[ระบบแจ้งเตือน: ร่างกายผ่านการเค้นพละกำลังขีดสุดจากการวิ่งเอาชีวิตรอด... ค่าความเร็ว (AGI) +1]
นัทที่นอนแผ่หลาอยู่หน้าประตูเมืองเหลือบไปเห็นการแจ้งเตือนบนหน้าต่าง เด้งขึ้นมาตรงมุมตาราง เขาสะกิดพี่กล้าพลางพึมพำ "พี่กล้า ดูนี่ดิ... วิ่งหนีตายเมื่อกี้ความเร็วผมขึ้นมาหนึ่งแต้มเฉยเลยว่ะ แสดงว่าถ้าพวกเราออกกำลังกายหรือเค้นขีดจำกัดร่างกายหนักๆ สเตตัสเราก็น่าจะเพิ่มได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องพึ่งแต้มอัปเลเวลอย่างเดียวหรือเปล่าวะ?"
"เออ... ก็น่าคิด" พี่กล้าตอบเสียงหอบ
"เหอะ เผ่าอื่นคงนั่งสมาธิรวบรวมพลังหล่อๆ หรือหาของวิเศษมากินสเตตัสก็ขึ้นละ ส่วนเผ่ากูคือต้องมาวิ่งหนีตายหน้าตั้งขี้เยี่ยวเล็ดถึงจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ หรอเนี้ย อนาถแท้!" นัทอดประชดระบบไม่ได้ แต่ในใจก็บันทึกสูตรลับนี้ไว้ในตารางข้อมูลทันที
ทั้งสองคนพยุงร่างลุกขึ้น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอมแดงบ่งบอกว่าเป็เวลาเย็นพอดี นัทและพี่กล้านำเหรียญทองแดงที่พอเก็บสะสมได้จากการล่าหมาป่าตอนกลางวัน ไปหาซื้อเสบียงอาหารจำพวกขนมปังหยาบและเนื้อแห้งในตลาดเมืองเริ่มต้น พวกเขาตัดสินใจซื้อมาเผื่อแผ่เพื่อนร่วมโลกคนอื่นๆ ด้วย เพราะรู้ดีว่าบางกลุ่มที่เดินสำรวจอยู่ในเมืองทั้งวันน่าจะยังไม่มีเงินติดตัวกันเลยแม้แต่เหรียญเดียว
เมื่อเดินกลับมาถึงลานหินจุดเริ่มต้น เพื่อนๆ ผู้รอดชีวิตก็เริ่มทยอยมารวมตัวกันตามนัด นัทไม่รอช้า รีบะโขึ้นไปยืนบนแท่นหินแล้วป่าวประกาศข้อมูลสำคัญที่เขาเพิ่งค้นพบทันที:
"ทุกคนฟังทางนี้! ผมค้นพบแล้วว่าหน้าต่างระบบของเรามันอิงตามสภาพร่างกายจริงด้วย ถ้าเราฝึกซ้อมหรือออกกำลังกายเค้นขีดจำกัดหนักๆ สเตตัสเราจะเพิ่มขึ้นเองโดยตรง! และเื่การอัปเลเวล... พยายามสาดแต้มไปที่ความเร็วก่อนในข่วงแรก มันจะมีสกิลพุ่งตัวสั้นๆ ช่วยชีวิตพวกเราได้!"
เมืุ่์โลกมากันครบ 200 คน นัทและพี่กล้าก็เริ่มแจกจ่ายเสบียงอาหารที่ซื้อมา โชคดีที่มีบางกลุ่มใจกล้าลองออกไปล่ารอบๆ เมืองเหมือนกัน และได้เนื้อสดของสัตว์อสูรกลับมาสมทบ ทำให้คืนนี้พวกเขามีเสบียงพอกินกันตายไปได้
จากข้อมูลที่แต่ละกลุ่มนำมาแชร์กัน ข่าวลือเื่การมาถึงของเผ่าพันธุ์มนุษย์โลกเริ่มแพร่กระจายไปทั่วเมืองเริ่มต้นแล้ว พวกต่างดาวมีทั้งเข้ามาพูดคุยบ้างและเมินเฉยใส่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะมองมาด้วยสายตาดูถูกดูแคลน เพราะพวกมันเห็นว่าจำนวนคนที่รอดชีวิตมาถึงโลกที่ 1 มีเพียงแค่ 200 คนเท่านั้น... หึ! พวกต่างดาวมันยังไม่รู้อะไร นัทคิดในใจอย่าง ยอดเรามาจริงๆ ของดาวโลกคือ 10,000 คนต่างหาก! เพียงแต่เลือมาลงที่เมืองนี้แค่ 200 คน ไม่เหมือนพวกเผ่าอื่นที่พระเ้าเปิดสุ่มคัดมาแค่ไม่กี่พันคนก็ผ่านด่านศูนย์ได้เกิบหมดแล้วหากพวกมันรู้ คงโดนดูถูกกว่านี้เป็แน่
หลังจากพูดคุยกันได้สักพัก พี่กล้าก็เสนอความเห็นขึ้นมา "พวกเรา... ข้าว่าคืนนี้เราพากันออกไปตั้งแคมป์นอกเมืองกันเถอะ ออกไปห่างจากประตูเมืองสักหน่อย กลุ่มเราจะได้ปลอดภัยจากสายตาพวกต่างดาว ขืนนอนล้อมวงกันสองร้อยคนกลางลานเมืองเริ่มต้นแบบนี้ มันดูเอิกเกริกแถมยังเขินๆ ชะมัด"
ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน กลุ่มมนุษย์โลก 200 ชีวิตจึงพากันเดินเคลื่อนขบวนออกจากประตูเมืองมาเล็กน้อย เลือกทำเลโล่งกว้างใกล้ชายป่าจัดตั้งเป็ค่ายพักแรมชั่วคราว จากนั้นสภาน้ำชากลางดินก็เริ่มขึ้นอีกครั้งพร้อมข้อมูลใหม่ที่น่าใ
"มีข้อมูลเพิ่มเติมจากวิหารผู้ะสายจิตว่ะทุกคน..." ชายคนหนึ่งโพล่งขึ้นมา "จริงๆ แล้ว มนุษย์โลกทุกคนมี 'พลังจิต' อยู่ในตัวกันอยู่แล้วั้แ่วิทยาศาสตร์โลกเดิม เพียงแต่เผ่าเรามันเจือจางมากจนไม่รู้สึกถึงมัน มันทำหน้าที่เป็เกราะบางๆ คอยปกป้องจิตใจและสมองของเราเฉยๆ ที่พวกเราเคยเรียกกันว่าคน 'จิตแข็ง' หรือคน 'จิตอ่อน' นั่นแหละ! และที่สำคัญ... พลังจิตนี้แหละที่เป็เบสิกพื้นฐานในการหยิบจับควบคุมกระแสเวทมนตร์หรือพลังปราณเลย!"
"อ้าว... ในเมื่อมันมีอยู่แล้ว จะทำยังไงให้เรารู้สึกแล้วดึงมันออกมาใช้จริงได้ล่ะ?" ใครคนหนึ่งถามขึ้น
คำถามนี้ทำให้ค่ายพักแรมเงียบลงชั่วขณะ แสงไฟจากท้องฟ้าเริ่มมืดสนิทลงอย่างสมบูรณ์ มนุษย์โลกหลายคนเริ่มทดลองทำตามสัญชาตญาณ บางคนนั่งขัดสมาธิหลับตาเข้าฌาน บางคนเพ่งเล็งสายตาไปที่ก้อนหินพยายามจะใช้พลังจิตยกมันให้ลอย แต่ก็ยังไม่มีใครทำสำเร็จ
เพื่อความปลอดภัย ทั้งหมดตกลงกันว่าจะนอนรวมกันกลางป่าโปร่งตรงนี้ โดยแบ่งกำลังสลับกันเข้าเวรยามเฝ้าระวัง นัทและพี่กล้าช่วยแชร์ประสบการณ์การล่าหมาป่าและอสูรสองขาจอมเวทให้กลุ่มคนเฝ้าเวรฟังอย่างละเอียด เพื่อย้ำเตือนว่าห้ามประมาทเด็ดขาด!
"ทุกคนต้องจำไว้ให้ขึ้นใจนะเว้ย!" พี่กล้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "กฎรัศมี 100 กิโลเมตรของระบบน่ะ มันห้ามแค่ไม่ให้พวกเผ่าพันธุ์ต่างดาวสู้รบหรือฆ่าฟันกันเองเท่านั้น! แต่อสูรป่าหรือมอนสเตอร์พวกนั้นมันไม่ได้สนใจกฎนี้ด้วยนะ เขตเดียวที่พวกมันจะไม่กล้าเหยียบเข้าไปคือภายในตัวเมืองเท่านั้น! เพราะฉะนั้น จุดที่เราตั้งแคมป์อยู่นี้ อสูรสามารถโผล่มาโจมตีขย้ำหัวเราได้ตลอดเวลา!"
คำเตือนของพี่กล้ากลายเป็เื่จริงในทันที! ตลอดทั้งคืนแรกในโลกที่ 1 เป็ไปอย่างทุลักทุเลและตึงเครียดสุดขีด ทุกๆ เกือบ 1 ชั่วโมง ค่ายพักแรมต้องเผชิญกับการต่อสู้สลับกันไปตลอดคืน! สัตว์อสูรดุร้ายที่ดมกลิ่นเนื้อตามออกมาจากป่าลึกพุ่งเข้าจู่โจมค่ายอย่างบ้าคลั่ง ทำเอาผู้รอดชีวิตต้องสะดุ้งตื่นลุกขึ้นมากวัดแกว่งอาวุธร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันปกป้องชีวิตกันอย่างอลหม่านแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน
กว่าฝูงอสูรจะล่าถอยและพากันหลับสนิทจริงๆ ก็ปาเข้าไปเกือบเช้า ส่งผลให้ทุกคนตื่นนอนกันสายโด่งจนตะวันค้ำหัวด้วยความอ่อนเพลีย
"โอย... ตาจะปิด สภาพเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามวัน" นัทบิดี้เีลุกขึ้นมาในสภาพตาโหล เสื้อผ้าที่ขาดอยู่แล้วยับยู่ยี่กว่าเดิม
ในตอนสายนั้นเอง ภารกิจแรกของวันคือการทำอาหารเพื่อประทังชีวิต มนุษย์โลก 200 คนที่ ไม่มีสกิลจุดไฟเลเวล 1 และไม่มีเงินซื้ออุปกรณ์หรูหราจากในเมือง ต้องหันมาพึ่งพาวิชาลูกเสือสำรองและภูมิปัญญาโบราณ
"เอ้า! ช่วยกันปั่นไม้สิครับพวกเรา! ปั่นเข้าไป!" เสียงนัทะโเชียร์เพื่อนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเหงื่อไหลไคลย้อย นำแท่งไม้มาขูดปั่นกับแผ่นไม้แห้งอย่างเอาเป็เอาตายตามวิธีโบราณ
ฟู่... ในที่สุดควันไฟเส้นเล็กๆ ก็ลอยขึ้นมาตามมาด้วยเปลวเพลิงสีส้ม มนุษย์โลกส่งเสียงเฮลั่นราวกับค้นพบทวีปใหม่ เนื้อสดของสัตว์อสูรที่พวกเขาร่วมกันล่าและต่อสู้ป้องกันตัวมาตลอดทั้งคืนถูกนำมาเสียบไม้เสียบย่างไฟจนส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วชายป่า เพื่อให้ทุกคนได้กินอิ่มท้อง มีเรี่ยวแรง และไม่ยอมอดตายไปเสียก่อนในดินแดนต่างมิติแห่งนี้!
ในเช้าวันต่อมา หลังจากการประมวลผลข้อมูลและบทเรียนราคาแพง กลุ่มมนุษย์โลกทั้ง 200 คนได้มานั่งล้อมวงปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด จนกระทั่งได้ข้อสรุปที่ทุกคนต้องจำยอมทำเพื่อความอยู่รอด
"สรุปตามนี้! เพื่อประหยัดเงิน และเพื่อความปลอดภัย... พวกเราจะใช้วิธี 'วิ่งรอบเมืองเริ่มต้น' กันตอนนี้เลย วิ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าแต้มสเตตัสระบบจะขึ้น!" เสียงแกนนำะโก้อง
ภาพที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น กลายเป็ตำนานที่ชาวเมืองเริ่มต้นและเผ่าพันธุ์ต่างดาวอื่นๆ ต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน! มนุษย์โลกทั้ง 200 ชีวิต ทั้งชายและหญิง พากันตั้งขบวนวิ่งจ็อกกิ้งเป็วงกลมล้อมรอบกำแพงเมืองด้านนอก สภาพแต่ละคนเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งรุ่ยร่ายจากการฟัดกับอสูรเมื่อคืน ปล่อยเนื้อหนังมังสาโผล่วับๆ แวมๆ ดูอุจาดตาและตลกขบขันเป็ที่สุด
โดยเฉพาะ "พี่ฝรั่งผ้าขนหนู" รายนั้นยังคงนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวสีขาวสะอาดสะอ้าน วิ่งหยาะๆ อยู่หัวขบวนอย่างหน้านิ่ง แขนเสื้อไม่มี ขากางเกงไม่มี ท่ามกลางสายตาผู้คนทั้งเมืองที่มายืนมุงดูพลางหัวเราะคิกคัก มนุษย์โลกทุกคนต่างรู้สึกอายสุดๆ จนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี สภาพของเผ่าพันธุ์ที่ดูอ่อนแอที่สุดอยู่แล้ว พอมาทำอะไรแบบนี้บอกได้คำเดียวเลยว่า อนาถและสิ้นหวังสุดขีด!
ทว่า ความพยายามไม่เคยทรยศใคร ทุกคนกวดฝีเท้าวิ่งเกาะกลุ่มกันไปไม่ทิ้งห่างกันมากนัก จนกระทั่งหน้าจอระบบของสมาชิกส่วนใหญ่กะพริบแจ้งเตือน:
[ระบบ: ร่างกายผ่านการเค้นขีดจำกัด... ค่าความเร็ว (AGI) +1]
ทุกคนโห่ร้องด้วยความดีใจที่แต้มขยับขึ้นมาคนละ 1 แต้ม ยกเว้นเพียงแค่สองหนุ่ม นัทและพี่กล้า ที่สเตตัสไม่ยอมขยับขึ้นเลย นัทก้มมองหน้าต่าง ของตัวเองแล้ววิเคราะห์สูตรทันที "ชิพหายละพี่กล้า ค่าพื้นฐานความเร็วของเราสองคนมันสูงกว่าคนอื่นเพราะอัป มาแล้วแน่ๆ ระบบมันเลยคำนวณว่าเราต้องวิ่งระยะทางมากกว่าคนอื่นอีกหลายเท่าถึงจะกระตุ้นแต้มฟรีได้ วันนี้ชวดแต้มวิ่งว่ะพี่"
"เอาละพวกเรา! ถึงจะไม่ได้แต้มวิ่ง แต่วันนี้พวกเราจะเข้าป่าไปพร้อมกันทั้งสองร้อยคน! จะไม่มีใครตายเด็ดขาด!" พี่กล้าชักดาบซามูไรกู่ร้องปลุกใจ
ขบวนร้อยรบทั้ง 200 คนเคลื่อนทัพออกจากประตูเมืองทางทิศเหนือ มุ่งหน้าลุยเข้าสู่ชายป่าพร้อมกันเป็กลุ่มใหญ่ พริบตานั้น เสียงการต่อสู้ดังกึกก้องระทึกไปทั่วทั้งผืนป่า มนุษย์โลกไม่ได้เดินลึกเข้าไปในเขตอันตรายเหมือนเมื่อวาน แต่ใช้วิธีเดินวนเวียนตัดกำลังอสูรอยู่รอบๆ ชายเมือง คอยรุมกินโต๊ะสัตว์อสูรที่โผล่ออกมาทีละตัวสองตัวอย่างปลอดภัย เพื่อเก็บบันทึกค่าประสบการณ์จนกระทั่ง เลเวลอัปเป็ Lv.2 กันถ้วนหน้าทั้งกองทัพ!
เมื่อเลเวลอัป ทุกคนต่างแยกย้ายกันอัปเกรดสกิลพื้นฐานที่ระบบแจกให้ตามประเภทของอาวุธที่ตัวเองถืออยู่ ใครถือดาบได้สกิลฟัน ใครถือไม้พลองได้สกิลหวด ส่วน นัท เป็เพียงคนเดียวในกลุ่มที่ไม่มีอาวุธติดตัวเนื่องจากหอกหักไปแล้ว เขาจึงสวมบทสายแทงค์พุ่งทะยานร่างไปข้างหน้า ใช้เพียงหมัดและเท้าเปล่าๆ เข้าไปเตะต่อยกระแทกใส่มอนสเตอร์อย่างดุเดือด
และในจังหวะหนึ่ง นัทเกิดไอเดียสุดแผลง เขาเรียกใช้ "สกิลพุ่งตัว (Dash)" ระยะ 1-2 เมตรที่ได้มา ผสานแรงดีดเข้าพร้อมๆ กับการส่งลูกเตะขวาสุดแรงเกิดพุ่งเข้าใส่เป้าหมาย!
เปรี้ยง!!
"เฮ้ย! ดาเมจมันแรงขึ้นว่ะ!" นัทอุทานลั่น เมื่อก้มมองตารางสเปรดชีต Excel มันกำลังคำนวณค่าฟิสิกส์เชิงกล
การะเิความเร็วพุ่งตัวไปข้างหน้ามันช่วยเพิ่มแรงส่งทางกายภาพ (Momentum) อัดบวกเข้าไปในความแรงของหมัดและเท้าโดยตรง ทำให้หน้าต่างระบบปลดล็อกแต้มทักษะหมัดมวยพื้นฐานของนัทเพิ่มขึ้นมาทันที แม้ในตอนนี้มันจะช่วยทำให้เตะและต่อยแรงขึ้นกว่าเดิมเพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น แต่มันคือก้าวแรกแห่งการสร้างคอมโบเฉพาะตัว!
หลังจากลุยศึกรากเืกันมาจนถึงเวลาเที่ยงตรง ทั้งหมดก็พากันมานั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ นำเศษไม้แห้งมาปั่นทำไฟด้วยวิธีโบราณยุคหินตามเคย กลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยโชยมาอีกครั้งเพื่อเติมพลังงานให้กระเพาะอาหารไม่ให้อดตาย
เมื่ออิ่มท้องกันแล้ว ทุกคนก็นำเหรียญทองแดงทั้งหมดที่ดรอปมาได้ตลอดทั้งวันมารวมกองกันไว้ตรงกลาง เพื่อแก้ปัญหาเื่ค่าครูสอนสกิลที่แพงมหาศาล พวกเขาตัดสินใจเปิดระบบสากลของพระเ้าเพื่อ "กดสุ่มรายชื่อ" หาตัวแทนเพียง 1 คน ที่จะได้รับการสนับสนุนเงินกองกลางนี้ไปเรียนรู้ขยายพลังสายจิตกับผู้ะก่อนคนอื่น เพื่อเอาข้อมูลมาแชร์ในแชตกลุ่ม
[ระบบ: ผลการสุ่มเสร็จสิ้น... ผู้ได้รับสิทธิ์คือ ‘รีน’]
"ฝากด้วยนะรีน! เอาความลับพลังจิตมาบอกพวกเราให้ได้!" เสียงเพื่อนๆ ะโให้กำลังใจ หญิงสาวชื่อรีนพยักหน้ารับคำด้วยความมุ่งมั่น
เธอเดินกลับเข้าเมืองเพื่อไปฝึกฝนกับผู้ะในวิหาร โดยมี กองกำลังบอดี้การ์ดมนุษย์โลกในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งจำนวน 199 คน เดินแถวเรียงหน้ากระดานตามไปส่งและคอยให้กำลังใจอย่างเอิกเกริกจนชาวเมืองต่างดาวพากันแตกตื่น!
แต่เมื่อไปถึงหน้าวิหารโบราณ ผู้ะสายจิตกลับปรายสายตามองกองทัพเสื้อผ้ายับยู่ยี่แล้วเอ่ยปากนิ่งๆ:
"ผู้ที่จะรับการสืบทอดจงเข้ามาด้านใน... ส่วนพวกเ้าที่เหลืออีก 199 คน รอนั่งตบยุงอยู่ด้านนอกวิหารนี่แหละ!"
ทำเอานัท พี่กล้า และเพื่อนๆ อีกเกือบสองร้อยคนถึงกับหน้าเหวอและหลุดขำก๊ากออกมาพร้อมกัน สุดท้ายก็ได้แต่นั่งจับเจ่าล้อมวงรอตัวแทนสาวอยู่บันไดหน้าวิหารในสภาพสุดอนาถเหมือนเดิม!