เด็กสาวถูกโยนเข้ามาในรถขนนักโทษ ประตูปิดลงโดยที่ตำรวจไม่พูดอะไรให้มากความ
ในรถมีพื้นที่กว้างกว่าที่จินตนาการไว้ตอนแรก มืดสลัวและมีกลิ่นแสบจมูกเหมือนน้ำยาฆ่าเชื้อ
เด็กสาวลุกขึ้นจากพื้นรถที่เต็มไปด้วยดินทรายจากรองเท้า เกือบล้มอีกครั้งเมื่อรถเคลื่อนตัว
มือหนึ่งคว้าแขนเธอไว้ เด็กสาวสะดุ้งเฮือกจนเกือบกระชากแขนหลบ หันไปก็เห็นว่ามีคนสวมผ้าคลุมเก่ามอซอสีเข้มอยู่ในรถด้วย ในแสงสลัวเห็นเป็เพียงเงาดำทะมึน
เธอพูดคำว่าขอบคุณไม่ออกเพราะความกลัวที่บีบรัดลำคอ อีกฝ่ายผ่อนมือที่จับเธอก่อนจะถามเสียงเบาเหมือนกระซิบ
“...ครั้งแรกเหรอ?”
“...?”
“ครั้งแรกที่โดนจับสินะ”
เธอนึกว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ชายน่าสงสัยที่ไหน แต่เสียงพูดเป็เสียงของเด็กหนุ่ม อายุน่าจะไล่เลี่ยกันพอดี
มือเขาพยุงเธอเด็กสาวนั่งลงบนเบาะฝั่งตรงข้าม เธอดึงเข่าขึ้นมากอด พยักหน้าช้าๆ ไม่รู้ว่าเขาจะเห็นหรือเปล่า
พอมองหน้าอีกฝ่ายถึงได้เห็นว่า...เขาสวมผ้าปิดตาสีดำบดบังครึ่งบนของใบหน้า ผมหน้าม้าสีน้ำตาลปรกลงมาหลายปอย ดูเหมือนเ้าตัวจะไม่ได้ดูแลเส้นผมตัวเองเท่าไหร่
เขาปัดผ้าคลุมที่ปิดบังใบหน้าไปด้านหลังและมองออกนอกหน้าต่างรถที่ติดซี่กรงถี่ยิบ ด้านนอก เมฆฝนตั้งเค้า ทว่าเธอรู้ว่าสิ่งที่กำลังจะมาคงไม่ใช่พายุ
มันคือสัญญาณว่าอสูรกำลังจะบุกโจมตีที่นี่อีกครั้ง
น่าแปลกที่เธอไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวกับเื่นั้นเท่าที่ควร การที่อสูรปรากฏตัวในพื้นที่แถบนี้ไม่ใช่เื่แปลก ตอนนี้เธอสนใจอีกฝ่ายมากกว่า
ทำไมเขาต้องใส่ผ้าปิดตากับผ้าคลุม? และเขามาทำอะไรอยู่ในรถนักโทษคันนี้?
ยิ่งเห็นหน้าก็ยิ่งมั่นใจว่าเขาไม่ได้อายุห่างจากเธอเท่าไหร่ เส้นผมสีน้ำตาลแดงยุ่งเหยิงถูกตัดสั้นแบบแหว่งไปมา ดูแล้วไม่ได้ตัดที่ร้านทำผมแน่นอน สีหน้าเขาเรียกได้ว่าเ็าจนไม่กล้าเสวนาด้วย
เธอตัดสินใจว่าการนั่งเงียบๆ เช่นนี้คงจะดีที่สุด บางทีตำรวจอาจวุ่นวายกับอสูรที่กำลังจะปรากฏตัวขึ้นจนไม่มีเวลามาสนใจพวกเธอนัก
“...เกิดอะไรขึ้นกับคุณครับ?” ผิดคาดเมื่ออีกฝ่ายถามเสียงเบาหวิว น้ำเสียงสุภาพกว่าที่คิด ถ้าไม่ได้มีกันอยู่แค่สองคนในนี้ เธอก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็คนเริ่มบทสนทนา
เด็กสาวอึกอักพักหนึ่ง เรียบเรียงคำพูดในหัวก่อนจะตอบ
“ฉัน...กำลังจะโดนบังคับให้แต่งงานค่ะ” เธอพูดเสียงเรียบ พยายามทำใบหน้าให้เฉยชา ถ้าสีหน้าเฉยเสียเปล่าหัวใจก็คงสงบลงได้บ้าง “เพราะว่าคนในตระกูลมีพลังเวทแข็งแกร่งแต่ฉันดันเกิดมาเป็ระดับ 0 ที่บ้านเลยคิดว่าแต่งงานเสียให้พ้นๆ ดีกว่า อย่างน้อยก็ทำประโยชน์ได้ ฉันเลยหนีมาแล้วโดนตำรวจจับได้อย่างที่เห็น”
ได้ยินเสียงลมหวีดหวิวด้านนอก ตัวรถเริ่มส่ายแต่ยังวิ่งไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
“...คนเราเลือกไม่ได้สักหน่อยว่าอยากเกิดมามีหรือไม่มีพลังแบบไหน” เขาพูด ถึงเป็คำพูดที่ฟังดูเหมือนใครก็พูดได้ แต่บางอย่างบอกคนฟังว่าเขาพูดจากใจจริงราวกับเป็เื่ของตัวเอง
“นั่นสินะ...” เด็กสาวพยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าทุกคนคิดแบบนั้นบ้างก็ดี...”
เธอลอบสังเกตอีกฝ่าย เขาเหมือนรู้ว่าโดนเธอมองผ้าปิดตาอยู่
“ผมมองเห็นครับ ไม่ต้องห่วง”
“อ๋อ...”
มีเสียงครืนครางดังขึ้นข้างนอก รถยังเคลื่อนตัวตามถนน มุ่งสู่สถานีตำรวจ หากเธอไม่ทำอะไรตอนนี้คงต้องโดนจับส่งคืนครอบครัวเป็แน่แท้ กลายเป็นักโทษในคฤหาสน์ตระกูลไหนสักแห่ง ไม่ได้ััอิสระอีกจนชั่วชีวิต
หากถูกจับอีกครั้งก็แค่ต้องหนีออกมาอีกครั้ง เธอตั้งใจไว้อย่างนั้น
“แล้ว...”
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อเธอเป็ฝ่ายพูด
“ทำไมคุณ...ถึงได้โดนจับล่ะ?”
ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวชั่วขณะหนึ่ง หากไม่สังเกตให้ดีคงมองไม่ทัน เด็กสาวกลัวเขาขึ้นมา แต่อึดใจถัดมา เขากลับไปทำหน้านิ่งเหมือนเดิม
“ผมฆ่าคน เลยเร่ร่อนอย่างนี้”
“เอ๋...?” ได้ฟังอย่างนั้นก็ขนลุกซู่ ตอนแรกโล่งใจว่าเขาเป็เด็กหนุ่มสุภาพคนหนึ่ง แต่เ้าตัวกลับสารภาพมาเองเสียนี่
“...ผมเผลอฆ่าคนน่ะครับ เลยหนีมาใช้ชีวิตคนเดียวจนถึงเดี๋ยวนี้ ระหว่างนั้นก็โดนจับๆ ปล่อยๆ” เขาพูดเสียงแ่แล้วเงียบไป เด็กสาวไม่แน่ใจว่าเขาพูดจริงหรือเปล่า
“ก็...ไม่ได้ตั้งใจให้เป็แบบนี้ไม่ใช่เหรอ?” เธอพูด ไม่รู้ว่าย้ำกับตัวเองหรือโดนเขาหลอกแล้วหรือยัง เขาแค่พยักหน้าเงียบๆ ก่อนจะถามกลับ
“คุณชื่ออะไรเหรอครับ?”
“...รุ้งค่ะ” เธอมองหน้ารอให้เขาบอกชื่อ สุดท้ายเด็กหนุ่มไม่พูดอะไรสักที เธอเลยพูดต่อ “คุณ...เจอเื่มาเยอะเลยสินะ”
เขาพยักหน้าอีกครั้ง
รุ้งมองสีหน้าซับซ้อนของเขา มันไม่ใช่ใบหน้าของคนที่ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข อดคิดในใจไม่ได้ว่าคนคนนี้เข้มแข็ง
“ใกล้ถึงแล้วครับ” เขาพูดเสียงเรียบ ทว่าก่อนที่รุ้งจะได้ตอบ...
โครม!!!
เสียงดังเหมือนบางอย่างถล่มดังขึ้นข้างนอก ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหวกเหวก รถเบรกกะทันหันจนทั้งคู่กระเด็นวืดชนกระจกกั้นคนขับ ยังไม่ทันได้ลุกขึ้น ตัวรถก็หมุนกลิ้งเหมือนโดนใครจับพลิก เด็กหนุ่มรีบคว้าตัวรุ้งไว้ก่อนที่ทั้งคู่จะโดนเหวี่ยงไปมา กระแทกทั้งเบาะและผนังทั้งสี่ด้าน ตัวรถพุ่งกระแทกบางอย่างจนจุกกันถ้วนหน้า
ประตูท้ายรถบิ่น เด็กหนุ่มยังพอขยับตัวได้จึงถีบประตูจนกระเด็นหลุดและพยุงรุ้งออกมาข้างนอก มองด้านหน้ารถก็เห็นว่าด้านขวาชนกับบางอย่างจนยุบ ตำรวจสองนายที่นั่งอยู่สลบไป
“หนีเร็ว!!!” ได้ยินเสียงะโคำนั้นแทรกเสียงกรีดร้อง ทั้งคู่มองขึ้นฟ้าก็เห็น...
อสูร
สัตว์ประหลาดร่างั์ลอยอยู่เหนือเมือง หน้าตาของมันเหมือนปลาทว่ามีลำตัวเป็ข้อปล้อง รยางค์ที่ยืดจากช่องว่างระหว่างแต่ละปล้องกำลังฟาดมั่วซั่วใส่อาคารและผู้คนที่หนีกันจ้าละหวั่น
ทั้งคู่รีบย้ายที่หาจุดหลบภัย ตอนนั้นเอง รยางค์เส้นหนึ่งฟาดเฉียดไปจนล้มคะมำไปด้านหน้ากันทั้งคู่ มันกระแทกเข้ากับรูปปั้นขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ด้านหลังของทั้งสอง
“คุณรุ้ง ระวัง!!!”
เด็กหนุ่มดันตัวเองขึ้นจากพื้นก่อนจะผลักร่างของรุ้งจนกลิ้ง รูปปั้นล้มฟาดพื้นด้วยเสียงดังจนหูอื้อ ฝุ่นฟุ้งกระจาย เศษวัสดุกระเด็นกระทบร่าง มีเสียงแฉะๆ ดังขึ้น
“แคกๆ ...อะ...” รุ้งปากสั่นพูดไม่ออกเมื่อฝุ่นจางและได้เห็นสภาพคนที่ช่วยเธอไว้
เขาโดนรูปปั้นหล่นทับขา กัดปากสะกดกลั้นความเ็ปด้วยทุกสิ่งที่มี เืสีแดงเข้มไหลจากใต้หินสีขาว
“หนีไป...” เขาพูดเสียงแหบ ใบหน้าเป็สีแดงเพราะความเจ็บ เด็กสาวส่ายหน้า
มองขึ้นไปก็เห็นว่าอสูรปลามองมาทางพวกตน รุ้งขยับตัวเข้าบังร่างเขาไว้ไม่ให้มันเห็นในขณะที่เด็กหนุ่มพยายามกลั้นเสียงร้องสุดความสามารถ
รยางค์ที่เคยยื่นสะเปะสะปะหดกลับเข้าไปในร่างของมัน ดวงตาขุ่นเหมือนปลาตายจ้องมองมาที่เธอ ร่างมหึมาเคลื่อนเข้ามาใกล้ ััความกดดันและพลังเวทมหาศาลที่กดทับร่างจนหายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนหนูที่ถูกงูทั้งฝูงจ้อง ความกลัวไหลท่วมประสาทจนคิดอะไรไม่ออก
รุ้งเผลอจับตัวเด็กหนุ่ม ในหัวเธอคิดอย่างเดียวว่าต้องหาทางทำอะไรสักอย่างกับมันเพื่อไม่ให้เขาโดนลูกหลงซ้ำสอง
แต่เธอจะทำอะไรได้? เธอเป็แค่ระดับ 0 อีกความหมายหนึ่งคือเธอเป็มนุษย์ที่ไร้ซึ่งพลังเวทและพลังพิเศษ เป็แค่คนธรรมดา
คำพูดถากถางของผองเพื่อนและครอบครัวย้อนกลับเข้ามาในหัว
ไร้ประโยชน์ เกิดมาได้ไง เป็คนในครอบครัวนี้จริงหรือเปล่า เด็กที่ไม่สมควรเกิดมา
รุ้งไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังกับความไร้พลังของตัวเองมากเท่าครั้งนี้
“คุณรุ้ง...หนีไปเถอะ...” เด็กหนุ่มกล่าวลอดไรฟัน พยายามลากขาตัวเองพ้นรูปปั้นแต่เจ็บจนต้องนอนนิ่งเหมือนเดิม ขาติดอยู่ใต้นั้นแบบดึงไม่ออก รุ้งบีบแขนเขา
“...ถึงหนีไป ฉันก็...” เด็กสาวเค้นเสียงผ่านลำคอแห้งผาก “อย่างน้อยก็อยาก...ทำอะไรสักอย่างเพื่อคนที่บอกฉันว่า...เลือกเกิดไม่ได้ การไม่มีพลังไม่ใช่เื่ผิด...”
เด็กหนุ่มหาคำพูดไม่ได้
ทว่าระหว่างกำลังคุยกัน อสูรก็เรียกรยางค์ออกมาอีกครั้งและเงื้อมัน เตรียมฟาดเข้าใส่ทั้งสอง
รุ้งยังไม่ขยับตัว ขวางกั้นระหว่างเขากับมัน
ถ้าไม่มีพลังเวท เธอก็จะทำในสิ่งที่คนธรรมดาทำได้อย่างนี้...!
“ฉันไม่อยากไร้ประโยชน์!” เด็กสาวหลับตาปี๋ ะโลั่นก่อนที่พลังสายหนึ่งจะไหลผ่านมือที่ัักับเด็กหนุ่ม เข้ามาในร่างเธอ
รุ้งลืมตาโพลง เห็นรยางค์อยู่เหนือร่างตัวเองไม่ถึงเมตร
เธอเห็นรยางค์เส้นเท่าเสาเข็มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ราวกับเวลาถูกทำให้ช้าลง แสงบางอย่างสว่างขึ้นรอบตัว
“...อะ...”
ยังไม่ทันได้ร้องสักแอะ แสงนั้นก็สว่างจ้าจนมองอะไรไม่เห็น ได้ยินเสียงร้องโฮกของอสูร
“คุณรุ้ง หยุดเดี๋ยวนี้!!!” เด็กหนุ่มตะเบ็งเสียง
รุ้งไม่รู้ตัวว่ามีสัญลักษณ์ประหลาดปรากฏขึ้นกลางดวงตาของเธอ อีกทั้งใบหน้ายังมีเส้นสองเส้นลากั้แ่หน้าผากผ่านดวงตาลงมาถึงคาง ดูราวกับใบหน้าถูกแยกเป็สามส่วน
เด็กหนุ่มดึงขาข้างหนึ่งเป็อิสระ เหวี่ยงตัวเองรีบปิดตารุ้งทันที
“ไม่ได้...หยุดนะ...ห้ามใช้พลังนั่นเด็ดขาด...ขอร้องล่ะ!!!” เขาพูดเสียงสูง กอดรุ้งแน่นจนเธอหายใจแทบไม่ออก
อสูรที่โดนพลังนั้นเข้าไปดิ้นทุรนทุราย าแไม่ทราบที่มาปรากฏขึ้นทั่วร่าง ดูราวกับโดนอสูรล่องหนโจมตีด้วยกรงเล็บ มันกระอักของเหลวสีเขียวส่งกลิ่นรุนแรง หล่นแผละลงใส่อาคารด้านหลัง สภาพร่อแร่ใกล้ตาย รุ้งปิดตาแน่นก็รู้สึกว่าพลังเมื่อครู่ไหลออกจากร่างไปหมด
ยังไม่ทันได้ลำดับเหตุการณ์ บางสิ่งพุ่งเข้าชนอสูรปลาจนกระเด็นลงน้ำตูมใหญ่ ส่งเสียงครางโหยหวนก่อนจะแน่นิ่งไป ลอยอืดอยู่ในคลื่น
เด็กหนุ่มลืมความเ็ปชั่วขณะ เขากับรุ้งมองไปยังสิ่งที่มาช่วยตนไว้
มันเป็อสูรหน้าตาเหมือนสุนัขป่าติดเกราะ ขนทุกเส้นบนร่างตั้งชัน แหลมคมเหมือนทำจากเหล็ก ส่วนหางมีประกายไฟฟ้าแปลบปลาบ รอบตัวมีเมฆสีเทาลอยอยู่
“เฮ้ สองคนตรงนั้นน่ะ ปลอดภัยรึเปล่า?!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเหนือศีรษะ
เอี้ยวคอมองก็เห็นว่ามีร่างสามคนลอยตัวอยู่กลางอากาศเป็รูปสามเหลี่ยม ด้านหลังของพวกเขาคือประตูมิติสามเหลี่ยม สามารถมองเห็นภพอสูรได้ มันดูเหมือนใครตัดภาพส่วนหนึ่งของท้องฟ้าแล้วแปะภาพท้องฟ้าอีกโลกทับ มองไม่เห็นขอบด้วยซ้ำ
“...นักเวทอัญเชิญ...?” รุ้งพึมพำ
คนที่เอ่ยทักเธอก่อนหน้าเป็ผู้ชายผมยาวสีแดง มีแผลเป็พาดผ่านดวงตาข้างซ้าย พอเห็นว่าพวกเธอปลอดภัยดีก็เบนสายตากลับไปที่อสูรปลา
“คิล คอนเฟิร์ม” หนึ่งในนักเวทพูดเสียงยานคาง
“ตายแล้วเหรอ? ยังไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ๆ มันเื่อะไรกัน...? สองคนนั้น...” เด็กหนุ่มผมแดงกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ มือซ้ายปัดผมยาวที่ระหน้า
รุ้งเองก็สับสนพอๆ กับพวกเขา เด็กหนุ่มที่น่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้หน้าซีดและสลบไปแล้วเพราะเสียเืมาก รุ้งไม่กล้าขยับตัวคนเจ็บ ไม่เห็นด้วยซ้ำว่าแผลอยู่ไหนเลยได้แต่ขอความช่วยเหลือ
ชายผมแดงออกคำสั่งกับลูกทีมอีกสองคน
“เดน! โมคุสึ! พอปิดเกตแล้วลงไปช่วยคนาเ็!”
“รับทราบ!” ทั้งสองตอบ
“ไรจิน!”
อสูรหมาป่าสายฟ้าตอบสนองต่อเสียงของชายผมแดง พอรู้ว่าคู่ต่อสู้แน่นิ่งไปแล้ว มันร่อนลงไปยกรูปปั้นออกจากร่างของเด็กหนุ่มก่อนจะเดินบนอากาศกลับเข้าไปในประตูมิติ
พอนักเวททั้งสามสลายพลัง มันหายไปราวกับไม่เคยมีอะไรอยู่ตรงนั้นมาก่อน
นักเวทหนุ่มทั้งสามร่อนลงจากฟ้าด้วยพลังเวทและเข้ามาดูอาการของเด็กหนุ่ม เขาเสียเืมากจนหน้าซีดเหมือนกระดาษ
“เพราะฉัน...” รุ้งเอ่ยเสียงเบา หนึ่งในนักเวทหยิบผ้ากับวัสดุแถวนั้นทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
“พวกเราเป็นักเรียนจากสถาบันเดลต้า” ชายผมแดงพูด “เดี๋ยวจะพาเพื่อนเธอไปรักษาก่อน แต่เธอต้องมากับพวกเรา”
“ทะ...?”
“ทำไม? ทำไมเหรอ? เธอคิดว่าเราจะปล่อยตัวคนธรรมดาที่มีพลังไม่แน่ชัดแต่สามารถจัดการกับอสูรให้เดินเพ่นพ่านในเมืองเหรอ?” เขาพูดกระแทกกระทั้นก่อนจะหันไปหาเพื่อน “พวกนายสองคนพาพวกนี้ไปที่สถาบัน ฉันจะตรวจดูความเรียบร้อย”
“มาด้วยกันหน่อยนะคร้าบ คุณหนู” นักเรียนเวทอีกคนกล่าว เมื่อครู่นี้ชายผมแดงเรียกเขาว่าโมคุสึ เขามีผมสีฟ้าและใบหน้าง่วง มือที่ซุกอยู่ใต้แขนเสื้อยาวเหยียดพยุงรุ้งให้ลุกขึ้น อีกคนช้อนร่างเด็กหนุ่มและวางลงบนหลังของอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนม้าซึ่งสร้างจากเมฆ ดูไม่น่าจะััได้ด้วยซ้ำ แต่มันกลับรับน้ำหนักคนทั้งคนไว้ได้
รุ้งโดนพวกเขาพาตัวไป ถึงจะเคยได้ยินชื่อสถาบันเดลต้ามาบ้าง แต่เธอไม่มั่นใจว่าพวกเขาจะทำอะไรกับพวกตนบ้าง แต่ที่แน่ๆ คือ การไปกับคนพวกนี้ดีกว่ากลับบ้านหรือติดคุกเป็ไหนๆ
Δ
อีกด้านหนึ่ง
“จบโดยที่ไม่ได้ออกโรงอีกแล้วเหรอเนี่ย...”
เด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่บนก้อนเมฆ มองการต่อสู้จากมุมสูง
ยังไม่ทันทำอะไรก็มีคนชิงฆ่าอสูรตัดหน้าทั้งเธอและไรจินไปแล้ว
“แต่ สองคนนั้น...”
เส้นผมสีดำที่ติดเครื่องประดับผมรูปนกนางแอ่นปลิวไสวกับแรงลม
“สังหรณ์ว่าอะไรดีๆ กำลังจะเกิดขึ้นแน่ ถ้าเป็สองคนนั้นละก็ ไม่แน่ว่า...”