้านลบ เป็นตัวกำกับขับเคลื่อน ศาตร์ด้านมนต์ และถูกถ่ายทอดกันมาเรื่อยๆจากรุ่นสู่รุ่น และหลงเหลือมาถึงทุกวันนี้ก็แค่ส่วนน้อยเท่านั้น แต่อาจารย์ของอาตามา เคยบอกว่า อาคมแต่ละอย่าง ถูกสร้างขึ้นจากการเรียบเรียงอักขระตัวอักษร ที่เป็นตัวเชื่อมหรือเหนี่ยวนำให้เกิดผลตามที่ต้องการ ดังนั้นผู้เรียนอาคมที่แท้จริงต้องรู้จักและเข้าใจใน อักขระภาษาอาคม อักขระแต่ละตัวก็มีหน้าที่แตกต่างกันใช้ร่วมกันผูกเป็น วัฏจักรก็เกิดผลต่างกัน แต่ภาษาเหล่านี้น้อยคนนักจักเข้าใจถ่องแท้ ที่เห็นๆมีบ้างในทุกวันนี้ก็ใช้กันแบบไม่รู้ที่มา ใช้ตามปู่ย่าตาทวดเคยพาทำพาใช้ก็เท่านั้น และเนื้อแท้ของภาษาอักขระมนต์ตราก็มาจากธรรมชาติเกิดจากการรู้แจ้งถึงที่มาและความเป็นไปของธรรมชาติเขาใจในสิ่งที่เรียกว่า กฎ ของสิ่งต่างๆตามหลักเหตุและผล ผ่านการ ฝึกกสิณ อาตามาไม่ได้รู้ทุกเรื่องและตอนนี้อาตามารู้จักแค่ กสิณ10 อย่างเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานในพระพุธศาสนา ถ้าโยมยากจะรู้ในสิ่งที่อาตมาฝึก อาตมาก็จะให้""ขอบคุณพระคุณเจ้"า วิทย์พยักหน้าและขอบคุณ จากนั้นพระอาจารย์ก็ล้วงมือเข้าไปในย่ามพระ หยิบเอาบันทึกใบลานเก่าๆออกมาปึกหนึ่งยื่นให้ วิทย์รับมาพิจารณาดูอยู่ชั่วอึดใจก่อนที่สายตาจะถูกดึงดูดจากเจ้ากระรอกน้อย***ทสกสิน***(ทส=10 ในภาษาบาลี)ขณะนั้นมีกระรอกตัวน้อยไต่ลงมาจากต้นกระบก ตรงดิ่งเขามาหากองข้าวกินบาตร ที่พระคุณเจ้ากองเอาไว้ให้ เจ้ากระรอกตัวน้อยหยิบกล้วยไข่ลูกเล็กๆที่วางรวมกันอยู่ในกองข้าวขึ้นมา กำลังจะกัดแทะกิน พระคุณเจ้าโบกมือผ่านสายตาเจ้ากระรอกน้อย พร้อมกับ บริกำคาถาขึ้น ...นจังงัง...ตัวอักษรบางอย่างทอแสงขึ้นเบื้องหน้าเจ้ากระรอกตัวน้อยทำให้มันตัวเกรงแข็งอยู่ในท่าอ้าปากจะกัดกินกล้วย ไม่สามารถขยับร่างกายได้ราวกับว่ากรามของมันถูกอะไรง้างเอาไว้ และ เป็นอย่างนั้นอยู่กว่า 10 อึดใจก่อนมนต์จะคลาย แล้วมันก็พากล้วยวิ่งหนีขึ้นไปบนต้นไม้ทันที วิทย์มองตาค้างด้วยความตะลึง ลมหายใจถี่กระชั้นด้วยความอัศจรรย์ นั้นมัน อัขระมนต์ตราแน่ๆ ..นจังงัง.. เขาเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน และไม่เคยเชื่อเลยว่ามันจะมีอภินิหารอะไรในคำๆนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้ มันแสดงให้เห็นแล้วว่ามันมี ฤทธิ์ ทำให้กระรอกแข็งค้างไปชั่วขณะหนึ่ง เท่านี้ก็ พิสูจน์ ชี้ชัดให้กระจ่างใจแล้วว่าอาคมมนต์ตรามันมีอยู่จริง"อาตะมารู้ว่าโยมมองเห็นในสิ่งที่อาตามาเขียนจำไว้นะโยม ใช้จิตตั้งหมั่นเป็นภูกัน ตบะญาณเป็นหมึก ท้องนภาเป็นกระดาษ จิตตั้งหมั่นเป็นหลักเคลื่อนไหวเปลี่ยนผันตามใจนึก เอาละกลับไปได้แล้ว" พระคุณเจ้าพูดจบก็บอกให้เขากลับไปวิทย์ก้มหน้าลงกรามพระ 3 ครั้ง ขอบคุณพระคุณเจ้า เขากล่าวคำของคุณ"เจริญพรโยม"วิทย์ขับรถออกสู่ถนนมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้านเป้าหมายของเขาคือบ้านของแพร ตอนนี้ใกล้ถึงเวลานัดหมายแล้ว เหลือเวลาอีกเพียง 10 นาทีเท่านั้นเขาใช้เวลาขับรถเพียงไม่นานก็ถึงจุดหมาย รถกระบะสีขาวจดลงตรงหน้าบ้านของแพร ซึ่งมันดึงดูดสายตาของผู้เฒ่าผู้แก่ละแวก นั้นอย่างมาก วิทย์ ก้าวลงมาจากรถยืนชะเง้อมองเข้าไปในบ้านก่อนจะส่งเสียงเรียกออกไปสองครั้ง บ้านของแพร เป็นบ้านชั้นเดียวหลังคามุงกระเบื้องสีฟ้า หน้าบ้านเป็นประตูกระจกบานสวิงคู่ มีม้าหินอ่อนวางอยู่ข้างระเบียงหนึ่งชุด ตัวบ้านห่างจากถนนราวๆ 50 เมตร มีถนนเล็กๆดิ่งตรงไปที่ประตูบ้าน สองข้างถนน ด้านหนึ่งเป็นแปลงผักสวนครัว ปลูกต้นหอม ผักชี ผักกาดขาวและก็มะเขือเปาะ มีกระถางยกสูงขึ้นมาอยู่ข้างรัวบ้านปลูก สะระแหน่ กับผักชีฝรั่งเอาไว้ ผักพวกนี้เป็นผักพื้นบ้านที่กินกันอยู่เป็นประจำ อีกด้านเป็น ราวตากผ้าเล็กๆ บนราวตากผ้ามีชุดนักเรียนสีขาวสองสามชุด มีชุดพละ หนึ่งชุดตากอยู่บนไม้แขวนเสื้อสีชมพู ถัดออกไปเป็นที่แขวนแบบวงกลมสีเขียว มีกางเกงในตัวน้อยสีขาวลายจุดสีดำถูกหนีบเอาไว้ 2-3 ตัว อยู่ตรงข้ามกับยกทรงสีและลายเดียวกันกับกางเกงในถูกแขวนเอาไว้เพื่อถ่วงน้ำหนักซึ่งกันและกัน เขาไม่ได้ตั้งใจจะมองแต่มันห้อยให้เห็นในระยะสายตาพอดี วิทย์ ก้าวลงมาจากรถยืนชะเง้อมองเข้าไปในบ้านก่อนจะส่งเสียงเรียกออกไปสองครั้ง"แพร..แพร..""จ้าๆ แปบนึง แพรแต่งตัวอยู่ ขออีก 10 นาที"ได้ๆ เขาร้องตอบกลับก่อนจะยืนอยู่ข้าๆรถเพื่อรอคอย รออยู่ชั่วอึดใจก็มีป้าคนหนึ่งซึ้งเขาไม่รู้จักมาก่อนเดินเข้ามาหา แกสวมเสื้อคอกระเช้าสีชมพู ใส่กางเกงวอมสีขาวใบหน้าตกระเล็กน้อย สวมถุงมือเล็กๆสีชมพูข้างหนึ่งสีขาวช้างหนึ่งมองดูแล้วมันน่าจะมาจากถุงมือคนละคู่เป็นแน่"มาทำอะไรละพ่อหนุ่ม" แกถาม"มารับแพรไปซื้อของที่ในเมืองครับ""อืมแล้วเราเป็นใครมาจากไหนละ" ยายถามออกมาอีก"ผมลูกแม่บัวกับพ่ออ้อม" บ้านข้างโรงเรียนนะครับ"อ๋อ หลานลุง จร พ่อน้องแพรวนะเหรอ""ครับ ใช่ครับ""อืมๆแล้วจะกลับกันกี่โมงละ" ยายแกถามต่อ"นาจะบ่าย 3 ก็กลับแล้วละครับ" วิทย์ตอบ"อืมๆดีแล้วไม่กลับกันค่ำๆมืดๆ ขับรถดีๆดูแลน้องด้วยละ""ครับ" วิทย์ตอบยายแกเห็นแพรเดินออกมาแล้วก็เดินกลับเข้าบ้านอีกหลังไป วิทย์ มองตามหลังแกไปจนแกเดินหายลับเข้าไปในบ้าน ในหัวก็กำลังคิดอยู่ว่ายายคนนี้ใคร เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่ใช่แม่แพรแน่ๆวันนี้แพรผัดแป้งนิดหน่อย สวมเสื้อยืดสีชมพูคอกว้างแขนสั้น ใส่กางเกงยีนต์ขาสั้น ถลกชายเสือมัดเป็นปมไว้ด้านข้างตัว เผยให้เห็นเอวคลอดขาวเนียน โขวสะดือเล็กๆน่ารัก ผมสองข้างมัดผมแกะเล็กๆต่ำกว่าติ่งหูด้วยยางมัดปมเส้นสีชมพู สวมรองเท้าผ้าใบสีขาวไม่ใส่ถุงเท้า ริมผีปากสีแดงจากการกินยาอุทัยทิพย์ ดูรวมๆแล้วน่ารักไม่แพ้ หมวย ลูกสาวตาโก เหมือนกัน วิทย์ยืนมองตาค้างจนกระทั้งสาวน้อยเดินมาถึง"มองอะไรนักหนาพี่เอากลับบ้านด้วยเลยไหม" แพรแซวออกมา"อืม ไม่มีอะไร กางเกงในสวยดี วิทย์ตอบกวนๆ""หึย!พูดยังกะเห็น" สาวแพรค้อนตาเขียว"นั้นไง" วิทย์ชี้ไปที่ราวตากผ้า"บ้า นี้พี่โรคจิตรหรือเปล่าหรือเป็นโจนลักกางเกงในถึงได้มองกางเกงในคนอื่นตาเป็นมัน หึ!" แพรพูดแล้วก็เอากำบั้นน้อยๆทุบไหล่วิทย์เบาๆหน้าขึ้นสีชมพูด้วยความอาย"ปะๆพี่พูดหยอกเฉยๆ วันนี้น้องน่ารักมาก" วิทย์เปิดประตูให้สาวน้อยเดินขึ้นไปบนรถก่อนที่ตัวเองจะเดินอ้อมมาขึ้นอีกด้าน เป็นด้านของคนขับ พอขึ้นรถเสร็จสรรพ แพรก็นั่งนิ่งหันมามองหน้า วิทย์ทำตาปริบๆ"พี่หนูขับรถไม่เป็น" แพรพูด"เอ้า!แล้วขึ้นไปนั่งด้านคนขับทำไม ลงๆ""ก็พี่เปิดประตูให้หนูขึ้นมาอ้า!พี่อะแกล้งหนู" แพรร้องประท้วงที่โดนแกล้งสองสามรอบวิทย์ขำแล้วขำอีกก่อนที่ทั้งคูจะลงจากรถสลับที่นั่งกันตัวเมืองไม่ไกลมากประมาณ 80 กม.เท่านั้น ทั้งคู่ใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็น่าจะถึง วิทย์ขับรถช้าๆออกจากซอยบ้านแพร ผ่านบ้าแพรว บ้านตัวเอง และผ่านหน้าโรงเรียน ขับรถไปตามรั้วคอนกรีตของโรงเรียนพ้นรั้วคอนกรีตก็ต่อด้วยรัวลวดหนาม มีกลุ่มนักเรียนกำลังขุดดิ้นเตรียมแปลงผักอยู่ ข้างรั้ว 2-3 กลุ่ม นักเรียนเหล่านี้น่าจะกำลังเรียนวิชาเกษตรกันอยู่"พี่วิทย์!!!!!"เสียงร้องเรียกแหลมยาวดังออกมาจากกลุ่มนักเรียน พร้อมกับมีคนโบกไม้โบกมือและวิ่งมาข้างรั้ว จริงๆวิทย์ไม่ได้ยินเสียงเรียกเลยแม้แต่น้อย เห็นเพียงมีผู้หญิงวิ่งโบกมือตรงมาข้างรั้วเท่านั้น เขาจึงชะลอและหยุดรถเป็น แพรว เธอสวมชุดนักเรียน ยืนเกาะรั้วลวดหนามโบกไหม้โบกมือให้เขาอยู่ พอรถหยุดลง กระจกด้านที่แพรนั่งก็เลื่อนลง ก่อนที่เสียงแหลมเล็กจะร้องเรีกชื่อเพื่อนออกมาทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร"ยัยแพร! นี้จะไปไหนกัน" แพรวร้องถาม"ไปในเมือง พาพี่วิทย์ไปซื้อของ" แพรตอบ"ซื้ออะไรพี่วิทย์" แพรวไม่สนใจคำตอบของเพื่อแต่หันมาทำตาเขม็งใส่วิทย์ที่นั้งอยู่ถัดไป"ซื้อพวกของใช้และเมล็ดผักนะ" วิทย์ตอบ"ไปด้วย!" แพรวพูดพร้อมกับใช้มือดึงลวดหนามขึ้นก่อนจะลอดออกมาหน้าตาเฉย แล้วใช้มือน้อยๆของเธอเปิดประตูแคป ขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังแล้วปิดประตูดังปึง!สองแขนยกขึ้นประสานอยู่ในท่ากอดอก ไม่สนใจคำอนุญาตจากอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย"ออกรถ" เสียงสั่งห้วนๆดังออกมาจากปากเล็กๆของคนที่นั่งอยู่เบาะหลัง