เสียงวุ่นวายรอบข้างปลุกให้ร่างเล็กบอบบางที่เพิ่งเกิดเริ่มรู้สึกตัวร่างที่นิ่งสนิทจนทุกคนใจเสียเริ่มขยับอย่างเชื่องช้าแลดูเกียจคร้านเด็กทารกดูงงงวยพยายามส่งเสียงออแอ้ออกไปพอขัดใจมากๆเข้าใบหน้าเล็กก็บิดเบ้ดูยุ่งเหยิงทั้งที่ไม่ยอมลืมตาราวกับเ้าตัวสับสนถึงจะดูอารมณ์ไม่ดีนักทว่าคนรอบข้างกลับเฝ้ามองด้วยความยินดี
“ลูกแม่ ลูกของแม่” เสียงอ่อนโยนช่วยทำให้ร่างน้อยนั้นค่อยๆแ่เสียงร้องลงจนเงียบสนิท ผู้เป็มารดาลูบปลายจมูกและแก้มที่แดงด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ลี่ฮวาเมียรัก เ้าจะตั้งชื่อลูกของเราว่าอะไร”ฮ่องเต้หลิ่วชิ่งประทับนั่งข้างหวงกุ้ยเฟยด้วยความรู้สึกตื่นตัน แม้แรกเกิดของธิดาคนนี้จะแปลกแตกต่างจากเด็กทารกทั่วไปแต่ดวงในภายภาคหน้าจะต้องสามารถค้ำจุนบ้านเมืองได้แน่
“หยางเหมย หลิวหยางเหมยเพคะ” ลี่ฮวาหรือหวงกุ้ยเฟยจรดจมูกบนหน้าผากเล็กอย่างนุ่มนวลผู้คนรอบข้างต่างเอ่ยนามนั้นด้วยความปลื้มปิติทว่าทันทีที่ทารกน้อยลืมตาไร้เดียงสาขึ้นทั้งฮ่องเต้และผู้เป็มารดาแทบผงะด้วยเพราะดวงตาข้างหนึ่งของธิดาองค์น้อยมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหมอหลวงก็ชะงักไปเช่นกันจะว่าเป็สิ่งผิดปกติก็ไม่เชิงเพราะในโลกอันกว้างใหญ่นั้นมีผู้ที่พิเศษแตกต่างจากคนอื่นทั่วไปก็พอมีให้พบเห็นบ้างคงจะมีเพียงหวงกุ้ยเฟยที่ยังสงบนิ่งอยู่ไม่ได้ตื่นในางทำเพียงโอบประคองร่างน้อยอย่างรักใคร่เช่นเดิม
“ปะ ปี...ปีศาจ” เสียงที่เคยปิติยินดีกลับแปรเปลี่ยนไป สายพระเนตรลุกวาวขององค์ฮ่องเต้ตวัดมองนางในปากพล่อยจนร่างนั้นสั่นสะท้านนางทรุดนั่งหมอบลงกับพื้นด้วยตัวสั่นเพราะรู้ตัวว่าตัวเองนั้นปากไวไปเสียแล้วชะตากรรมของนางจะเป็เช่นไรขึ้นอยู่กับความเมตตาของพระสนมหวงกุ้ยเฟยอย่างแน่นอน
“หากมีปากแล้วไม่รู้จักใช้คงไม่ต้องมีไว้ใช้เสียกระมัง” กระแสเสียงของหวงกุ้ยเฟยเ็ายิ่งนักพาให้บรรยากาศภายในห้องลดต่ำลงลูกของข้าจะเป็ปีศาจได้อย่างไง พวกมนุษย์ธรรมดาไม่มีทางเข้าใจความพิเศษแห่งสายเืศักดิ์สิทธิ์ของนางแน่นอน
“หมอหลวง ตา...ตาของลูกข้า เหตุใดจึงเป็เช่นนี้” ฮ่องเต้หลิ่วชิ่งหวั่นพระทัยนักด้วยพระองคืรักและเอ็นดูพระสนมหวงกุ้ยเฟยยิ่งกว่าผู้ใดหากลูกที่เกิดจากนางกับพระองค์มีอะไรผิดปกติพระทัยของผู้เป็บิดาและสามีจะมั่นคงอยู่ได้อย่างไร
ดวงตาข้างซ้ายของหลิวหยางเหมยเป็สีแดงราวกับอัญมณีล้ำค่าทว่ามันไม่สมควรเป็ดวงตาของมนุษย์ทารกธรรมดา ทุกสายตาล้วนมองไปที่หมอหลวงซึ่งถือได้ว่ามีความรอบรู้ที่สุดคนหนึ่งอย่างเฝ้ารอคำตอบหมอหลวงหลุบสายตามองพื้นใคร่ครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้น คำตอบของเขาจะชี้ชะตาขององค์หญิงองค์น้องที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงไม่นานโลกที่ผู้แข็งแกร่งจะอยู่รอดและผู้ที่อ่อนแอจะถูกกำจัดให้พ้นทาง
“ทูลไทเฮา องค์ฮ่องเต้ และพระสนมหวงกุ้ยเฟยกระหม่อมแม้เดินทางศึกษามามากมายก็ไม่อาจวินิจฉัยอาการนี้ขององค์หญิงได้พ่ะย่ะค่ะ”
“หมอหลวงเ้ากำลังจะพูดสิ่งใดจงพูดมาให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นแม้จะเป็เ้าข้าก็จะไม่ไว้หน้า” หวงกุ้ยเฟยฝืนขยับตัวลุกขึ้นนั่งทันที ดวงตางามวาวโรจน์ฮ่องเต้หลิ่วชิ่งรีบประคองเมียรักทันที พระองค์ก็ไม่อาจทำใจได้หากว่าธิดาตัวน้อยๆของพระองค์ จะเป็สิ่งไม่ดีงามอันใด
“หวงกุ้ยเฟยสงบใจก่อนเถิดข้าไม่คิดว่าหมอหลวงจะกล้าคิดร้ายต่อสายโลหิตของฮ่องเต้หรอกนะ” ไทเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงปรานีพระนางเองก็ตกพระทัยเช่นกัน อย่างไรก็หลานสาวที่เกิดจากคนที่พระนางเอ็นดูหวงกุ้ยเฟยแม้ยังเคืองใจก็ยินยอมฟังคำไทเฮาสะบัดพระหัตถ์ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้หมดทั้งยังสั่งให้ทุกคนรักษาระยะห่างจากตำหนัก ก่อนจะพยักพักตร์ให้หมอหลวงพูดต่อได้
“มีอยู่ผู้หนึ่งที่สามารถบอกสิ่งที่องค์หญิงน้อยเป็ได้อย่างชัดเจนและถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ”หมอหลวงยังคงความสุขุมไว้ แววตาปรากฎความไม่มั่นใจเล็กน้อยเพราะบุคคลที่เขานึกถึงนั้นยากจะพบในเวลาปกติ
“จงเร่งบอกมาไม่ว่าจักเป็ผู้ใดข้าจะให้องครักษ์ไปนำตัวมา” ด้วยพระอำนาจของฮ่องเต้หลิ่วชิ่งไม่ใช่เื่ยากที่จะหาใครสักคน
“ทูลฝ่าาคนผู้นี้ใช่ว่าอยากพบจะได้พบพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดของหมอหลวงทำให้ทุกคนในที่นั้นต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไปจะมีใครในแผ่นดินแคว้นฉินที่อาจหาญกล้าขัดพระกระแสรับสั่ง หมอหลวงสูดลมหายใจลึกจึงค่อยเปร่งเสียงออกมา
“เซียนนักทำนายพ่ะย่ะค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ” ฮ่องเต้หลิ่วชิ่งถึงกับพระพักตร์ซีดเผือกพระอังสาลู่ต่ำลงอย่างจนพระทัยพระหัตถ์แกร่งที่โอบไหล่เมียรักไว้ก็สั่นเทาเล็กน้อย ใครจะไปนึกว่าชื่อบุคคลอันเป็ดั่งตำนานจะกลายเป็ที่พึ่งเดียวในยามนี้
หวงกุ้ยเฟยก็ััได้ถึงอาการเหล่านี้ เซียนนักทำนายคงไม่ใช่ชื่อแซ่จริงแต่เป็เพียงชื่อที่คนทั่วไปกล่าวขานถึงคนผู้นั้นแม้นางเองก็เคยเข้าใกล้วิ่งนั้นมาก่อนทว่าชะตาช่างเล่นตลกนัก โลกนี้ยังมีความลึกลับมากมายที่มนุษย์ยังเข้าไม่ถึง
“เ้าพูดอะไรออกมาหมอหลวง คนผู้นั้นไม่เคยมีใครกล้ายืนยันว่ามีตัวตนจริงด้วยซ้ำเ้าแน่ใจได้อย่างไร”ไทเฮาแม้จะทรงอยู่ในวังหลวงแต่ข่าวสารไม่เคยหลุดรอดการรับรู้ของพระนางผู้ที่มีข่าวสารมากมายในมือย่อมหมายถึงความได้เปรียบในหลายด้าน
“ครั้งหนึ่งเมื่อกระหม่อมออกเดินทางใหม่ๆเคยได้รับความช่วยเหลือจากคนผู้หนึ่งมารู้ภายหลังว่าคนผู้นั้นคือเซียนนักทำนายพ่ะย่ะค่ะ”ท่าทีจริงจังของหมอหลวงช่วยยืนยันว่าสิ่งที่พูดนั้นเป็ความจริง
“แล้วเราจะไปหาเซียนนักทำนายเจอได้ที่ไหน”ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยความหนักพระทัย ฟังอย่างไรการพบกันนั้นก็ถือเป็โชคความบังเอิญอย่างแท้จริง หากจะปล่อยให้เนิ่นนานไปเื่ดวงตาข้างซ้ายของหลิวหยางเหมยย่อมไม่สามารถปิดเป็ความลับได้ลักษณะพิเศษนี้หากคนทั่วไปมองว่า เด็กทารกคนนี้คือปีศาจคงไม่ผิดแล้วพระองค์จะปล่อยให้เมียรักและลูกน้อยเผชิญคำครหานั้นได้ยังไง
“ที่วัดร้างใกล้ชายแดนติดแม่น้ำฮุ่ยเหอว่ากันว่าใครพบเจอทางมืดมนในชีวิตให้ไปเขียนคำอธิฐานที่นั้นจะพบกับทางออกพ่ะย่ะค่ะ”ร่างหมอหลวงขยับมาใกล้เตียงซึ่งฮ่องเต้หลิ่วชิ่งประทับเคียงข้างพระสนมหวงกุ้ยเฟยกระซิบเสียงแ่เบา
“ฝ่าา” เสียงของหวงกุ้ยเฟยสั่นไหวหากลูกสาวของนางได้รับคำรับรองจากเซียนนักทำนาย ก็จะไม่มีมันผู้ใดสามารถหาเื่กำจัดเืเนื้อเชื้อไขของนางได้อีก
“เ้าสบายใจได้ ข้าจะไปจัดการด้วยตนเองเ้าและลูกของเราจะต้องปลอดภัย” ฮ่องเต้หลิ่วชิ่งจุมพิศขมับของหวงกุ้ยเฟยพระหัถต์ที่จับดาบและทำงานหนักมาตลอดััที่มือน้อยแ่เบา
“รอก่อนนะลูกพ่อ”
ขบวนเสด็จของฮ่องเต้หลิ่วชิ่งจัดเตรียมทันทีและออกจากวังหลวงอย่างลับๆทั้งทางตำหนักหวงกุ้ยเฟยก็ปิดเงียบราวกับไม่มีข่าวดีใดๆผู้คนภายนอกก็ได้แต่คาดเดากันไปมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะไปในทางที่ไม่ดี และข่าวฮ่องเต้หลิ่วชิ่งพระประชวรกระทันหันก็แพร่ไปอย่างรวดเร็วหลายคนต่างคิดผูกเื่ไปว่าเกี่ยวกับการคลอดบุตรของพระสนมหวงกุ้ยเฟยที่ยังปิดตำหนักเงียบคงเนื่องมาจากสาเหตุนี้
หวงกุ้ยเฟยอุ้มร่างน้อยแนบอกพลางร้องกล่อมเบาๆดวงตาต่างสีของธิดามองตอบมาอย่างไร้เดียงสาและพยายามส่งเสียงอ้อแอ้ตลอดเวลาราวกับจะสื่อสารอะไรบางอย่างกับนางสายลมพัดพากลีบดอกท้อปลิวเข้ามาในถึงชานห้องนั่งเล่นที่เปิดกว้างรับลมอากาศกับเสียงอ่อนหวานที่ขับกล่อมพาให้หลิวหยางเหมยเริ่มอ้าปากหาว
"หยางเหมยไม่ต้องกลัวนะลูกต่อให้หาเซียนนักทำนายไม่พบ แม่ก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเ้าได้"สิ้นประโยคนั้นสายลมที่พัดเอื่อยก็พัดวูบหอบเอากลีบดอกท้อกระจายขึ้นบนอากาศ สิ่งนี้ไม่ได้เกิดเพราะธรรมชาติแต่เกิดจากพลังของนางเองพระสนมหวงกุ้ยเฟยหาใช่คนธรรมดาสามัญไม่ นางเป็จอมยุทธ์ที่ท่องไปทั่วยุทธภพด้วยสายเืศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลที่มีความสามารถฝึกตนจนกลายเป็เซียนและด้วยพร์นี้ตระกูลจึงกำหนดให้นางเดินบนเส้นทางเซียนทว่านางกลับไม่ชื่นชมในเส้นทางนั้น นาง้าอิสระเสรีที่จะทำตามใจตนกลายเป็เซียนแล้วอย่างไรชีวิตไร้สีสันเช่นนั้นนางทนไม่ได้สุดท้ายจึงได้ออกจากตระกูลท่องไปตามใจตนจนได้มาพบรักกับฮ่องเต้หลิ่วชิ่งซึ่งในเวลานั้นเป็เพียงองค์รัชทายาทนางได้ช่วยชีวิตขององค์รัชทายาทไว้เพราะบุพเพนี้ทำให้นางต้องสละเสรีของตนเพื่อเข้ามาอยู่ในวังหลวงกับชายที่ตนมอบใจให้ขึ้นชื่อว่าเป็สนมคนโปรดที่นางในวังหลังมากมายริษยา ช่างเป็ความสุขบนคมดาบคมหอกจริงๆ
วัดร้างใกล้แม่น้ำฮุ่ยเหอ
สภาพของสถานที่จะเรียกว่าวัดได้ไม่เต็มปากเนื่องจากมันมีขนาดเล็กมากและมีเพียงศาลาที่มีกระดาษเขียนคำอธิฐานผูกอยู่เต็มไปหมดแม้จะทรุดโทรมแต่ก็ร่มรื่นด้วยรอบด้านมีต้นหลิวปลูกเรียงรายเมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงได้เห็นว่าเสาแต่ละต้นมีการแกะสลักเป็เทพเ้าบนทรวง์ภาพสลักเ่าั้ทั้งอ่อนช้อยงดงาม บนเพดานหลังคาก็มีภาพวาดเหล่าทวยเทพอวยพรทั้งหมดนี้ให้ความรู้สึกสบายใจและผ่อนคลาย ฮ่องเต้หลิ่วชิ่งทรงผูกกระดาษคำอธิฐานของพระองค์ไว้ ก่อนจะยืนหลับพระเนตรนิ่งภาวนาในพระทัยเพราะทรงกำเนิดในราชวงศ์ยากนักที่จะได้ทำอย่างที่พระทัยปรารถนาการที่จะฝากพระทัยไว้ที่ใครสักคนนั้นยิ่งยากยิ่งกว่าการชิงดีชิงเด่นในวังหลงยิ่งกว่าสมรภูมิรบพลั้งพลาดเพียงเล็กน้อยนั้นอาจหมายถึงลมหายใจสุดท้าย
ฟุป !!!
ร่างในชุดขาวมายืนข้างองค์ฮ่องเต้อย่างรวดเร็วจนองครักษ์ไม่ทันรู้สึกตัวกลิ่นอายเย็นเยือกทำให้ฮ่องเต้หลิ่วชิ่งลืมพระเนตรขึ้นในจังหวะเดียวกันนั้นเหล่าองครักษ์ได้ขยับตัวจะเข้ามาปกป้องเ้าเหนือหัวดวงตาของชายชุดขาวเพียงเหลือบตามองเท่านั้น ราวกับการเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของเขา
“ไม่ต้องเขาไม่ได้มาทำร้ายเราพวกเ้าถอยออกไปก่อน” แม้เหล่าองครักษ์จะลังเลก็ต้องปฏิบัติตามรับสั่งองครักษ์ถอยห่างรักษาระยะที่ยังพอขยับไปช่วยเ้าเหนือหัวได้ทันเวลา ชายชุดขาวมีใบหน้าอยู่ใน่อายุเพียงวัยกลางคนเท่านั้นท่าทางสงบนิ่งดูเผินๆ เฉยชากับทุกสิ่งบนโลกใบนี้
“ผู้สูงศักดิ์อย่างท่านเพราะอะไรถึงได้เดินทางดั้นด้นมาถึงสถานที่ไกลเช่นนี้”กระแสเสียงเรียบเรื่อยราวกับกำลังพูดกับคนธรรมดาสามัญฮ่องเต้หลิ่วชิ่งทรงใคร่ครวญเล็กน้อยก่อนจะตรัสด้วยความสุภาพ
“ท่านาุโข้าเป็บิดาคนหนึ่งที่มีบุตรสาวที่เกิดมาก็สุ่มเสี่ยงจะโดนผู้คนมากมาย้าฉีกทึ้งข้าเปรียบคนตาบอดแม้มีอำนาจเพียงใดก็ราวกับถูกมัดมือเอาไว้จึงมาที่นี้เพื่อหวังว่าจะพบแสงสว่างเพื่อบุตรสาวที่น่าสงสาร”
“...” ดวงตาประกายเอื่อยเฉื่อยมองมายังองค์ฮ่องเต้หลิ่วชิ่งท่ามกลางความเงียบรอบข้างผ่านไป่ระยะเวลาหนึ่งชายชุดขาวจึงได้ถอนหายใจแ่เบา ดวงตาคู่นั้นหันไปมองแม่น้ำที่พอมองเห็นจากศาลาแห่งนี้
“ท่านาุโ...”
“ฮ่องเต้หลิ่วชิ่งสิ่งที่กำลังกังวลใจยังไงก็หลีกเลี่ยงไม่ได้”ชายชุดขาวพูดขัดประโยคขององค์ฮ่องเต้ทันทีแต่พระองค์ก็ไม่ได้พิโรธกลับนิ่งฟังอย่างตั้งใจ
“เด็กคนนั้นเกิดมาพร้อมโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ ผู้ผูกมิตรจะเจริญรุ่งเรืองอริศัตรูล้วนย่อยยับ แต่น่าเสียดายยิ่งนัก แคว้นฉินไม่อาจรองรับวาสนาของนางได้”
“หมายความว่าอย่างไรท่านาุโลูกของข้าจะไม่ได้อยู่บนแผ่นดินนี้หรือ”วรกายฮ่องเต้หลิ่วชิ่งสะท้าน
“มันเป็เื่ของโชคชะตา ดวงตาข้างนั้นของเด็กคนนั้นคือสิ่งวิเศษเพื่อปกป้องคุ้มครองโชคชะตายิ่งใหญ่ที่ถือกำเนิดขึ้นมา”