บทที่ 35 คุณจะพาฉันออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ไหม
เลี่ยวเฉินอี้มองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นเยี่ยเจียเลย เขาได้ยินจากเอเจนซีว่าเธอเป็นโรคหัวใจ และเคยผ่าตัดทำบายพาสหัวใจมาแล้ว เขากลัวว่าเธอจะมีปัญหา จึงไปดูที่ห้องน้ำ
แต่ทันทีที่ไปถึง ก็เห็นสวีเสี้ยนหย่าเดินออกมาด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง เขาขมวดคิ้วแน่น และเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว
“นี่ ผู้หญิงคนนั้น แย่งแฟนคุณงั้นเหรอ” เลี่ยวเฉินอี้พิงผนัง มองใบหน้าเล็ก ๆ ที่หมดจดไร้เครื่องสำอางของเธอ ยิ่งเขาได้มองก็ยิ่งชอบมากขึ้น
น้องสาวของเขาก็เป็นแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่มีใบหน้าที่สะสวย แต่กลับไม่ชอบแต่งหน้า แต่ก็ถูกแล้วนี่ เพราะพวกเธอหน้าตาดีจึงไม่จำเป็นต้องแต่งหน้า
เยี่ยเจียหยิบทิชชูออกจากกระเป๋าขึ้นมาเช็ดหยดน้ำบนใบหน้า “ฉันไม่มีแฟนหรอกค่ะ”
เพราะนั่นคือสามี
เลี่ยวเฉินอี้ดีดนิ้ว “งั้นก็ดีเลย หมายความว่าถ้าผมชวนคุณไปไหน คุณก็คงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ ไปกินข้าวด้วยกันวันนี้เถอะนะ ถือว่าผมตอบแทนบุญคุณคุณ”
“ถ้าอยู่กับคุณต่อ ฉันอาจจะเป็นบ้าตาย”
“งั้นผมก็จะจูบคุณจนกว่าจะฟื้น”
“เลี่ยวเฉินอี้ คุณนี่มันเจ้าเล่ห์จริง ๆ”
“ขอบคุณที่ชม ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมยังเจ้าชู้ได้มากกว่านี้อีกนะ” เลี่ยวเฉินอี้หยิบกระเป๋าและโทรศัพท์ของเธอไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ถามความเห็นสักคำ จากนั้นโบกมันไปมาอย่างภูมิใจ “ตอนนี้ของมีค่าทั้งหมดของคุณอยู่ในมือผมแล้ว”
เยี่ยเจียไม่มีทางเลือก เลี่ยวเฉินอี้ดูเหมือนเป็นคนร่าเริงไม่มีพิษมีภัย แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนเอาแต่ใจมาก
เมื่อเทียบกับสามีเธอแล้ว เขาดูเอาใจยากยิ่งกว่าเป็นไหน ๆ ถ้าเธอไม่ไปกินข้าวมื้อนี้กับเขาจริง ๆ กลัวว่าเขาจะไม่ละความพยายาม คิดได้แบบนั้นเธอก็ถอนหายใจออกมา “งั้นก็ได้ค่ะ ตามใจคุณแล้วกัน”
เลี่ยวเฉินอี้ยิ้มจนเห็นเขี้ยวออกมา
สำนวนนั้นมันว่ายังไงแล้วนะ...
“ถ้าจะจีบสาว ขั้นแรกต้องหลอกให้เธอขึ้นก่อน”
เลี่ยวเฉินอี้เลือกร้านอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียง ทั้งบรรยากาศดี มีความเป็นส่วนตัว ถึงราคาจะแพงแต่รสชาติอร่อย
“สั่งอาหารเลยนะ” เลี่ยวเฉินอี้ส่งเมนูให้เยี่ยเจียอย่างสุภาพ
“ฉันไม่ค่อยรู้จักอาหารฝรั่งเศส คุณสั่งเองเถอะค่ะ”
“ได้เลย”
เลี่ยวเฉินอี้ไม่ฝืนใจ เขาสั่งอาหารเสร็จแล้วคืนเมนูให้บริกร จากนั้นอาหารก็ถูกนำมาเสิร์ฟมาอย่างรวดเร็ว เขาสั่งเมนูแนะนำทั้งหมด อีกทั้งร้านยังใช้วัตถุดิบสดใหม่มาก แทบจะหาที่ติไม่ได้เลย
หลังมื้ออาหาร เลี่ยวเฉินอี้ยังอยากชวนเยี่ยเจียไปดูบริษัทที่เขาสังกัดอยู่ตอนนี้ แต่เยี่ยเจีย ปฏิเสธ เลี่ยวเฉินอี้จึงต้องไปส่งเธอที่บริษัท
ทั้งคู่กลับมาถึงบริษัท ทันทีที่ดาราหนุ่มจอดรถ ก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินผ่านทางด้านหน้าไป จากนั้นเขาก็รีบเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มสดใส “คุณฟู่ ครั้งนี้ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
ฟู่อวิ่นซาง?
เยี่ยเจียเงยหน้าขึ้นในทันที เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ พร้อมกับกำมือแน่น ดวงตาดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
ฟู่อวิ่นซางกับสวีเสี้ยนหย่ายืนอยู่ด้วยกัน ทั้งคู่ดูเหมือนคู่รักหน้าตาดี หญิงสาวกอดแขนชายหนุ่มไว้แน่น ราวกับว่าสนิทสนมกันมาก สวีเสี้ยนหย่ามองมายังเธอด้วยสายตาดูถูกระคนท้าทาย
ฟู่อวิ่นซางพยักหน้ารับคำทักทายของดาราหนุ่ม จากนั้นก็ชำเลืองมองเยี่ยเจียเล็กน้อย เธอยืนใกล้ชิดกับเลี่ยวเฉินอี้มาก มือเกือบจะแตะกันอยู่แล้ว อีกมือหนึ่งถือถุงอาหารกลับบ้าน พวกเขากินข้าวด้วยกันมาอย่างนั้นเหรอ? ประธานหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
เธอกับเลี่ยวเฉินอี้สนิทกันไปถึงขั้นไหนกันแน่?
ถึงแม้ในใจจะคิดมาก แต่ฟู่อวิ่นซางก็ไม่ได้มองเยี่ยเจียแม้แต่น้อย เขาพยักหน้าให้เลี่ยวเฉินอี้ “เช่นกันครับ ค่าตัวที่เสนอมาคราวนี้ ต่ำกว่าที่ผมคาดไว้เลยทีเดียว”
“นั่นก็เพราะต้องยืมคนจากคุณไงล่ะ” เลี่ยวเฉินอี้ยิ้มอย่างไม่คิดอะไร “คนคนนั้นก็คือคุณเยี่ยเจียที่อยู่ข้าง ๆ ผมนี่แหละ ผมหวังว่าโปรเจกต์ในอนาคต เธอก็จะได้ดูแลมันทั้งหมดนะครับ”
“อืม”
สวีเสี้ยนหย่ารู้สึกได้ว่าแขนของผู้ชายที่อยู่ในอ้อมกอดของเธอชะงักไปครู่หนึ่ง เธอจึงแสร้งทำท่าทางสนิทสนมกับเขามากยิ่งขึ้น ราวกับจะเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาเสียให้ได้ “พี่อวิ่นซาง ฉันหิวแล้วค่ะ เราไปกันเถอะนะคะ”
เห็นดังนั้น เลี่ยวเฉินอี้ก็กระตุกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “งั้นพวกเราไม่รบกวนคุณทั้งสองแล้ว ทานอาหารให้อร่อยนะครับ”
กระทั่งฟู่อวิ่นซางและสวีเสี้ยนหย่าจากไป ทว่าเยี่ยเจียกลับยังไม่ได้สติ เธอมองพื้นอย่างเหม่อลอย
ฟู่อวิ่นซางที่มีท่าทีไม่แยแสเมื่อเห็นเธออยู่กับผู้ชายคนอื่น ทำให้หัวใจของเธอเจ็บปวดยิ่งกว่าภาพที่สวีเสี้ยนหย่าโอบกอดเขาเสียอีก
เขาไม่มีความรู้สึกหึงหวงหรืออยากบงการชีวิตเธอเหมือนที่สามีมีต่อภรรยาเลย เธอนี่มันส่วนเกินในชีวิตเขาจริง ๆ
เลี่ยวเฉินอี้ดีดนิ้วดังเป๊าะที่หน้าผากของเยี่ยเจีย “ให้ผมพูดอะไรไหม แฟนของคุณคงไม่ใช่ฟู่อวิ่นซางหรอกนะ”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่มีแฟน”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมคุณถึงมองพวกเขาที่มาด้วยกันด้วยสายตาเหมือนแมวน้อยที่ถูกแย่งอาหารล่ะ ผมเห็นแล้วก็รู้สึกสงสารจริง ๆ พูดตามตรงนะ ถ้าคุณมองผู้ชายด้วยสายตาแบบนี้ พวกเขาต้องคุกเข่าให้คุณทุกคนแน่ ๆ”
เยี่ยเจียจ้องเขาด้วยสายตาเชิงตำหนิ
เลี่ยวเฉินอี้ก็เอาแต่หัวเราะ แล้วคว้าตัวเธออย่างดื้อดึง “กลับไปดูตารางแผนงานกันเถอะ”
“ปล่อยฉันนะ งานพวกนี้ไม่ใช่ว่าผู้จัดการของคุณต้องทำหรอกเหรอ”
“ผมอยากให้คุณทำ คุณก็ต้องทำสิ” เลี่ยวเฉินอี้อ้างเหตุผลไร้สาระ แต่รอยยิ้มของเขากลับทำให้เธอเกลียดไม่ลง “คุณควรจะรู้เอาไว้ว่า ตอนนี้ผมมีสิทธิ์บนตัวคุณ ไม่สิ… มีสิทธิ์สั่งคุณต่างหาก”
เยี่ยเจียหมดคำจะพูด เลี่ยวเฉินอี้คนนี้ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
หญิงสาววุ่นวายอยู่ทั้งวัน กว่าเธอจะกลับถึงบ้านก็เหนื่อยมาก จึงล้มตัวลงบนโซฟาไม่อยากขยับไปไหน บ้านของพ่อแม่สามีอยู่ไกลจากบริษัทพอสมควร เธอต้องนั่งรถเมล์หลายป้ายกว่าจะถึง
เมื่อพักสายตาครู่หนึ่งแล้ว เธอก็กลับเข้าห้องนอน รีบอาบน้ำแล้วนอนบนเตียง ถือโทรศัพท์อยู่นานแต่ไม่กล้าส่งข้อความหรือโทรหาฟู่อวิ่นซาง เพราะเธอกลัวว่าตอนนี้สวีเสี้ยนหย่าจะยังอยู่ข้าง ๆ เขา
ขณะที่เธอกำลังคิดอะไรไปเรื่อยอยู่นั้น ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกจากด้านนอก
เยี่ยเจียก็รีบลุกขึ้นมารอต้อนรับอีกฝ่ายในทันที
ฟู่อวิ่นซางเปิดประตูเข้ามาก็พบเธอรออยู่ที่หน้าประตู สายตาของเธอมีความคาดหวังบางอย่าง เขาจึงมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนขึ้น นิ้วเรียวสวยปลดเนกไทออก แล้ววางลงบนฝ่ามือของเธอ “ฝากเอาไปเก็บด้วย”
เยี่ยเจียหยิบเนกไทไปใส่ในตะกร้าผ้า
เมื่อเธอออกมาอีกครั้ง ก็พบว่าฟู่อวิ่นซางได้ถอดเสื้อผ้าออกเตรียมจะอาบน้ำแล้ว ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อ และรีบก้มหน้าลงเล็กน้อย “คุณคะ วันนี้คุณกับสวีเสี้ยนหย่า…”
เขารีบเอ่ยแทรกเธออย่างเย็นชา “คุณรู้จักกับเลี่ยวเฉินอี้เหรอ”
เยี่ยเจียชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงอ้อมแอ้มว่า “ฉันเคยช่วยเขาทำบางอย่าง”
ฟู่อวิ่นซางชำเลืองมองเธอด้วยหางตา ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วปิดประตู
เยี่ยเจียได้ยินเสียงน้ำไหลจากด้านใน เธอก็นั่งลงบนเตียงอย่างใจลอย
เธอถามเขาเรื่องของสวีเสี้ยนหย่า แต่เขากลับพูดถึงเลี่ยวเฉินอี้ เขากำลังจะบอกว่า ‘เธอกับเขาก็พอ ๆ กัน’ ไม่ควรยุ่งเรื่องของกันและกันอย่างนั้นใช่ไหม?
ขณะที่เยี่ยเจียกำลังฟุ้งซ่านอยู่นั้น ฟู่อวิ่นซางก็เดินออกมาจากห้องน้ำ เห็นเธอนั่งอยู่บนเตียงเอามือกุมศีรษะอยู่ จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะดูเหมือนหญิงสาวตรงหน้ามีเรื่องหนักใจ
เขาใช้นิ้วเคาะที่ผนังเบา ๆ
เยี่ยเจียจึงได้สติ รีบวิ่งไปหยิบผ้าเช็ดตัวมาเช็ดผมให้เขา “ขอโทษนะคะ เมื่อกี้กำลังคิดอะไรไปเรื่อยอยู่”
“ยังมีอะไรให้คุณคิดอีก?” เสียงของเขาเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความประชดประชัน
คงเป็นเลี่ยวเฉินอี้สินะ เธอกับเขาดูเหมือนเป็นคนคุ้นเคยที่รู้จักกันมานาน แต่จากที่เขารู้จักเธอ ไม่ควรจะมีคนแบบนี้ปรากฏตัวข้าง ๆ เธอเลยด้วยซ้ำ
เยี่ยเจียความรู้สึกช้าไปหน่อย เธอไม่รู้สึกถึงความไม่พอใจในน้ำเสียงของเขา แต่กลับอธิบายเสียงแผ่วว่า “ฉันกำลังคิดว่า สองวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี บริษัทก็หยุดด้วย อยากจะถามคุณว่า คุณจะพาฉันออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ไหม”
“สุดสัปดาห์?” เขาทบทวนคำคำนี้อยู่ในใจ
ก็ได้อยู่หรอก ถึงยังไงเขาก็ไม่มีกำหนดการต้องทำอะไรอยู่แล้ว
“ได้ไหมคะ?”
ดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับด้วยความออดอ้อน เหมือนเด็กน้อยที่รอลูกอมอยู่อย่างไรอย่างนั้น
