“โอ๊ย ทำไมต้องเป็แบบนี้ด้วยนะ แล้วฉันจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ ฮือๆๆ” ลิลลี่ร้องไห้สบถอยู่กับตนเองอย่างไม่พอใจ ในมือถือแก้วเหล้าไว้ เธอดื่มเหล้าทั้งๆ ที่เป็คนคออ่อน ดื่มไม่กี่แก้วก็จะเมาง่ายมาก
“คุณพอเถอะ ไปกลับบ้านกับผม” ราเมศดึงแก้วเหล้าออกจากมือลิลลี่ ที่เริ่มเมามายแก้มแดงปลั่ง
“ใครน่ะ อย่ามายุ่งกับฉันนะ รู้ไหมฉันลูกใคร” ลิลลี่หลับหูหลับตาพูดอย่างไม่สนใจ เธอเริ่มเมามากแล้วเธอรู้ตัวดี แต่มันรู้สึกว่าปัญหาของเธอใหญ่หลวงนัก สายตาก็เริ่มพร่ามัวจากฤทธิ์แอลกอฮอล์
“คุณต้องทำใจเสียบ้าง คุณรักเค้าข้างเดียวนะ ยังไงก็ไม่มีทางเป็ไปได้แล้วล่ะ” ราเมศพูดพลางมองมาที่ลิลลี่อย่างเข้าใจ
ลิลลี่พยายามเพ่งมองหน้าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าว่าเป็ใคร จึงเริ่มรู้ว่าเป็ราเมศนั่นเอง
“อ๋อ นึกว่าใคร ไอ้ตาราเมศใจป๊อดนั่นเอง คุณนี่มันไม่เคยคิดจะสู้จริงๆ ยัยพลอยฟ้ามันเป็คนรักของคุณไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงยอมให้แต่งงานกับพี่คิมง่ายๆ ห๊ะ!!” ลิลลี่พาลใส่ราเมศ
ราเมศไม่ได้ใส่ใจคำพูดของลิลลี่แม้แต่น้อย เพราะเขาเป็คนยอมรับความจริงไม่ใช่ว่าเขาไม่รักพลอยฟ้า แต่เมื่อมองตาของพลอยฟ้าในวันนี้แล้วเขารู้ดีว่า พลอยฟ้าไม่ได้รักเขาเชิงชู้สาวแล้ว เขาจึงควรตัดใจจริงๆ เสียที
“ไม่ใช่ว่าผมไม่รักพลอยฟ้า แต่เขาไม่ได้้าให้ผมเป็คนรักเขาแล้ว ผมมันเป็คนเข้าใจอะไรง่าย ๆ น่ะ คุณเข้าใจใช่ไหม” ราเมศพูดพลางมองหญิงสาวที่เมามายกำลังร่ำร้องอย่างเสียใจตรงหน้าแล้วรู้สึกหดหู่พิลึก
“คุณคงรักไอ้คิมหันต์มากสินะ…” ราเมศถามแทงใจดำลิลลี่ ที่ตอนนี้เ้าหล่อนถืือขวดไวน์กระดกเข้าปาก ราวกับว่ามันเป็แค่น้ำเปล่า
"รักเหรอ ฉันรักพี่คิมจริงๆ หรือเปล่า ก็ไม่รู้สิ นายรู้อะไรไหมว่าฉันต้องกดดันขนาดไหน ใครๆก็ว่าฉันเอาแต่ใจ ขี้โวยวาย เห็นแก่ตัว แต่ไม่เคยมีใครเห็นใจฉันเลย ฉันเป็ลูกสาวคนเดียวของพ่อเลี้ยงสมานเ้าของไร่ส้มขนาดใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่
แต่ฉันรู้ตัวดีว่า ฉันทำไม่ได้ ฉันจะคุมคนงานในไร่ และธุรกิจไร่ส้มคนเดียวได้ยังไง อีกทั้งสัมประทานมากมาย ที่มีแต่เสือสิงห์กระทิงแรดคอยจ้องจะเอาเปรียบ อย่างไอ้ชัยที่จ้องจะฮุุบไร่ของพ่ออีก ฉันจะสู้กับมันได้ยังไง" ลิลลีโพล่งความในใจทั้งหมดของเธอออกมาให้ราเมศฟัง
“ฉันแค่้าคนที่ปกป้องฉันกับพ่อได้อย่างพี่คิม แต่ตอนนี้ฉันจะทำยังไงล่ะ พี่คิมหนีไปแต่งงานกับยัยพลอยฟ้าแล้ว ฮือๆ” ลิลลี่กุมหัวอย่างคิดไม่ตก
ราเมศได้แต่นิ่งเงียบเมื่อได้ฟังเหตุผลที่แท้จริงของลิลลี่ เขาเองก็มองเธอผิดไป เบื้องหน้าหญิงสาวอย่างลิลลี่นั้นเอาแต่ใจขี้โวยวาย วันๆ ก็ดูเหมือนจะวิ่งไล่จับผู้ชาย แต่ในความจริงแล้วเธอต้องกดดันมากแค่ไหนไม่มีใครล่วงรู้ได้
“ฉันจะทำยังไงดี…” ลิลลี่เอียงตัวไปซบไหล่ของราเมศที่ตอนนี้เขาได้แต่ลูบหัวปลอบใจเธอที่กำลังร้องไห้เป็เด็กๆ
“กลับบ้านกัน…” ราเมศพูดพลางจับมือลิลลี่เพื่อนำทางไปที่รถ เมื่อกอดปลอบใจหญิงสาวอยู่นาน จนเธอยอมกลับบ้านกับเขา
“คุณจะกลับแล้วหรือคุณเมศ” นายสมานถามราเมศ เหมือนอยากให้เขาอยู่ที่ไร่ด้วยกันต่อ เพราะั้แ่ราเมศมาพักที่ไร่ ไอ้ชัยและพวกพ้องก็ไม่กล้ามาสร้างวีรกรรมอะไรอีก
“ครับ ผมลางานมาเท่านี้ิต้องกลับไปทำงานแล้วล่ะครับ ” ราเมศกล่าวอย่างสุภาพ
“อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ ผมอยากให้คุณอยู่ที่นี่ต่อนะครับ ผมเป็ห่วงลิลลี่ ”
นายสมานเอ่ยอย่างตรงไปตรงมากับราเมศ พลางมองหน้าเขาด้้วยสายตาที่จริงจัง
ราเมศเองก็รู้เหตุผลมาบ้างจากลิลลี่ แต่เขาก็มีหน้าที่ ที่ต้องทำเช่นกัน
“ ผมต้องขอโทษคุณลุงจริง ๆ ครับที่อยู่ต่อไม่ได้แล้ว แต่ยังไงผมขอขอบพระคุณคุณลุงมากที่กรุณาให้ที่พักแก่ผม ขอบคุณมากนะครับ ” ราเมศกล่าวขอบคุณพร้อมกับยกมือไหว้
แต่เขายังไม่ทันได้เดินพ้นออกจากบ้าน ก็มีเสียงดังโวยวายมาจากทางหน้าบ้าน
“ป้อเลี้ยง ป้อเลี้ยง จ้วยโตยๆ คุณหนูลิลลี่ ถูกยับตั๋วไปแล้ว” (พ่อเลี้ยง พ่อเลี้ยง ช่วยด้วยๆ คุณหนูลิลลี่ถูกจับตัวไปแล้ว)
คนงานในไร่รีบวิ่งมาบอกให้นายสมานได้ทราบอย่างกระหืดกระหอบ
“ไผ มันยับลูกกูไปตางใด หื้อ มันเป๋นไผ” (ใครมันจับลูกกูไปทางไหน ห้ะ มันเป็ใคร) นายสมานถามลูกน้องอย่างร้อนรน
“ไอ้ชัยครับ มันเอาลูกน้องมันมานักขนาด มีปื๊นต๋วย ผมเขาสู้มันม่ะได้ครับ” (ไอ้ชัยครับ มันเอาลูกน้องมาเยอะมาก มีปืนด้วย พวกผมสู้มันไม่ได้ครับ)
“ไอ้ชัย มึงเหิมเกริม มายับลูกสาวกูขำไฮ้ กูถ้าจะเว้นมึงไปม่ะได้แหมล่ะ” (ไอ้ชัย มึงเหิมเกริม มาจับลูกสาวกูถึงไร่ กูถ้าจะปล่อยมึงไว้ไม่ได้ล่ะ) พ่อเลี้ยงสมานประกาศกร้าว แต่จู่ๆ แกก็ลมจับ ทรุดตัวลงไปกับพื้น
“พ่อเลี้ยง” ราเมศใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“คุณเมศ ช่วยลิลลี่ด้วย ช่วยลูกสาวผมด้วยนะครับ” พ่อเลี้ยงสมานหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเป็ห่วงลูกสาว แต่ตอนนี้สภาพร่างกายของเขาเริ่มแย่มากขึ้น เนื่องจากโรคประจำตัว
นายสมานจับมือราเมศอย่างร้องขอ
ราเมศเองก็อึกอัก จนนายสมานยกมือไหว้
“ช่วยลูกสาวผมด้วย ”
ราเมศรีบจับมือนายสมานไว้
“ครับ ผมจะไปช่วยลิลลี่…”