“ครับ.. อาม้า..”
ผมพยายามฝืนรอยยิ้ม แม้เสียงของตัวเองจะสั่นจนแทบควบคุมไม่ได้
“เกี้ยมจะเป็กระบี่ที่ดี...
กะ...เกี้ยมจะหาเพื่อนให้เยอะ ๆ
อะ...อาม้าไม่ต้องเป็ห่วงนะครับ…”
ผมพูดออกไปแบบนั้น พยายามให้ดูเหมือนคนเข้มแข็ง
แต่มันยากเหลือเกิน..
ยากยิ่งกว่าการฝึกกระบวนท่าทั้งร้อยท่า
ยากยิ่งกว่าการกลั้นหายใจฝ่าอัสนีกลางพายุ
เพราะความรู้สึกที่กำลังฝืนกลั้นอยู่..
ข้างในมันมีแต่ความเศร้า..
และหนักเหลือเกิน..
อาม้าลูบแก้มผมเบา ๆ ดวงตาของท่านยังอ่อนโยนเหมือนเคย
แต่มือที่ไม่มั่นคงอยู่แต่แรกแล้ว..
ก็ค่อย ๆ หนักขึ้นในมือของผม
กระนั้น...
ท่านก็ยังไม่ยอมแพ้
ผมรู้..
อาม้ายังมีหลายสิ่งที่อยากจะพูดกับผม...
ท่านยังไม่ยอมจากไปไหน...
จนกว่าจะสอนสั่งได้จนจบ..
“เื่ที่สอง...แซ่ของลูก 流 (เล้าหรือหลิว) ”
เสียงของท่านเบากว่าเดิม แต่กลับชัดเจนสำหรับผม
“หลิวนั้น... คือกระแสน้ำ”
ผมเงียบกริบ ปล่อยให้คำของอาม้าไหลเข้าสู่ใจเหมือนน้ำไหลลงหินกร่อน
ท่านพูดต่อช้า ๆ ไม่เร่ง ไม่รีบ
เหมือน้าให้ผมรับรู้ไม่ใช่แค่ด้วยหู
แต่ให้ผมจดด้วยหัวใจ
“ตัวของสายน้ำ... มีทั้งคุณและโทษ..
อยู่ที่ลูกจะเลือกว่าอยากเป็สายน้ำแบบไหน
จะเป็สายน้ำที่เชี่ยวกราก.. พังทลายทุกสิ่งอย่าง
หรือจะเป็สายน้ำที่มอบชีวิต.. คืนความชุ่มชื้นให้สรรพสิ่ง
ก็อยู่ที่ลูกจะเลือก”
อาม้าหยุดไปชั่วครู่ ก่อนเปรียบเปรยบางอย่างที่ผมไม่มีวันลืม
“น้ำ... อยู่ในลำธาร ก็ย่อมคดเคี้ยวตามทาง
อยู่ในแก้ว... ก็ย่อมคงรูปเป็แก้ว
อยู่ในชาม... ก็ย่อมคงรูปเป็ชาม
ถึงแม้น้ำจะเปลี่ยนรูปไปตามภาชนะ
แต่น้ำ...
ก็ยังคงเป็น้ำ..
อย่าได้หลงคิดว่าตัวเองคือภาชนะ
จำไว้เสมอว่าหนู คือน้ำ ที่เลือกได้เองว่าจะเป็เช่นไร”
ผมกัดฟันแน่น มือข้างขวายังวางแน่นบนหัวใจ
ก่อนจะยกขึ้นไปแตะมือซ้ายของอาม้าเบา ๆ
“ครับอาม้า..
เกี้ยมจะเป็สายน้ำที่ให้คนอื่นพึ่งพิง
จะปกป้องทุกคนที่เกี้ยมรัก...
และจะไม่มีวันลืมว่าเกี้ยมคือใคร”
ผมพูดมันออกมาแบบนั้น..
พร้อมน้ำตาที่หยดเงียบลงอีกครั้ง..
ท่านยิ้ม
“ดีมาก.. ลูกรัก..”
แค่ได้ยินคำนั้น..
ผมก็แทบจะทรุด
แต่เสียงของท่านยังคงไปต่อ
แม้พลังชีวิตของอาม้าจะอ่อนเหลือเกิน
แม้เสียงจะเบาจนแทบลอยไปกับลม
แต่อาม้าก็ยังไม่หยุด
“สิ่งสุดท้าย...”
ผมเงยหน้ามองทันที นี่คือ่สุดท้ายแล้วจริง ๆ
ผมจำได้..
“ม้าไม่้าให้หนูกลายเป็ยอดผู้เยี่ยมยุทธ์หรอก
ม้าแค่อยากให้หนูมีความสุขในทุก ๆ วัน”
ผมหลับตาแน่นทันที
“ปัญหาทุกปัญหา...
ล้วนเข้ามา..
แล้วก็จะเลยผ่าน..
หากหนัก... ก็วาง
ถ้าเหนื่อย... ก็พัก
อย่าได้เก็บทุกอย่างไว้ที่ตัวเองคนเดียว
ใช้ชีวิต... ในแบบที่หนูคิดว่ามีความสุข
แค่นี้...
อาม้าก็พอใจแล้ว…”
อาม้าพูดจบ..
เสียงก็หายไป..
ในวินาทีนั้น ผมรู้สึกเหมือนทั้งโลกเงียบลง
เหมือนเวลาทั้งหมด..
ถูกบีบให้ช้าลงเพียงเพราะหัวใจของผม
ยังอยากอยู่ตรงนี้ กับเสียงนี้ กับรอยยิ้มของอาม้า..
อีกสักนิด
แต่ผมก็รู้ว่า…
'อีกนิด' มันไม่เคยพอ
ผมสูดน้ำมูกเสียงดัง
มือที่ประคองมือของอาม้าเริ่มหนักขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
“ครับ...เกี้ยมจะ...เกี้ยมจะ...เกี้ยมจะ...มะ...มีความสุข...”
เสียงสั่นเครือหลุดจากปากของผมอย่างห้ามไม่อยู่
“จะทำให้ทุกวันเป็วันที่ดี...อาม้าไม่ต้องเป็ห่วง...”
ตุ๊บ...!!
มือของอาม้าร่วงลงบนเตียงอย่างช้า ๆ
เหมือนใบไม้ที่ร่วงอย่างไม่หวนคืน
พลังชีวิตของอาม้า...
หมดสิ้นลงแล้วจริง ๆ
รอยยิ้มนั้น...
ยิ้มอย่างสงบและงดงาม ภายใต้เปลือกตาที่ปิดลง
แต่ผม...
หน้าผมยับเยินจนมองเงาตัวเองยังไม่ได้
เจ็บจนแค่หายใจก็เจ็บไปถึงหัวใจ
แม้ผมจะเคยเจอเหตุการณ์นี้มาแล้ว เมื่อสองปีก่อน
แต่ก็ไม่ชิน..
ไม่มีวันชินกับเหตุการณ์นี้ได้
และต่อให้มันเกิดขึ้นอีกสิบครั้ง
ร้อยครั้ง
ผมก็ไม่มีวันชิน
มันเจ็บ..
เจ็บเกินไป..
ผมค่อย ๆ ฟุบหน้าลง
สองมือประคองมือของอาม้าขึ้นมาแนบแก้ม
ปล่อยให้น้ำตาไหลไม่ขาดราวกับสิ่งที่ไหลไม่ใช้น้ำตา
แต่คือความสูญเสียใจที่เอ่อท้นจนยากจะหยุด
ผมอยากหยุด..
หยุดอยู่ตรงนี้...
แค่นี้...
อีกสักพักก็ยังดี...
แต่ภาพมายานั้นไม่ปล่อยให้ผมทำเช่นนั้น..
“เกี้ยม...ลูกแม่…”
เสียงนั้นอีกแล้ว
ผมเบิกตา
เหมือนทั้งร่างมีกระแสไฟแป๊บวิ่งอยู่ทั่วร่าง
ผมเงยหน้าขึ้น
ภาพตรงหน้ากลับกลายเป็อาม้าที่ยังไม่ตาย
ท่านกำลังยิ้ม..
กำลังจะพูดกับผมอีกครั้ง
ทุกอย่าง...
กลับสู่จุดเริ่มต้น
เป็วังวน
วังวนของบุปผาหมื่นราตรี
นี่คือความทรมารที่ทำให้พิษของดอกไม้ชนิดนี้นั้นน่ากลัว
ถ้าใจไม่แกร่งพอ..
ก็จะติดอยู่ที่นี่ตลอดไป..
ผมหลับตาแน่น สูดลมหายใจลึกแล้วพูดด้วยเสียงที่เจือะเื
“อาม้าพักเถอะครับ... ไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว...”
ผมยิ้มทั้งน้ำตา
“เื่ที่อาม้าสั่งไว้...
เกี้ยมจำได้หมดแล้ว...
จำขึ้นใจมานานแล้วด้วยซ้ำ…”
ถึงจะโหยหา..
ถึงจะอยากอยู่ตรงนี้ให้นานกว่านี้อีกสักหน่อย..
แต่มันพอแล้ว..
แค่ครั้งเดียวก็พอ..
มันเกินที่จะพอด้วยซ้ำ..
ผมลุกขึ้นช้า ๆ ดวงตาที่เคยหม่นหมองเริ่มเปล่งแสง
น้ำตายังไม่หยุดไหล
แต่สิ่งที่ถือมั่นกลับชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน
“แต่ก่อนที่เกี้ยมจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้...
พรรคมารราตรีค้ำฟ้า!!
ต้องถูกลบไปจากโลกใบนี้ก่อน!!
เนตรจ้าวั!!”
ดวงตาของผมเปล่งแสงสีทองเข้ม
แสงนั้นไล่เงาหลอนออกไป
ภาพตรงหน้าค่อย ๆ บิดเบี้ยว
ภาพของอาม้าเริ่มเลือนราง แล้วกลายเป็เพียงเงาในความทรงจำ
แต่ก่อนที่ภาพของอาม้าจะเลือนหายไป..
คล้ายว่าชั่วขณะหนึ่ง..
ชั่วขณะนั้น..
รอยยิ้มที่ทิ้งท้ายก่อนจางหายไป..
เหมือนท่านกำลังมีความสุข และกำลังอวยพรให้ผม..
ให้ลูกชายเพียงคนเดียวของท่าน..
แล้วในตอนที่ภาพมายาจางหายไป..
ก็กลับกลายเป็ร่างของโหวหวังนอนหงายอยู่บนพื้นหญ้า
ข้างตัวเขาคืออี้ต้าเต๋อที่ยืนมองผมอยู่ด้วยสายตานิ่งสงบ
ผมรีบเช็ดน้ำตาออกด้วยแขนเสื้อ
สูดหายใจเข้าออกลึก ๆ
ข่มความรู้สึกที่ยังอยากย้อนกลับไปอยู่ตรงนั้น
แต่ผมรู้...
หากผมยังอยู่ที่นั่น
เท่ากับผมกักขังิญญาของอาม้าไม่ให้ไปไหน
และไม่มีทางที่ 'เกี้ยม' จะทำแบบนั้นเด็ดขาด
“ไม่เลว.. หลุดออกจากภวังค์ได้เร็วดี”
เสียงของอี้ต้าเต๋อดังขึ้น พร้อมกับแววตาที่มองมาทางผมราวกับมองเพชรเม็ดงามที่พึ่งเจอ
“ขนาดสหายของเ้าที่เข้าไปก่อนยังมิอาจถอนตัวออกมาได้
นับว่าเ้าเยี่ยมยอดกว่ามันมาก”
ผมถอนหายใจเบา ๆ ไม่ใช่เพราะดีใจ
แต่เพราะเริ่มหงุดหงิด..
มองคนที่พูดกับผมด้วยความโกรธ..
ถึงจะพยายามปรับอารมณ์ให้กลับมาปกติแล้ว
แต่พอเห็นสีหน้าชื่นชมของหมอนั่น
อารมณ์ในอกมันก็กระตุกขึ้นมาอีกระลอก
“แล้วเหตุใดท่านยังไม่ไปอีก?”
ผมถามกลับเสียงแข็ง
“อยู่เพื่อรอดูอะไร? หรืออยากเห็นน้ำตากับใบหน้ายับยู่ยี่ของผู้อื่น?”
ต้าเต๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วเหมือนพยายามจะไม่เหวี่ยงใส่กลับ
“ข้าแค่อยู่ดู…
เนื่องด้วยเ้านั้นรู้จักบุปผาชนิดนี้ แถมยังรู้วิธีถอนพิษ
หากข้าคล้อยหลังแล้วเ้าแอบถอนพิษลับหลังข้า
เช่นนั้นไม่ว่าสำนักสี่ขุนเขา...
จะได้พวกปลิ้นปล้อนที่เคลือบฉาบด้วยคุณธรรมเข้ามาเป็ศิษย์?”
ผมหรี่ตา..
ถึงจะโกรธอยู่ แต่คำพูดของมันก็เป็เหตุผลที่ปฏิเสธไม่ได้
และแม้มันจะพูดออกมาเหมือนระแวง แต่ก็ยังพอรู้ว่าเขาพยายามวางตัวยุติธรรมอยู่พอสมควร
แล้วเหมือนอี้ต้าเต๋อจะรับรู้ได้ว่าผมโกรธเขาอยู่ มันจึงได้เปลี่ยนเื่
“ต่อไป... ด่านที่สี่... เป็ด่านสุดท้ายแล้ว”
เขาชี้ไปทางป่าทางขวา ตรงเส้นทางที่ลึกเข้าไปอีก
“ตรงเข้าไปอีกราว ๆ สองลี้
ที่นั่นจะเป็พื้นที่มีสัตว์อสูรชุกชุม”
เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ที่เริ่มกลับไปเป็ทหารประจำการ
“เ้าต้องทำการสังหารสัตว์อสูร แล้วนำแก่นปราณมาใช้แลกคะแนน
โดยสัตว์อสูรระดับััยุทธ์ขั้นต้น ได้หนึ่งคะแนน
ระดับกลาง ได้ห้าคะแนน
ระดับปลาย ได้สิบคะแนน”
ผมพยักหน้ารับฟัง
ระบบนี้เรียบง่าย เข้าใจง่ายเหมาะกับการปั้นคนเข้าสำนักแบบไม่ต้องสอนมาก
“เก็บให้ครบร้อยคะแนน เ้าก็ผ่าน กลายเป็ศิษย์ของสำนักนี้แล้ว
แต่หากเ้าทำคะแนนได้สูงสุดติดหนึ่งในร้อยอันดับแรก
เ้าจะได้รับสิทธิ์เข้าชม ‘การประลอง’ เพื่อคัดเลือกศิษย์ของสาขาหลัก”
คำว่า 'สาขาหลัก' ทำให้ผมเหลือบตาขึ้นนิดหน่อย
อืม..
ก็ฟังดูเป็ระบบคัดกรองที่สูงขึ้นอีกขั้น
อี้ต้าเต๋อมองผม
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปนิดหน่อย
ไม่ใช่ดูถูก ไม่ใช่ดูใจดี
แต่คล้าย..
กำลังคาดหวัง
“แต่หากเ้าเก็บแค่พอผ่าน... ข้าคงผิดหวังแย่”
เขาเว้นจังหวะ
“มองจากด่านที่แล้ว..
เ้าน่าจะมีจิตใจที่กล้าแข็ง และดื้อด้านพอทน
อย่าให้ข้าผิดหวังเล่า...
ศิษย์น้อง..”
ผมแสยะยิ้มในตอนที่เขาเรียกผมว่า 'ศิษย์น้อง'
ศิษย์น้องงั้นเหรอ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ไอ้อี้ต้าเต๋อคนนี้เพิ่งตวาดใส่ผมตอนผมจะเรียกมันว่า 'ศิษย์พี่' หรอกหรือ?
แต่ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินจากไป ผมก็เอ่ยถาม
“แล้วถ้าฆ่าได้มากกว่าระดับััยุทธ์ล่ะ?”
คำถามนั้นของผมทำให้เขาชะงัก
อี้ต้าเต๋อหันมามองผมด้วยสายตาประหลาดใจปนกับความสนใจจริงจัง
ผมไม่ได้ถามเพราะอยากคุยเท่ หรือคิดว่าตัวเองเก่ง
แต่อยากรู้จริง ๆ ว่าถ้าผม 'เผลอไปไกลกว่าที่เขาคาดไว้' จะนับยังไง
และถ้าแถวนี้มีตัวพวกนั้นอยู่…
ผมอาจจะไปเกินร้อยคะแนนั้แ่เช้าก็ได้
อี้ต้าเต๋อยกยิ้มขึ้น
รอยยิ้มนั้นมันทำให้ผมก็เริ่มแน่ใจ
ว่าไอ้หมอนี่น่ะ มันรู้ว่าผมดื้อ และเหมือนมันก็คงจะชอบอะไรแบบนี้
“ระดับััปราณ ได้สิบห้า สี่สิบ และหนึ่งร้อยคะแนนตามลำดับ”
ผมพยักหน้ารับเงียบ ๆ แต่ยังไม่ทันได้ซักอะไรเพิ่มเติม หมอนั่นก็ลอยขึ้นจากพื้น
ใช่ครับเหาะ..
แล้วไม่ใช่ได้ลอยเหมือนผมตอนที่อยู่ที่จวนเ้าเมืองซุนด้วยนะ อันนั้นยี่ฟู่ของผมให้ผมยืนบนปลายเท้าของท่าน
ผู้ชายคนนี้น่าจะอายุมากกว่าผมแค่สี่หรือห้าปีเท่านั้นเองมั้ง แต่กลับสามารถเหาะได้แล้ว!?
หมายความว่าเขาเข้าสู่ '่ชั้นเหนือพสุธา' แล้วแน่นอน
ซึ่งถ้าว่ากันตามหลัก นั่นไม่ใช่เื่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
เขาหันมาทางผมก่อนจะเหลือบไปมองร่างของเ้าหน้าขนที่ยังนอนพะงาบอยู่บนพื้น
“ระวังด้วย..
สหายของเ้าดูเหมือนจะตอบสนองกับภวังค์มากเกินไป
ในระหว่างที่เ้าตกอยู่ในภาพลวง ข้าได้ซัดใส่มันไปสองครั้ง
ยามใดที่มันฟื้น..
ก็อย่าลืมให้มันกินยานี่ล่ะ”
พูดจบ..
ขวดยาขวดหนึ่งก็หล่นลงมาอย่างแม่นยำ ตรงสู่มือของผมพอดี
ผมหยิบขึ้นมาดู
เนื้อขวดเป็หยกขาว
แต่สิ่งที่สะดุดตากว่าคืออักษรที่เขียนไว้ตรงข้างขวด
‘ยาระงับปวดชนิดรุนแรง’
ผมกะพริบตาช้า ๆ
“เดี๋ยว...!!”
ผมเงยหน้าขึ้นอัตโนมัติ
“ท่านซัดหน้ามันหนักขนาดไหนกัน ถึงต้องใช้ยาระงับปวดชนิดรุนแรงเลยเนี่ย!!?”
แต่เหมือนจะไม่ทันแล้ว
อี้ต้าเต๋อลอยขึ้นฟ้า หายวับไปเหมือนแค่ไอน้ำจากกาน้ำร้อนที่จางหายไป
ไม่มีเสียงตอบ ไม่มีคำแก้ตัว
เหลือไว้แค่ผมกับขวดยาในมือ และผมค่อย ๆ หันไปมอง 'เหยื่อ' ที่นอนอยู่ห่างกันพอสมควร
และเมื่อหันมองไปดี ๆ ไม่ต้องเข้าไปใกล้
ผมก็เห็น..
ตาซ้ายของโหวหวังปูดบวมจนเกือบปิด แก้มซ้ายก็บวมเหมือนลูกสาลี่ แม้จะอยู่ห่างไกลขนาดนี้ ผมยังมองเห็นได้ชัดขนาดนี้
ผมกลืนน้ำลายเอื๊อก
ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเข้าไปใกล้ ๆ มันจะบวมขนาดไหน
ผมมองหน้ามันอีกรอบ แล้วค่อย ๆ ขยับถอยไปอีกก้าว
และใช่..
แม้ตอนนี้มันยังไม่ถึงวันฮาโลวีน แต่หน้าของซุนโหวหวังในตอนนี้ก็ไม่ต่างพวกแต่ง Cosplayer เป็ผีพวกนั้นเลย
แล้วเวลาก็ไหลผ่านไปเรื่อย ๆ จากสิบนาที ก็ค่อย ๆ เคลื่อนเป็ยี่สิบนาที เผลอประเดี๋ยวเดียวสามสิบนาทีก็มาเยือน..
ระหว่างนั้น..
ผมก็นั่งสมาธิปรับลมปราณอยู่นิ่ง ๆ
แต่พอเวลาล่วงเลยไปเกือบครบชั่วโมง ผมก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ปกติแล้ว
ผมหันไปมองตรงจุดเดิมที่เ้าหน้าขนเพื่อนของผมนอนแผ่อยู่
ใช่...
มันยังนอนอยู่ที่เดิม
ท่าเดิม
แบบเดิม
ไม่กระดุกกระดิกแม้แต่น้อย
“เอาแล้วไง…”
ผมเริ่มขมวดคิ้ว
นี่มันหลับเฉย ๆ หรือหลับลึกเกินไปไหม
นี่ผ่านมาหนึ่งชั่วโมง ผมยังไม่เห็นมันสะดุ้งสักแอะ
ทั้งที่อี้ต้าเต๋อเคยบอกว่าหมอนี่ดิ้นทุรนทุรายจนต้องซัดไปสองหมัด
แต่ที่ผมเห็นตอนนี้...
มันนอนนิ่งยิ่งกว่าศพอีก!
ผมรู้สึกได้ทันทีว่ามีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล แรงหมัดของคนใน่ชั้นเข้าถึง มันไม่ใช่ของเล่น ๆ แล้วโหวหวังน่ะยังอยู่แค่่ััปราณขั้นต้น
ถ้าต้าเต๋อเผลอลงหมัดโดยไม่ยั้งมือ..
ไอ้เ้าขนฟูเพื่อนผมคนนี้ก็คงกลายเป็แค่ 'อดีตสหาย' ไปแล้ว
ผมกัดฟันลุกพรวด แล้วะโทีเดียวพุ่งไปยังจุดที่มันนอนอยู่
แค่เข้าใกล้ หูผมก็ได้ยินเสียงลมหายใจเบา ๆ
มันยังไม่ตาย ทำให้ผมโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง..
แต่ก็ยังวางใจไม่ลง!!
ผมรีบใช้มือลูบคลำหน้า ตรวจดูความเสียหายที่อี้ต้าเต๋อฝากไว้
โอเค..
หน้าปูด แต่ไม่ถึงขั้นพัง ดูท่าเขาจะออมแรงบ้าง ค่อยยังชั่ว..
ผมถอนหายใจยาว
ก่อนมองหน้าสหายที่บวมเหมือนซาลาเปาลูกใหญ่
“เห้อ...โหวหวัง เวรก้ำเวรกรรม…”
ผมส่ายหน้าเบา ๆ แล้วพึมพำ
“นี่คงเป็กรรมที่เ้าทำไว้กับหญิงสาวหน้าสำนักกระมัง...
เห็นไหมล่ะ..
์มีตา..
แต่ไม่มีคำเตือนล่วงหน้า”
แต่ในตอนที่ผมกำลังพึมพำเชิงล้อเลียนมันอยู่ จู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น
“เฮือก!!”
เสียงดูดลมเข้าปอดของใครบางคนดังขึ้นอย่างแรง
และทันใดนั้นโหวหวังดีดตัวลุกขึ้นมาจากพื้น!
เร็วพอ ๆ กับหลังติดสปริง!!
ผมน่ะยังไม่ทันตั้งตัว
และสัญชาตญาณของคนเรามักทำงานก่อนสมองเสมอ
ผัวะ!!
หมัดขวาของผมพุ่งเข้าไปปะทะหน้าเพื่อนรักเต็มแรงเข้าไปที่ตาขวา
ตาข้างที่ยัง 'ไม่บวม'
ครับ..
ใช้คำว่า 'ยัง'
และผมเชื่อว่าไม่เกินห้านาทีน่าต้องลบคำว่า 'ยัง' ออก
สหายผมซึ่งเพิ่งฟื้นจากฤทธิ์บุปผาหมื่นราตรีพลันล้มตึง
สติของมันเหมือนจะดับวูบอีกรอบแทบจะในทันที
ผิดตรงคราวนี้ไม่ใช่เพราะพิษ
แต่เพราะหมัดจากผมเอง..
“ชิบผายแล้ว!!”
ผมร้องลั่น ก่อนจะรีบย่อตัวลง
มือหนึ่งจับไหล่ อีกมือรีบตบหน้าเบา ๆ
“โหวหวัง! โหวหวัง! ตื่นก่อน! พวกเราไม่มีเวลาจะหลับซ้อนหลับกันนะเฟ้ย!”
“งือ...เงอ...”
เสียงครางตอบกลับดังขึ้นเบา ๆ
ดี...
ยังไม่ตาย..
หมัดของผมดูเหมือนจะยังไม่แรงพอจะส่งหมอนี่กลับภวังค์ไปอีกชั่วโมง
ผมขอสารภาพกับพวกนายตอนนี้เลย..
เอาจริง ๆ ตอนนั้น..
ผมก็แอบซะใจอยู่หน่อย ๆ นะ..
ขอโทษด้วยนะโหวหวัง..
.
.
.
หลังจากนั้นไม่นาน ซุนโหวหวังมันฟื้นขึ้นมาอีกรอบ แล้วมันก็โวยวายทันที ว่าใครลอบทำร้ายมันตอนไร้สติ
ซึ่งแน่นอน..
ด้วยความเป็สุภาพบุรุษของผม
ผมได้ยื่นอก...
ก่อนจะบอกว่าอี้ต้าเต๋อเป็คนทำ..
อะไร?
ทำไมผมต้องยอมรับด้วยว่าผมเป็คนทำ!
พวกนายไม่ได้ฟังหรอว่าแม่ผมบอกว่าให้ผมอยู่อย่างมีความสุขน่ะ..
ซึ่งทำแบบนั้นก็ทำให้ผมรู้สึกดีหน่อย ๆ
แล้วพอโหวหวังมันเชื่อไปแล้วว่าอี้ต้าเต๋อเป็คนต่อยมัน มันก็โวยวายทันที
“อ้ายอ้าอั่นอันอล้าองอืออ่ออันเอยเออะ!?”
ครับ... ผมไม่รู้ว่ามันพูดว่าอะไร
แต่ดูจากสีหน้า ท่าทางและเสียงแล้ว
มันน่าจะหมายถึง 'อ้ายบ้านั่นมันกล้าลงมือต่อฉันเลยเรอะ?'
ดวงตาทั้งสองบวมเป่งจนเหลือบมองอะไรแทบไม่ได้
แก้มขวาก็ปูดเหมือนยัดผลไม้ไว้ทั้งลูก
เสียงก็พูดไม่รู้เื่
แต่สายตานั้นยังมองผมอยู่
ผมเลยรีบพูดออกไปด้วยความภาคภูมิใจว่า
“ใช่แล้ว!!”
ผมรีบพูดใส่หน้ามัน ตาไม่กะพริบแม้แต่นิด
“มันบอกว่าเ้าดิ้นมาก เลยต้องซัดให้หลับ
ตาซ้าย ตาขวาและแก้มของเ้า..
ล้วนเป็ผลงานของมันคนเดียว!”
และผมพูดด้วยน้ำเสียงโคตรจริงจัง
ก็แหงล่ะ..
จะให้ผมยอมรับว่าเป็คนซัดเข้าไปเองเหรอ?
ไม่เอาหรอกครับ
ผมยังอยากมีเพื่อนอยู่
ไม่อยากให้มันเลิกคบั้แ่ยังไม่ทันเข้าด่านที่สี่
“อี้อ้าเอ๋อ!! อออ่อนเออะ..อันอะเอาอืนเอ็งอ่างอาอม!!”
ผมหันขวับไปทันที
แน่นอนว่านั่นคือเสียงของบุรุษหน้าขนที่บัดนี้ไม่ต่างอะไรกับลูกพีชบวมเต็มกำลัง
แปลจากภาษาช้ำปากได้ว่า:
“อี้ต้าเต๋อ!! รอก่อนเถอะ..ฉันจะเอาคืนเอ็งอย่างสาสม.!”
โหวหวังพูดพลางชกหมัดขวาใส่มือซ้ายของตัวเอง
เหมือนจะโชว์ว่ามันโกรธถึงขนาดไหน
แต่ทันทีที่หมัดกระแทก
เบ้าหน้าทั้งแถบเหมือนสั่นะเืตามแรงะเืของแผ่นดินไหว
แล้วมันก็นิ่งค้าง สีหน้าเปลี่ยนจากโกรธเป็ทรมานแทบร้องไห้ ดวงตาปิดแทบไม่ลงเพราะมันปูดอยู่แล้ว
ผมกลั้นหัวเราะ ก่อนจะพูดในเชิงปลอบ
“เอาน่า ๆ อย่างน้อยมันก็ยังรับผิดชอบ... ทิ้งยาไว้ให้เ้า.. รีบกินซะจะได้ดีขึ้น”
ผมพูดพลางเปิดจุกยา โอสถในนั้นกลิ่นแรงจนแทงจมูกั้แ่ยังไม่เทออกมา
ผมเผลอสูดลึก รู้สึกเหมือนสมองโล่งขึ้นเล็กน้อย
ก็สมกับเป็ของที่มาจากศิษย์เอกของรองเ้าสำนักสาขาหลัก
แต่เพื่อนผมคนนี้ ไม่เคยปล่อยผ่านอะไรง่าย ๆ
“อับอิดออบอับอีอู่อันอ่ะอิ!! อันไอ่อ่อยอัน..อันอ็ไอ่อ้องอับอิบออบอะไอแอ้ว!!
อันเองอ็ไอ้เอ็บอ้วย!!”
ครับ.. ไม่ต้องแปล ผมแปลให้
“รับผิดชอบกับผีปู่มันน่ะสิ!!
มันไม่ต่อยฉันแต่แรก ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรแล้ว!
ฉันเองก็ไม่ต้องเจ็บด้วย!!”
เห็นได้ชัดเลยว่า
ตอนนี้นอกจากหน้าเจ็บ ใจก็ช้ำไม่แพ้กัน
ผมยื่นยาให้มัน
มันคว้าไปเทกอกเข้าปาก ก่อนที่จะเคี้ยวยาในขวดนั้นราวกับเป็ขนมกรุบกรอบ
ซึ่งต่อให้มันไม่พูด ผมก็รู้ได้ว่ามันคงกำลังคิดหาวิธีแก้แค้นอี้ต้าเต๋ออยู่
“อันอะอาอางแอ้แอ้นอันใอ้ไอ้เอยออยอู!!”
คราบ ๆ แปลว่า
“ข้าจะแก้แค้นมันให้ได้เลย คอยดู!”
ผมถอนหายใจก่อนจะยกมือขึ้นช้า ๆ
“ก่อนที่นายจะไปแก้แค้นใคร...
รีบไปคายลิ้นทิ้งก่อนเถอะ”
ผมหยุดนิดนึงแล้วเสริมแบบหยิก ๆ
“ไปหามันในสภาพนี้..
ระวังอี้ต้าเต๋อจะหัวเราะกลิ้งไปกับพื้น
คิดว่าเ้าไปแสดงตลกให้มันดูล่ะ”